 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32665" type="text/javascript"></script> |
|
|
การเก็บความโกธรใส่ยุ้งฉาง
ผมจะกล่าวโดยหัวข้อว่าการเก็บความโกธรใส่ยุ้งฉาง ทำความเข้าใจตลอดเวลาว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องที่ได้กล่าวเป็นหัวข้อย่อๆมาแล้วในการบรรยายครั้งแรก ว่าผู้ที่ได้ลาบวชชั่วขณะนี้ควรจะรับอะไร เก็บกับออกไปให้ได้เท่าที่จะมากได้ และเป็นประโยชน์ให้มากเท่าที่จะมากได้
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 5:14 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 December 2007, 2:30 pm
|
หน้าที่ 9 - รากฐานที่แท้จริง
สิ่งที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุดกว่าที่ตัวปรารถนา ก็หารู้ไม่ แล้วมันก็ไม่ต้องลงทุนอะไร ลำบากยากเย็นอะไร ให้มากไปกว่า กระทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่นั่นให้ดีๆๆ แล้วก็ไล่ดูกัน ตามหัวข้อ ทบทวนความจำอีกเล็กน้อย ข้อที่ว่า ปริญตูปะชีวี ทำไมไม่นึกถึง เมื่อเป็นลุกอ่อนนอนเบาะเล่า พ่อแม่เลี้ยงให้รอดมาเลี้ยงมา อยู่กับการเลี้ยงของพ่อแม่ทั้งนั้น จึงรอดชีวิตมาได้ แต่เดี่ยวนี้เรามาเล็งถึงเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น อย่างที่มี ความรู้สึก และ ความยึดถือ หลักธรรมะในข้อนี้ ทำให้ท่านเป็นประโยชน์ต่อสังคม สืบกว้างออกไป
เราทุกคนยอมรับว่า พวกเราจะต้องอาศัยกันและกัน อันนี้ผมถือเป็นรากฐานที่แท้จริง ของอุดมคติ ที่เรียกว่า สังคมนิยม พวกเราเป็นสังคมนิยมที่ถูกต้องของธรรมชาติ หรือตามหลักของศาสนาจริงๆๆถึงมั่นคง เป็นไปเผื่อสันติภาพได้จริง ที่ว่าทำต่ำๆๆแล้วอยู่สูงๆๆ เป็นเรื่องเศรษฐกิจทางวิญญาณ ซึ่งในเศรษฐกิจสามัญ จะมีหลักอย่างนี้ ลงทุนน้อยจะได้กำไรมาก
ถ้าเราถือว่าเป็นเศรษฐกิจของธรรมชาติ มันจะยิ่งดี ถ้ามันจริงเหมือนกัน ข้าวเปลือกเมล็ดหนึ่งเพาะลงไป งอกเป็นต้นข้าวออกมาได้อีก กี่สิบเมล็ด กี่ร้อยเมล็ด มันเหมือนกับว่า ธรรมชาติ มันทำการค้า ทำกำไร ลงทุนน้อยได้ผลมาก การที่กินอยู่ต่ำๆๆลงทุนน้อย มันก็ได้ผลมาก หรือสูง จะไปกินอยู่สูงมันก็บ้าเสียก่อน หรือ มันเป็นว่า มันเอาการกินอยู่ มาเป็นผลที่พึ่งปรารถนาเสีย โดยไม่ได้คิดว่า ว่าที่เราอยู่เพื่อทำอะไรซักอย่างหนึ่ง คนพวกนั่นก็เกิดมาเพื่อกิน ก็ได้กิน บนยอดสุดของความ ปรารถนา
อีกคนที่กินแต่เพียงเพื่ออยู่ มันจะทำอะไร ขยันอีกตั้งหาก จึงดีกว่า หรือสูงกว่า อีกข้อถัดไปที่ว่าเป็น มูรดี ผู้ที่มีความเป็นมูรดีในความเป็นมนุษย์ มูรดีกับมนุษย์ มันเป็นรากศัพท์อย่างเดี่ยวกันก็คือ รู้จนแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา การครองเรือนนั่นมีปัญหามาก นับไม่ไหว โดยปีกย่อย มันกระจายกันออกไป ควรจะเป็นผู้มีความรู้ที่เรียกว่า พอตัว ในทุกแง่ทุกมุม ในทุกระดับ หรือ ทุกๆๆขนาดของปัญหา มันก็จะเป็น ฆราวาส ที่น่าดู แม้ในทางธรรมะ ด้านจิตใจ ก็ยังเป็น ฆราวาส ที่น่าดู มีคนรู้สึกและพูดกันอยู่บ่อยๆว่า พระฆราวาส บางคนที่อยู่ที่บ้านเรือน ที่ดูมีลักษณะของ อารยะเจ้า มากกว่า พระที่วัดบางองค์เสียอีก ผมก็ได้ยินมาเอง สังเกตเห็นเอง เพราะความรอบรู้ และความดำรงชีวิตอยู่ ถูกต้องตามหลักของ มูรดี ที่มีความรู้ มีความงดงาม อยู่ในบุคคลแบบนั้น ทางด้านวัตถุสิ่งของ ร่างกาย จิตใจ วิญญาณต่างๆ เมื่อมันเจอกับธรรมชาติ ต้องไปคิดดูให้ดี
