 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32665" type="text/javascript"></script> |
|
|
การเก็บความโกธรใส่ยุ้งฉาง
ผมจะกล่าวโดยหัวข้อว่าการเก็บความโกธรใส่ยุ้งฉาง ทำความเข้าใจตลอดเวลาว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องที่ได้กล่าวเป็นหัวข้อย่อๆมาแล้วในการบรรยายครั้งแรก ว่าผู้ที่ได้ลาบวชชั่วขณะนี้ควรจะรับอะไร เก็บกับออกไปให้ได้เท่าที่จะมากได้ และเป็นประโยชน์ให้มากเท่าที่จะมากได้
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 5:14 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 December 2007, 2:30 pm
|
หน้าที่ 6 - อัฎสาฑะ
ถ้าจะรู้อะไรก็ต้องให้รู้โดยหัวข้อเหล่านี้ คือ 1.รู้ลักษณะของมัน 2.รู้อัฎสาฑะคือเสน่ห์ของมัน 3.รู้อาทีณวะคือความเลวร้ายของมัน ก็รู้สมุทัยคือที่เกิดที่มาของมัน แล้วก็รู้อัฎทังขมะ คือสิ่งที่มันตั้งอยู่ไม่ได้คือความดับไฟ และก็รู้นิศาสรณะคือผลแห่งทางออกหรืออุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นจากสิ่งนั้น ในกรณีความโกธรดูกันอีกทีก็ได้ ว่าความโกธรมีลักษณะอย่างไร ก็พูดกันมามากแล้วซึ่งเราจะแบ่งความโกธรออกเป็นกี่ชนิด ประกอบด้วยอุปมา อุดทาหอน อะไรมันก็อยู่ในข้อนี่ทั้งนั้น ใครจะไปเทศน์ไปพูดไปบรรยายเรื่องความโกธร ว่ามันมีลักษณะอย่างไรมีกี่อย่าง มีกี่ชนิด มันควรจะอุปมาด้วยอะไร มันก็เป็นเรื่องลักษณะของความโกธร
นี้อัฎสาฑะคือเสน่ห์ของความโกธรคือมันอร่อยแก่ผู้โกธร ที่นี้ อาทีณวะโทษความเลวร้ายของมันก็คืออันตรายอย่างที่ว่ามาแล้ว ที่นี้สมุทัยที่เกิดของมันก็คือความอยาก เรียกง่ายๆความโง่ ถ้าจะรวมไปถึงตัวความโง่มันไกลเกินไป ไปถึงอาวิชามันเป็นต้นเหตุที่ไกลเกินไปเอาที่ใกล้ๆก็คือความอยาก และไม่ได้ตามที่อยาก ที่นี้ อัฎทังขมะภาษาไทยเราเรียกว่า อัฎสดงคด คือรับลมดับลม อัฎทังขมะก็คือ ที่เรากำลังพูดก็ตัดความอยากนั้นเสียถูกต้องที่สุด ดับความอยากด้วยความโง่นั้นเสีย ถึงนิศาสรณะ อุบาย วิธี หนทาง ออกไปจากเรื่องนี้ที่เรากำลังพูดถึง
มีขันติ มีธรรมมะ มีปัญญา มีสติ หรือจะสรุปรวมไปยังหมวดธรรมมะ สารพัดนึก คือมรรคมีองค์แปด ใช้แก้ปัญหาทุกอย่าง ถ้านึกอะไรไม่ออกในส่วนธรรมะที่จะดับทุกข์หรือแก้ปัญหาและนึกถึงอัฎทังทีรมรรค ก่อน มรรคมีองค์8 นั้นก็เขาจะกำหนดไว้เป็น นิศาสรณะทั่วไปในทุกกรณี
ถ้าเราจะมาทำเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องความโกธรเป็นต้นนี้ เราเรียกธรรมะชื่ออื่นๆมาก็ได้ให้มันตรงกับโลก โดยตรงแต่ละธรรมะเหล่านี้จะไปรวมอยู่ได้ในอัฎทังทีรมรรค จะพูดว่าขันติ ธรรมมะ ปัญญา สติ อะไรก็ตาม มันจะไปรวมอยู่ได้ในอัฎทังทีรมรรคเท่านั้น นั้นนิศาสรณะอุบายเพื่อออกไปเสียจากความโกธรจะมีสติก่อนและก็ธรรมมะ บังคับตนให้ได้และก็มีปัญญามาฟาดฟันลงไปให้สิ้นไป ให้สูญไป ที่นี้คำว่านิศาสรณะ กว้างมากมันจะกินความไปถึงป้องกันปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรก็ได้และก็มีธรรมะที่อื่นๆโผล่ขึ้นมา เราก็ได้พูดมาถึงคำว่าสติแล้ว
สติมีความหมายกว้างและความหมายใหญ่ของสติคือป้องกัน และก็มีคำที่คล้ายๆกันและก็มาช่วยสนับสนุนกัน เช่น คำว่า สังวอน สังวรระ สังวอน สังวอนมีหลายชนิด สติ สังวอนสำคัญที่สุด ให้ทุกคนด้วยสติ มีสติเป็นเครื่องสังวอน คำว่า สังวอนนี้ก็มีความหมายคล้ายๆกันอีกหละ ก็คือป้องกันนี้ละ สังวรระ ป้องกันแวดล้อมไว้อย่างดี สังวอนไว้ด้วยสติ เอาสติมาเป็นเครื่องแวดล้อมไว้ให้ดี ตลอดเวลาก็ให้มีการสังวอนด้วยสติ มีสติรู้สึกตัวอยู่ทุกกิริยาบท
