 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32684" type="text/javascript"></script> |
|
ควันดำจากโรงงาน กับ เงินชดเชย
เมื่อก่อนเวลาขับรถไปตามต่างจังหวัดหรือชานเมืองกรุงเทพฯ มักจะเห็นโรงงานปล่อยควันดำเป็นจำนวนมาก เดี๋ยวนี้ก็ยังคงมีอยู่บ้างตามต่างจังหวัด แต่น้อยลงไปมาก เคยนึกว่าทำไมจึงปล่อยให้โรงงานเหล่านี้ปล่อยควันดำอยู่ได้ ทำไมไม่ควบคุม จริงๆแล้วกรมโรงงาน กระทรวงอุตสา
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 10:48 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 19 September 2007, 12:17 pm
|
หน้าที่ 1 - ทำไมไม่กำหนดให้ไม่มีการปล่อยเสียเลย
โดย ดร. อธิคม บางวิวัฒน์
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)
www.jgsee.kmutt.ac.th
จาก ม.พระจอมเกล้าธนบุรี JGSEE
..........................................................................................................................................................................
คงมีคำถามว่าทำไมจึงต้องควบคุมให้โรงงานปล่อยของเสียมาทำให้เกิดมลภาวะให้น้อยที่สุด ทำไมไม่กำหนดให้ไม่มีการปล่อยเสียเลย ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันอาจจะยังไม่สามารถทำให้โรงงานไม่ปล่อยสารหรือก๊าซเสียบางอย่างได้
ตัวอย่างเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก หรือถ้าจะระงับการปล่อยจริงๆอาจจะต้องมีการลงทุนสร้างอุปกรณ์เพิ่มเติมอีกมาก เงินที่ต้องลงทุนในส่วนนี้อาจจะมากกว่าเงินลงทุนในการสร้างโรงงานที่ประกอบการอยู่ในขณะนี้หลายเท่า แต่ก็มีก๊าซหรือของเสียบางอย่างที่สามารถลดได้ด้วยการสร้างอุปกรณ์เพิ่มเติมที่ราคาพอสมควร ในระดับที่ผู้ประกอบการพอจะรับได้ จึงได้ปรับปรุงโรงงานให้ดีขึ้น สามารถลดมลพิษได้ตามที่กรมโรงงานกำหนด
แต่เดิมที่ไม่มีการเข้มงวดในการปล่อยมลพิษจากโรงงาน คงเป็นเพราะสิ่งที่โรงงานปล่อยออกมาไม่ได้ทำความเดือดร้อน หรือทำให้เกิดความเสียหายให้ใคร สมัยก่อนประชากรก็น้อยและไม่อยู่กันหนาแน่นเหมือนในปัจจุบัน ถ้าโรงงานไปตั้งโดดๆอยู่กลางทุ่ง ปล่อยควันดำออกมาบ้างในเวลาเช้าตอนเริ่มจุดหม้อไอน้ำที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง น้ำมันเตาสูตรดั้งเดิมมีกำมะถันเป็นส่วนผสมจำนวนมาก ก๊าซเสียที่ปล่อยออกมามีทั้งออกไซด์ของซัลเฟอร์ ออกไซด์ของไนโตรเจน คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นละออง แต่ถ้ารอบๆโรงงานไม่มีบ้านเรือน ไม่ได้เป็นชุมชน ผลกระทบก็น้อย จนแทบไม่มีเลย
ต่อมามีคนย้ายเข้ามาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมากขึ้น มาสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย มาเปิดร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียน และวัด ประชากรมีความหนาแน่นมากขึ้น ก๊าซที่ปล่อยออกมาจากโรงงานซึ่งไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนมาก่อน เริ่มทำให้ผู้อยู่อาศัยที่ย้ายมาอยู่ใหม่รำคาญ นานๆเข้าเริ่มมีความเสียหายกับพืชผลการเกษตร สัตว์เลี้ยง เริ่มมีการเจ็บป่วยที่สามารถโยงเข้ากับมลภาวะดังกล่าวได้ ผู้คนบริเวณนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการดูแลรักษาพืชผลทางการเกษตร มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเป็นผู้ออกเอง โรงงานไม่ได้รับรู้ในค่าจ่ายเหล่านี้ด้วยเลย ส่วนนี้ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ผลกระทบภายนอก โรงงานรับรู้เฉพาะค่าใช้จ่ายในการประกอบการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์เท่านั้น ต้นทุนดังกล่าวคือ ค่าที่ดิน ค่าเครื่องจักร ค่าจ้าง ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และอื่นๆ เป็น ต้นทุนการผลิต แต่ถ้ารวมโรงงานและผู้คนที่อาศัยในบริเวณนั้นเข้าด้วยกันเป็น สังคม ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็น ต้นทุนทางสังคม ซื่งเท่ากับต้นทุนการผลิตรวมกับผลกระทบภายนอก เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้
ต้นทุนทางสังคม = ต้นทุนการผลิต + ผลกระทบภายนอก