ถ้าเข้าใจคำว่าธรรมชาติผิด หรือแคบ ละก็ มันจะไม่เข้าใจข้อนี้ ให้รู้ไว้เป็นหลักคราวๆว่า ถ้าทิ้งธรรมชาติไกลเท่าไรก็ ยุ่งยากขึ้นเท่านั้น แล้ว ไม่ตรงตามความจริงของธรรมชาติ และ ไม่มีไรที่เป็นธรรมชาติ เราจึงต้องรู้จักทำดี เกิดคบกันอย่างใกล้ชิด สนิทสนมเรียกว่าเป็น เกลอ กับธรรมชาติ นี้ก็มาถึง ข้อสร้างยุ้งใส่ความโกธร ความขัดใจ
ใช้คำว่ายุ้งเป็นเป็นคำเรื่องมากเรื่องใหญ่ การมีชีวิตอยู่ มันสิ่งที่ทำให้ขัดใจ คือ ไม่ได้อย่างใจมันมาก เพราะสังเกตดู ตนเองก็แล้วกัน การมีชีวิตอยู่มันจะพบกับความไม่ได้อย่างใจ มากกว่าที่จะได้อย่างใจ ก็มันเป็นอย่างนั่นเอง ที่มันมากกว่านั่นก็คือ คนนั่นมันโง่เกินไปอีก คือจะเอาให้ได้อย่างใจไปซะหมดทุกอย่างเกินกว่าที่ควรจะเอา ถ้าอย่างนี้ มันก็จะมีแต่ความไม่ได้อย่างใจเพิ่มขึ้นอีก เช่นอาจจำนวน ปริมาณขึ้นอีก นั่นจึงเป็นไปด้วย ความไม่ได้อย่างใจแล้วก็โกธร มันเป็นการสร้างยุ้งฉาง เก็บความโกธร ใส่ความโกธร เพราะว่า ความโกธรแสดงตัวออกมา มันเป็นอันตราย ที่นี้ก็มาถึงวันนี้ ที่ว่า ว่าอยู่อย่างลดหัวลดหางในการเป็นนักบวชนี้ เป็นนักบวชที่แท้จริงมันก็อย่างนั้น จริงเหมือนกัน ไปศึกษาเรื่องของพระ อรหันต์ ดู ท่านจะอยู่อย่าง ไม่มีการยกหัวยกหาง ผมก็พยายามสังเกตดู อยู่แง่หนึ่งเหมือนกันว่า เมื่อเราเป็นฝ่ายถูก แล้วเขาก็มาหาว่าเป็นฝ่ายผิด จะจะยอมไหม สังเกตในเรื่องพระอรหันต์ ทั้งหลายมันไม่มีที่จะไม่ยอม ไม่ยอมกระทั้งเสียชีวิตไปก็ได้ เพื่อไม่ให้มันเกิดเรื่องขึ้นมา และการที่ยอมมันมีขอบเขตกว้างขวางที่ยอม ว่าช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอีกชั้นหนึ่งอีก เพียงแต่ไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นมานี้ก็ไม่เท่าไร ในภาษาไทยเรามันก็มีคำพูดในหลักธรรมะข้อนี้อยู่แล้วว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ทุกคนก็เคยได้ยินได้ฟัง และ สรรเสริญ ทั่วไปหมด ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกสาขาแห่งวัฒนธรรม ทุกยุคทุกสมัย สรรเสริญ ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ก็คือไม่ยกหัวชูหาง นี้มันอยู่ในรูปของศรีธรรม ก็มีโดยเฉพาะที่เรากล่าวเนี้ย กะมัง มานในรูปของศรีธรรม
ถ้ามันถึงขนาดของ ปรมัตธรรม อำนาจของความสิ้นกิเลสแล้ว มานเกือบจะไม่ต้องพูด คือมันไม่ยกเอง คือมันไม่ยกหัวยกหางเสียเองมันก็ยังต้องพูด มันก็ยังต้องมีปัญหาสำหรับพวกที่มันมีกิเลส ยกหัวยกหาง คำที่เรียกว่า อ่อนน้อมถ่อมตัวนี้ มีสองชั้นมีความหมาย สองชั้นอย่างที่ว่า เป็นเรื่องของศรีธรรมที่ต้องประพฤติ หรือ ต้องบังคบให้ประพฤติ เป็นเรื่องของ ปรมัตธรรม ทำลายกิเลสแล้วก็หมดไปเอง เราไปเจอ มาดู ไอ้สิ่งที่เรียกว่า ยกหัวชูหางก่อน ในบาลีก็มีเรียกว่ามานะ
โดยทั่วไปเรียกว่ามานะในความหมายที่กว้างที่สุด ถึงในภาษาไทยก็ใช้คำว่า มานะทิฐิ นั่นเอง แต่สุดท้ายก็คือ มานะ มันมีมานะ จริงๆยกหัวยกหาง แต่คำว่ามานะนี้ ต้องพิจารณากันต่อไปอีก เพราะว่ามันมีบางแง่ที่จะใช้เป็นประโยชน์ได้ บางแง่ก็เป็นโทษเป็นอันตรายในส่วยเดี่ยว คำในภาษาธรรมะชั้นสูง ในภาษา ประรัชญา ของชาวอินเดีย เรียกตรงกัน เรียบกว่า อหังการ อมังการ อหังการ แปลว่า ทำความรู้สึกว่าตัวเรา อมังการแปลว่า คำความรู้สึกของของเรา โดยปกติสองอย่างนี้แสดงออกมาในรูปของมานะ มันเป็นนามประธรรมมองไม่เห็น มันจะมองเห็นเมื่อแสดงออกมา ทางกายทางวาจา ทางรูปธรรม เป็น อหังการ อมังการ ที่เห็นชัดเป็นตัวกู เป็นของกู
