 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32693" type="text/javascript"></script> |
|
|
ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม
นักศึกษาครูบาอาจารย์และท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในครั้งนี้จะบรรยายโดยหัวข้อว่า ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ที่จริงก็เป็นเรื่องที่พูดกันมาเรื่อยๆ แต่ไม่เป็นการรวบรัด ในครั้งนี้หลังจากที่เป็นการพูดให้รวบรัด เห็นความสำคัญสูงสุดของสิ่งที่เรี
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 4:31 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 25 December 2007, 11:09 am
|
หน้าที่ 2 - การเบียดเบียน
ถ้าบุคคลมีธรรมะที่มีความถูกต้องแล้วสังคมก็มีธรรมะและมีความถูกต้อง เดี๋ยวนี้คนไม่ยอมรับรู้ในเรื่องนี้ ถึงกับศึกษาเรื่องธรรมะหรือหน้าที่กันอย่างละเอียดลออ กระทำกันไปอย่างหวัดๆ ลวกๆ วันหนึ่งๆ ให้ได้เงินมาซื้อหาอะไรบำรุงบำเรอร่างกาย จิตใจของตนให้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เท่านี้ก็พอแล้ว มันเป็นการกระทำที่ผิดตรงกันข้ามกับธรรมะซึ่งต้องการความถูกต้อง เมื่อไม่มีความถูกต้องมันก็มีความกระทบกระทั่งซึ่งเรียกว่าเบียดเบียน
เมื่อมีการเบียดเบียนมันก็ยิ่งเพิ่มปัญหา เพิ่มความทุกข์มากขึ้นไปอีก ขอให้เรามุ่งจ่องไปยังความถูกต้องและรักษาความถูกต้องไว้ให้ได้ แล้วพอใจเคารพบูชาในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ หน้าที่อันถูกต้อง นั่นก็คือการมีธรรมะโดยแท้จริง เคารพธรรมะโดยแท้จริง มีธรรมะโดยแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาไหนก็ขอให้ทำหน้าที่นั้นอย่างถูกต้องเมื่อนั้นเวลานั้นก็คือเวลาที่มีธรรมะ ไม่ต้องเฉพาะที่วัดวาอารามหรือว่าในห้องพระในห้องสวดมนต์ ก็กล่าวมาแล้วว่าหน้าที่ช่วยให้ชีวิตรอดนั้นคือธรรมะ
หน้าที่พื้นฐานที่มีชีวิตรอดก็ได้แก่การประกอบอาชีพ ประกอบหน้าที่ที่เป็นอาชีพ คำว่าอาชีพแปลว่าสิ่งที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้มันก็เป็นสิ่งเดียวกันกับธรรมะ ซึ่งมีความหมายว่าหน้าที่สำหรับสิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นเราจะประพฤติธรรมะให้ดีที่สุดในการทำหน้าที่นั้นเอง ไม่ต้องนึกว่าจะต้องไปวัดหรือไปในโบสถ์ คอยกำหนดดูให้ดีว่าที่ไหนมีหน้าที่ที่จะต้องทำแล้วก็ทำหน้าที่อันนั้นให้ดี ธรรมะที่นั่น
หน้าที่ที่ทำความรอดแก่ชีวิตนั้น คือ ธรรมะ ตั้งแต่ธรรมดาสามัญขึ้นไปยังระดับสูงสุด แต่ก็เป็นธรรมะเสมอกัน ที่ใดมีการทำหน้าที่ ที่นั้นก็มีธรรมะ ถ้าในโบสถ์มีแต่เสี่ยงเซียมซี ทำพิธีบวงสรวงขอร้องอ้อนวอน อย่างนั้นอย่างนี้แล้ว เท่านั้นแล้วในโบสถ์ไม่มีธรรมะ ที่กลางทุ่งนาที่ชาวนากำลังไถนาอยู่ซะอีกจะกลับมีธรรมะ เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจซึมทราบกันมาแต่โบราณจนฝังจิตฝังใจ ชาวนาไถนาเดินไปใกล้เขา ชาวนาก็พูดว่าจะไถนาเอาข้าวใส่บาตรสักหน่อย นี่คิดดูเขาทำไถนาหวังถึงจะเอาข้าวใส่บาตรเลี้ยงพระบำรุงศาสนานี่ชาวนาแบบเก่า ถ้าชาวนาแบบนี้ก็จะทำนาเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน ไปหาความเพลิดเพลิน จะซื้อหาสิ่งของที่เป็นอุปกรณ์แห่งความเพลิดเพลินที่ดีที่แปลกที่แพง บางทีก็เป็นเรื่องกู้หนี้ยืมสินมา ก็ต้องทำนาเพื่อใช้หนี้อย่างนี้เป็นต้น จิตใจมันก็ผิดกัน