นอกจากผลกระทบภายนอกที่ให้ผลกระทบในทางลบต่อสังคม ดังเช่นมลพิษต่างๆทั้งทางน้ำ ทางอากาศ และอื่นๆ ยังมีผลกระทบภายนอกที่ให้ผลกระทบเป็นบวกต่อสังคม แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือให้ความสนใจมากนัก เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค ไม่เพียงแต่ป้องกันตัวเองจากโรคนั้น ยังช่วยป้องกันการระบาดของโรคไปยังคนอื่นๆอีกด้วย การที่พ่อแม่ช่วยกันเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นการช่วยลดจำนวนคนไม่ดีที่เป็นภาระต่อสังคม โรงงานในชุมชนทำให้คนในชุมชนมีงานทำ เหล่านี้เป็นต้น
ต่อมาก็จะเริ่มมีคำถามว่าทำไมผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆโรงงานนั้นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขื้น ทั้งๆที่ภาระนี้เป็น ผลกระทบภายนอก อันเกิดจากการประกอบการของโรงงานนั้น การเจรจาต่อรองก็เริ่มขึ้น อาจจะเป็นการเจรจาสองฝ่ายระหว่างคู่กรณีเท่านั้น หรืออาจจะเป็นสามฝ่ายโดยมีหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ข้อยุติมักจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดในสองทางเลือกนี้ ทางเลือกแรก โรงงานจะต้องปรับปรุงกระบวนการผลิต ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อกำจัดหรือลดมลพิษ หรือทางเลือกที่สองซึ่งทางโรงงานยินดีจ่ายเงินชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น หรือเป็นการชดเชยเพื่อให้ผู้คนในชุมชนนั้นย้ายไปตั้งชุมชนใหม่ที่ห่างไกลออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากโรงงานนั้น ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกใด หมายถึงการที่โรงงานรับผิดชอบต่อผลกระทบภายนอกทั้งหมดหรือบางส่วน และเปลี่ยนไปเป็นต้นทุนการผลิต ผลกระทบภายนอกในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของคนในชุมชนก็จะลดลงหรือหมดไป ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตของโรงงานก็จะเพิ่มขึ้น แน่นอนที่สุดต้นทุนการผลิตมีผลโดยตรงกับราคาสินค้า สินค้าก็จะแพงขึ้น เมื่อกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ คนทั้งประเทศก็จะช่วยกันเฉลี่ยรับผิดชอบต่อภาระที่เพิ่มขึ้น
ในทั้งสองทางเลือกนี้มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ทางเลือกแรกมีการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มอุปกรณ์เพื่อช่วยลดมลพิษที่จะปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมรอบๆโรงงาน แต่ถ้าเลือกทางเลือกที่สอง โรงงานก็ยังคงปล่อยมลพิษเหมือนเดิม ความเสียหายที่เกิดกับชุมชนยังคงเดิม พืชผลยังคงเสียหาย สัตว์เลี้ยงยังคงได้รับผลกระทบ สุขภาพของคนบริเวณนั้นก็ยังคงแย่ต่อไป ค่าชดเชยที่โรงงานจ่ายให้กับชุมชนไม่ได้ช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพียงเป็นการลดเสียงบ่นลงเท่านั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 ก.ย. 2550 (16:02) ขอบคุณสำหรับการอธิบายเรื่องยากๆ
ที่จริงควันดำคือเชื้อเพลิงที่ไม่ทันได้ติดไฟ ปัจจุบันราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้นมาก เราจะเห็นควันดำน้อยลงเอง ไม่ต้องออกระเบียบบังคับ(ล้อเล่น)
เคยคุยกับผู้ประกอบการ เขาบ่นว่า เมื่อก่อนแถวนี้มีแต่ทุ่งนา ถนนเส้นนี้ก็ผมสร้าง ชาวบ้านแถวนี้ก็มาหากินกับคนงานของผม พอโตขึ้นเป็นชุมชน เขาบอกว่าผมเหม็น เขาบอกให้ผมย้ายออกไป
อีกตัวอย่างนึง
ไอ้โรงงานนี้นะ ช่วงที่ออเดอร์น้อย ของเสียมาก(พี่เล่นทิ้งถังขยะ แล้วออกไปเก็บขายตลาดมืด)
พอโรงงานได้ออเดอร์มามาก มันก็ประท้วงกัน ขอจนไม่รู้จะขออะไรแล้ว ขนาดต้องจัดทัวร์ปีละ 2 เที่ยว สุดท้ายผุ้ลงทุนเลยย้ายฐานไปจีน ปล่อยให้ที่เหลือแห้งตายไปเอง(เคลือนี้มีหลานโรงงาน รอบๆกรุงเทพ คนงานรวมกันแล้วไม่น่าจะน้อยกว่า 50,000 คน)
ที่เขียนมาไม่ได้ขัดแย้งกับผู้เขียน ไม่ว่าแง่ไหน แต่ต้องการให้เห็นว่า คนไทย(ผมด้วย) จะโดยรู้น้อย หรือสังคมสังสมให้เป็นศรีธนนชัยตั้งแต่เด็ก จึงมองแค่ประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น มองแค่แพ้หรือชนะในแต่ละเกมส์ แต่ไม่เคยมององค์รวม ไม่สามารถร่วมด้วยช่วยกัน ไม่เคยคิดสร้างสังคม จ้องเอาแต่ประโยชน์จากสังคม...........พอ เดียวจะหาว่ามองโลกในแง่ร้าย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 19 ก.ย. 2550 (20:15) แล้วตกลงใครผิด??