ทีนี้ถ้าให้มันเข้มข้นก็มีธรรมะที่ชื่อว่าสัจจะ หรือ อธิฏฐานะ เรารวมเรียกในภาษาไทยว่า สัจจานพิษฐาน คือ อธิฏฐานจิตที่มีสัจจะที่จะทำอย่างนั้น เป็นสัจจะตัวเดียวกับในคารวาสสถาน สัจจะ ธรรมะ ขันติ จาคะ สัจจะ คือความจริงในสิ่งที่จะกระทำ อธิษฐาน คือตั้งมั่น มีสัจจานพิษฐาน ก็คือตั้งจิตด้วยสัจจะมั่นลงไปที่จะทำ ในการที่จะประพฤติ การละ ต่อไปอีกก็จะนึกถึงธรรมะที่มีประโยชน์มากเรียกว่าจาคะ จาคะนี้แปลว่าสละ แต่เรารู้จักจาคะแต่ในเรื่องการให้ทาน ที่จริงในชั้นสูงนี้จาคะหมายถึงการที่จะสละกิเลสออกไป กิเลสนี้เอาไปให้ใครหรอและใครมันจะเอา ไม่ใช่เหมือนเงินทองที่สละออกไปแล้วมีแต่คนจะเอา
ดังนั้นจาคะที่นี้หมายถึงสละกิเลสตามโอกาสที่ต้องสละ ถ้าปล่อยไว้มันก็กดดัน กดดันหนักเข้ามันก็ระเบิด นั้นจาคะนี้เหมือนกับรู้รั่ว วาวที่เขาทำไว้สำหรับรั่วได้โดยอัตโนมัติ อย่าให้มันถึงขนาดกดดัน ก็ฝึกหัดสละอยู่เสมอๆ ให้อภัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสละด้วยวิธีใดก็ตามทำอยู่เสมอ ที่มีสติ ปัญญาอยู่ ให้เปิดรู้รั่วให้สิ่งเลวร้ายไหลออกไปอยู่เสมอ สร้างขึ้นไม่ปิดในสันดานของบุคคลนั้น
ดังนั้นเราทุกคนจะตกมีจาคะในความหมายนี้ ให้ทำอยู่ทุกเวลา รู้รั่วนี้ให้ระบายกิเลสออก ถ้าฉลาดจริงจะทำได้ทุกเวลาจริง จะอ่านหนังสือพิมพ์ก็มีรู้รั่ว อ่านหนังสือเล่นก็มีรู้รั่ว คือมันทำให้เกิดความรู้ทีทำลายกิเลสนั้นนิดหนึ่งเสมอ แล้วยิ่งไปนั่งภาวนากำหนดจิตอธิษฐานก็ยิ่งเป็นรู้รั่วใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก ให้มีชีวิตอยู่ด้วยการเปิดความชั่วให้ไหลออกไปจากสันดานอยู่ทั้งวันทั้งคืน สำหรับความโกธรนี้ เมื่อโกธรเขาก็เรียกว่าความโกธร แต่พอโกธรทีหนึ่งมันก็สร้างอะไรอีกขึ้นมาหลายชนิด ที่เรียกว่า ปติภานิสัย โกธรทีหนึ่งก็จะเพิ่งปติภานิสัยให้ครั้งหนึ่ง พอมันโกธรบ่อยเข้ามันก็คือชินความโกธรมาก ความชินนั้นเรียกว่าอนุสัย และพร้อมที่จะหลั่งออกมาเรียกว่าอาสวะ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ธ.ค. 2550 (20:24) Subject: Fw: วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (คร่าวๆ)
Date: Mon, 1 Oct 2007 07:27:02 +0700
มีเพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้
เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น
อิงอิงยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนๆ ช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ
หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น อัมพฤกษ์หรืออัมพาต
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด
วิธีวินิจฉัยอาการ
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ
สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ
ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้
โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S:(smile) -> ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T:(talk) ->ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R:(raise) -> ให้ผู้ป่วย(ยก)ชูแขนสองข้างขึ้น
อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก
ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ! อาการอันตราย
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 119
และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 ธ.ค. 2550 (17:40) อื้ม ดีค่ะ ดีมากๆ