ถ้าทำนาด้วยความรู้สึกว่าทำหน้าที่ของมนุษย์และก็ช่วยบำรุงศาสนาให้ยังคงมีอยู่เป็นที่พึ่งของมนุษย์ จิตใจมันก็เป็นไปอย่างมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าทำนาด้วยความรู้สึกว่าจะหาเงินไปกินเหล้า เอาไปเที่ยวเมามายหรือแสวงหาความสำราญ หรือว่ามันจะต้องใช้หนี้อย่างนี้จิตใจมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง จิตใจชนิดไหนมันจะให้ความสงบสุขก็คิดดู นี่อยากจะให้มองเห็นความสำคัญข้อนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิต ทำให้สิ่งที่มีชีวิตรอดอยู่ได้และเจริญไปอย่างถูกต้องเป็นชีวิตเย็น เป็นชีวิตเยือกเย็น เย็นถึงที่สุดหรือว่าเย็นจนเข้าโลง แต่ถ้ามันเป็นความร้อนด้วยความโง่มันไม่ได้ทำงานเพื่อธรรมะเพื่อหน้าที่ มันก็ทำงานเพื่อกิเลส เพื่อจะบำรุงบำเรออย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ร้อนอยู่ตั้งแต่เมื่อแรกทำ ได้มามันก็ทำอย่างนั้นแล้วมันก็ร้อนต่อไป หาความเยือกเย็นในชีวิตไม่ได้ ไม่มีความหมายแห่งความเยือกเย็น
ขอให้ทุกคนมีหลักว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เมื่อทำหน้าที่รู้สึกว่ามีธรรมะให้พอใจให้ยินดี เพราะว่าได้ทำสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่มีเกียรติที่สุด สำคัญที่สุด ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้เหมือนกับพระเป็นเจ้า หน้าที่นั่นคือพระเป็นเจ้า เขามีพระเป็นเจ้ากันอย่างอื่นตามใจเขา เรามีหน้าที่ที่เรากระทำด้วยตนเองให้เป็นพระเป็นเจ้าจะช่วยเรา คล้ายว่าที่จริงแล้วคำสอนเรื่องพระเป็นเจ้าก็มีพูดอยู่ว่า พระเป็นเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ช่วยตัวเอง พระเป็นเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ก็มาเรื่องเดียวกันอีก จะให้พระเป็นเจ้าช่วยก็จะต้องทำตามคำสั่งของพระเป็นเจ้าคือ ทำหน้าที่ ทำหน้าที่โดยพระเป็นเจ้าก็ได้สั่งให้ทุกๆ คนทำหน้าที่ โดยกฎของธรรมชาติก็ได้ระบุให้คนทุกคนทำหน้าที่ โดยเหตุผลทั่วๆ ไป จะนึกคิดเอาเองก็ได้คือ จะต้องทำหน้าที่เพื่อความรอดของของตน
เมื่อได้ทำหน้าที่นั่นแหละเป็นการกระทำที่สูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด เอาสิลองเปรียบเทียบกันดู การทำอะไรที่ควรจัดว่าเป็นการกระทำที่สูงสุดยิ่งไปกว่าการกระทำหน้าที่ มนุษย์มีอะไรที่จะทำได้กี่อย่างก็ลองดู นึกดู แล้วมีอะไรที่มันสูงสุดไปกว่าการทำหน้าที่ ชาวนาก็ทำนาสนุกไปเลย พอใจในการทำหน้าที่ของชาวนาและก็มีธรรมะของชาวนา ชาวสวนก็ทำสวนสนุกไปเลย พอใจในการประพฤติธรรมะของชาวสวน พ่อค้าแม่ค้าก็ทำการค้าอย่างถูกต้อง ไม่ฉ้อโกงอย่างสนุกไปเลย มีธรรมะของพ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้องให้สนุกสนานไปเลย มีธรรมะของข้าราชการ กรรมกรทั้งหลายก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด มีธรรมะของกรรมกร ไม่ว่าจะเป็นคนถีบ 3 รถ แจวเรือรับจ้าง กวาดถนน ล้างท่อถนนอะไรก็ตาม