ตอนนั่นมันจึงจะมี กิเลสเกี่ยวเนื่องเกี่ยวเนืองกัน จึงไม่ยอม หรือ อะไรต่างๆๆ กระทั่งว่า เมื่อได้อย่างใจ ก็ยกหัวชูหาง คำต่อไปอีกก็มีว่า มานานุสัย มนุสัย คือมานะ นี้คือความเคยชินแห่งมานะ เราแสดงมานะ ยกหัวชูหางออกมาทีหนึ่งเราก็เรียกมานะ นี้ความเคยชินของความเป็นอย่างนั่นเราเรียกว่า มานะอนุสัย เรียกต่อให้สนิทกันเรียกมานานุสัย ในส่วนลึกที่สุดนิยมเรียกว่า อสมิมานะ อย่างพุทธสุภาษิตที่ว่า ละ อสมิมานะ จะได้เป็นสุขอย่างยิ่ง ในบทสวดมนต์แปลก็มี ก็มีสวดอยู่ มานะ อหังการ อมังการ มานานุสัย อสมิมานะ กิเลสที่มักได้ยินกันบ่อยๆๆได้ยินกันสามเวลา ราคะ โทสะโมหะ แต่ว่าในบาลีบางแห่งเอา มานะเข้ามาใส่อีกอย่างหนึ่งในชุดสามเนี้ย กลายเป็นสี่ ราโค โทโส มาโน โมโห มันอาจจะแยกออกมาได้จริง ลองพิจารณาดู ราคะ มันรักมันจะเอา
ไอ้โทสะ มันเปียกมันโกธร มันไม่เอา โมโห มันสงสัยมันหลงมันไม่รู้จะเอาหรือ ไม่เอา ไอ้ตัวมานะ เนี้ยมันไม่เหมือนมีอาการเหมือน ราคะ โทสะ โมหะ ก็เอามาใส่ได้ ก็เอามาใส่ในฐานะ รากฐานของสามอย่างนั้น มีมานะก็มีความสำคัญว่าตัวเรา ความโลภ ความโกธร ความหลง สังเกตได้ง่าย นี้จึงเป็นคำใหม่ ที่ไม่ค่อยได้ยิน ได้ยินแต่ ราคะ โทสะ โมหะ
ขอฝากคำว่ามานะเอาไว้ด้วย ในบาลีพรมนี้ รวมเอามานะในสามอย่างนี้ มีความสำคัญ ด้วยอำนาจของอวิชา เรียกร้องให้จำคำว่าสำคัญไว้ด้วย คือสำคัญนั่นหมาย เมื่อใช้คำว่า สำคัญนั่นหมาย ไม่มีทางที่จะถูกต้อง คือมันทำไปด้วยอำนาจของอวิชา หรือ ถ้าเรารู้สึก หรือ จับ หรือ จับมันไว้ในลักษณะอย่างไรอย่างนั่นเขาไม่ได้เรียกว่าความสำคัญ เขาเรียกว่าความรู้ ที่มาจากวิชา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ธ.ค. 2550 (20:24) Subject: Fw: วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (คร่าวๆ)
Date: Mon, 1 Oct 2007 07:27:02 +0700
มีเพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้
เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น
อิงอิงยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนๆ ช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ
หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น อัมพฤกษ์หรืออัมพาต
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด
วิธีวินิจฉัยอาการ
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ
สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ
ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้
โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S:(smile) -> ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T:(talk) ->ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R:(raise) -> ให้ผู้ป่วย(ยก)ชูแขนสองข้างขึ้น
อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก
ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ! อาการอันตราย
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 119
และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 ธ.ค. 2550 (17:40) อื้ม ดีค่ะ ดีมากๆ