เมื่อทำหน้าที่ของตนแล้วมันก็เป็นธรรมะเต็มรูปแบบ เพราะว่าเขาได้ทำสุดความสามารถที่เขาจะทำได้ เขาทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่เขาก็ได้ทำในสิ่งที่เขาทำได้เต็มกำลังของเขาก็มีธรรมะเต็ม แม้ที่สุดแต่ว่าคนขอทาน ก็นั่งขอทานอยู่อย่างถูกต้อง ก็เป็นการปฏิบัติธรรมะของคนขอทาน มีคนเมตตาสงสารก็ให้ทาน ในที่สุดเขาก็พ้นจากการเป็นคนขอทานนี่ธรรมะจะช่วยได้อย่างนี้ ธรรมะคือสิ่งที่ช่วยผู้ปฏิบัติธรรมะให้พ้นจากปัญหาทุกอย่างทุกประการ หรือว่าถ้าเรายังเป็นนักเรียน หน้าที่ของเราก็คือการเรียน เมื่อเราทำการเรียนให้ดีที่สุดนั่นแหละคือประพฤติธรรมะถึงที่สุด ประพฤติธรรมะของนักเรียน และจะช่วยให้สำเร็จในการเป็นนักเรียน แล้วก็ออกไปประกอบการงานตามอาชีพของตน ก็ประพฤติธรรมะด้วยการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดของคนมีธรรมะ อย่างนี้แปลว่ามีธรรมะเสมอกันคือ หน้าที่ หน้าที่เสมอกัน
นับตั้งแต่คนขอทานขึ้นไปจนถึงพระมหาจักรพรรดิกระทั้งถึงเทวดาในสวรรค์ในยมโลก ต่อให้ถึงยมโลกมันก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติกระทำให้รอดอยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น แปลว่าประพฤติกระทำด้วยความรอดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าต่ำลงมาจากคนขอทานไปถึงสัตว์เดรัจฉาน ลงไปถึงต้นไม้ต้นไร่ มันก็ต้องทำหน้าที่ของมัน สัตว์เดรัจฉานก็ต้องทำหน้าที่ของสัตว์เดรัจฉานมีธรรมะของสัตว์เดรัจฉาน แล้วมันก็รอดอยู่ได้ ต้นไม้ต้นไร่ก็มีชีวิต มันก็ต้องทำหน้าที่ของต้นไม้ แล้วก็รอดอยู่ได้
ถ้าจะเปรียบเทียบกันดูไอ้ปัญหายุ่งยากลำบากระหกระเหินนั่นแหละในหมู่มนุษย์มีมากกว่าหมู่สัตว์เดรัจฉานหรือต้นไม้มีชีวิตและก็ทำงานในหน้าที่ของต้นไม้ อย่างที่เราเรียนวิทยาศาสตร์กันว่าต้นไม้นี่ระบายแก๊สออกซิเจนตลอดวัน ระบายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดคืน ก็แปลว่ามันทำงานทั้งวันทั้งคืนตลอด 24 ชั่วโมง มันเก่งกว่าเราเสียอีกนะซึ่งทำงานกันไม่กี่ชั่วโมง สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกันแหละทำหน้าที่หาอาหาร ดูสัตว์เหล่านั้นกินหญ้า สัตว์เหล่านั้นหาอาหารกัน อย่างไก่นี่ก็เขี่ยกันอย่างสนุกสนาน ก็ไปหลับนอก หิวก็เขี่ยอีก ไม่มีปัญหายุ่งยากลำบากใจอะไร นี่ก็เพราะว่ามันยังอยู่ในระดับต่ำ มีสมองอย่างต่ำคิดนึกได้น้อย ยังมีความต้องการน้อยก็ทำหน้าที่ให้บริบูรณ์ได้โดยง่าย แต่ก็ควรจะถือเป็นตัวอย่างที่ดี ว่าถ้าเราต้องการความสงบสุข เราก็ต้องทำให้พอดีให้ถูกต้องให้พอดีสมควรแก่อัตภาพ เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา ถ้าทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องและพอดีก็จะไม่มีปัญหาอะไร จะอยู่ด้วยความสงบสุข
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม