คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32693" type="text/javascript"></script>
ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม
นักศึกษาครูบาอาจารย์และท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในครั้งนี้จะบรรยายโดยหัวข้อว่า ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ที่จริงก็เป็นเรื่องที่พูดกันมาเรื่อยๆ แต่ไม่เป็นการรวบรัด ในครั้งนี้หลังจากที่เป็นการพูดให้รวบรัด เห็นความสำคัญสูงสุดของสิ่งที่เรี
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 21,221 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 4:31 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 25 December 2007, 11:09 am
สารบัญ

หน้าที่ 4 - สมาทานธรรมะ
เดี๋ยวนี้มันมีคนที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของธรรมะมากขึ้นดูแลกันไม่ทัน ปกครองกันไม่ทัน จึงมีความคิดไปในทางคุ้มกำเนิดกันมากนัก นี่ก็เพราะความเลวของมนุษย์นั่นเองสร้างปัญหาขึ้นมามากมายจนควบคุมไม่ได้จนต้องคิดคุ้มกำเนิด

ถ้าทุกคนมีธรรมะ ขยันขันแข็งในหน้าที่ของตนในมนุษย์ของตนก็ไม่เป็นภาระใครเบียดเบียนใครอยู่กันเท่าไรก็ได้ อยู่ได้อีกมากในโลกนี้ไม่ต้องคุ้มกำเนิด นี่ดูประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ เมื่อเราธรรมะชาติสร้างมาสำหรับอยู่ในโลกด้วยกันเป็นจำนวนมาก เป็นสังคมใหญ่ เราจึงต้องนึกถึงผู้อื่นนอกจากตัวเราเพื่อว่าเราจะไม่เบียดเบียนใคร เพื่อว่าเราจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้มีความผาสุกยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างศาสนาพระศรีอารยเมตรัย ซึ่งเขาวาดไว้วางไว้ให้เป็นเป้าหมายของมนุษย์ เมื่อมีความเจริญถึงที่สุดมีความเป็นมนุษย์ที่ประกอบเป็นธรรมะถึงที่สุดแล้วภาวะโลกพระศรีอารยเมตรัยก็จะเกิดขึ้น คือคนทุกคนมีจิตใจดี มีจิตใจบริสุทธิ์สะอาดทำหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น พร้อมที่จะช่วยผู้อื่น มีลมหายใจอยู่ในโลกนี้ด้วยคิดว่าจะช่วยผู้อื่น มีความสุขเกิดมาจากได้ช่วยผู้อื่น


53824





เขาจึงวาดภาพโลกพระศรีอารยเมตรัยไว้อย่างประหลาดมหัศจรรย์ เช่นว่าไม่มีอะไรที่เป็นความขาดแคลน แต่พูดไว้ในรูปแบบอุปมา เช่น ว่ามีต้นกาลปะพฤกษ์อยู่ทั่วไปทั้ง 4 มุมเมือง ใครต้องการอะไรไปเอาได้ที่นั่นโดยไม่มีใครขาดแคลน แต่ที่พูดกันไว้อย่างธรรมดาสามัญก็พูดว่าพอลงจากเรือนก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ไปในท้องถนนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร เหมือนกันหมดมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ชูมือสะหล่อนหมดว่าจะให้ทำอะไรให้ช่วยอะไร ต้องการอะไรจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่กลับมาบ้านตนเองจึงรู้ว่านี่บ้านของเรา นี่ภรรยาสามีของเราอย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าคนทุกคนเป็นมิตรเป็นสหายสมตามคำว่าเมตรัย เมตรัย

เมตะคือคำว่ามิตรมาจากคำว่ามิตรประกอบท้ายศัพท์เป็นอริยะ เมตรัยะแปลว่าเครื่องเกื้อกูลของมนุษย์ เครื่องเกื้อกูลแก่มิตร เมตรัย ศรีอาริยะเป็นคำคุณศัพท์ประกอบให้รู้ว่าประเสริฐอย่างยิ่ง สูงสุดอย่างยิ่ง วิเศษอย่างยิ่ง พูดเป็นภาษาธรรมดาก็คือมิตรภาพอย่างยิ่ง นี่ยังไม่ถึงนิพพานแต่อยู่ในโลกชนิดดีที่สุด สูงที่สุด เป็นโลกแห่งความรักผู้อื่นเพราะไม่มีกิเลส ที่เห็นแก่ตัว คนในโลกพระศรีอารยเมตรัย นั้นไม่รู้จักความเห็นแก่ตัว รู้จักแต่มิตรภาพ มีจิตใจสูงถึงขนาดไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ผู้อื่น ชีวิตอื่น สัตว์อื่น คงไม่ต้องพูดถึงการเบียดเบียน การเบียดเบียนไม่มีและก็มีแต่มิตรภาพ นี่ก็เรียกว่าธรรมะสูงสุดในระดับที่เป็นโลก เป็นอย่างโลกยังไม่ถึงนิพพาน แต่ว่าพร้อมกันนั้นก็มีหลักการหรือมีความมุ่งหมายที่จะก้าวหน้าไปสู่พระนิพพาน

นี่เอาแต่เพียงว่าที่อยู่ในโลกนี้มันอยู่กันอย่างนี้ อย่างกับว่ามันเป็นมิตรที่สุดสูงสุดด้วยกันทุกคน ทุกคนทำหน้าที่ของตนของตนและมีผู้ช่วยเหลือจนไม่มีความยุ่งยากลำบากขาดแคลนอะไร นี่ความเป็นมิตรมันเป็นเหตุให้ช่วยเหลือกันและกันในการทำหน้าที่ของตนโดยเฉพาะในการปฏิบัติธรรมะนั้นเอง มันจึงมากไปด้วยธรรมะ ก็หมายความว่าทุกคนทำหน้าที่ของตนได้เต็มเปี่ยม มันไม่มีความขาดแคลนอะไร ทางวัตถุก็ไม่ขาดแคลนอะไร ทางกายก็ไม่ขาดแคลนอะไร มีแต่ความพอใจ เดี๋ยวนี้เรายังห่างไกลต่อโลกพระศรีอารยเมตรัย ดูจากหนังสือพิมพ์รายวันแต่ละฉบับในกรุงเทพฯ ที่ออกอยู่ในกรุงเทพฯ ดูข่าวหนังสือพิมพ์นั้นแล้วก็พอจะมองเห็นได้ว่ายังอยู่ไกลต่อโลกพระศรีอารยเมตรัย ยังอยู่ในสภาพเหมือนกับอยู่ในนรก มีการฆ่าฟัน มีการเบียดเบียนกัน เลวร้ายเหลือประมาณ ฆ่าบิดามารดาของตนก็ได้ ฆ่าลูกก็ได้ ฆ่าพ่อก็ได้

แล้วก็เห็นแต่ประโยชน์ของตนแม้จะต้องทำลายผู้อื่นเขาก็ทำลายผู้อื่นเพื่อเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน นี่เรียกว่าเทียบกับโลกพระศรีอารยเมตรัยแล้วมันก็คล้ายกับว่านรกกับสวรรค์ สวรรค์กับนรก โลกปัจจุบันนี้เรียกกันว่าเป็นกลียุค อยู่ในกลียุค กลีคือความเลวความร้าย มีศีลธรรมต่ำทราม เพราะมีจิตใจต่ำทราม เพราะไม่รู้จักความเป็นมนุษย์ของตน ไม่รู้จักหน้าที่เพื่อความเป็นมนุษย์ของตน จึงอยู่กันอย่างต่ำทรามและถ้าเป็นไปโดยนัยนี้มากขึ้นๆ ก็จะเป็นทุกข์กันทุกคน

คนที่ไม่ได้ทำความผิดความชั่วอะไร ก็มีคนมาเบียดเบียนให้มีความทุกข์ความร้อนเป็นตายไปเลย คนที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร เมื่อคนอันธพาลมันมากมันแน่นหนาเข้าในบ้านในเมืองนั้นก็ถูกเบียดเบียนทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร*ไอ้ความที่ไม่มีธรรมะนั้นมันเป็นอย่างไร มันร้ายกาจสักเท่าใด การที่คนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมะ แล้วไปปฏิบัติหน้าที่ตรงกันข้ามคือหน้าที่ตามอำนาจของกิเลส คือความโง่

แล้วก็มีโลภะ โทสะ โมหะรุ่นแรงอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้ว กิเลสก็จะพาไปให้ทำอะไรตามแบบของกิเลส อย่างนี้ก็เรียกว่า เลวร้ายกว่าอยู่ในนรกเสียอีก เพราะว่าเบียดเบียนกันเกินประมาณ ในนรกนั้นมันก็ถูกเผา ถูกเฆี่ยน ถูกตี ถูกอะไรไปตามเรื่อง แต่ว่าไม่มีความเบียดเบียนกันอย่างเกินประมาณ57.38เหมือนกับในโลกมนุษย์ที่มันมีแต่กิเลสนี่เรียกว่าขาดธรรมะแล้ว โลกนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อขาดธรรมะแล้วบุคคลคนหนึ่งๆ จะเป็นอย่างไร ขอให้ตั้งใจแน่ใจอธิษฐานว่าจะเป็นผู้สมาทานธรรมะ

ช่วยจำไว้สักคำหนึ่งก็ดีว่าสมาทานธรรมะหรือธรรมะสมาทาน คำว่าสมาทานนั้นแปลว่า ถือเอาไว้อย่างดี รับเอาไว้อย่างดีเรียกว่าสมาทาน เช่น เราสมาทานศีลอย่างนี้เราก็หมายความว่าเราจะรับศีลมาถือไว้อย่างดี สังอาคายะถือไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนสมาทาน นี้เราจะสมาทานธรรมะจะประพฤติหน้าที่อย่างถูกต้องของสิ่งที่มีชีวิตตั้งแต่ต่ำที่สุดขึ้นไปยังสูงที่สุด ไม่มีความผิดชนิดที่จะให้เกียจชังตัวเอง มีแต่รู้สึกว่าถูกต้องถูกต้อง พอใจตัวเอง เคารพตัวเอง นับถือตัวเอง บูชาตัวเอง ชื่นใจต่อตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ คำนี้คือสวรรค์

ถ้ามีอะไรดีจนยกมือไหว้ตัวเองก็หมายความว่าเป็นสวรรค์อันแท้จริง สวรรค์นี้ไม่หลอกก็ลองคิดดูสิ ถ้ามีอะไรดีจนยกมือไหว้ตัวเองแล้วมันก็มีความสุขที่สุดแสดงอยู่ชัดที่สุดไม่ต้องหลอก ไม่ต้องคาดคะเนไอ้สวรรค์ที่เขาพูดว่าต่อไปตายแล้วจะไปอยู่ สวรรค์มีวิมานมีอะไรนั่นหนะไม่รู้ใครพูด พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้พูด เพราะเขาก็พูดกันมาก่อนพระพุทธเจ้าคงจะพูดกันตั้งแต่สมัยที่คนยังโง่ ยังไม่รู้เรื่องอะไรมากไปกว่าเป็นเรื่องกิน เรื่องเล่นเรื่องหัวเราะ เรื่องอะเหร็ดอร่อยเต็มไปด้วยกามอารมณ์ทางเพศ เลยวาดภาพไว้ว่าในสวรรค์นั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนานทางเพศอย่างนี้สวรรค์สกปรกลองคิดดูมันจะได้อะไรมันจะมีประโยชน์อะไร

ถ้าเราทำอะไรจนยกมือไหว้ตัวเองได้นี้เป็นสวรรค์สะอาด เป็นสวรรค์ที่แท้จริง ดังนั้นขอให้เรารู้จักตัวเองว่ามันมีอะไรมันเป็นธรรมชาติอย่างไร รู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเองแล้วก็ควบคุมตัวเองให้เป็นไปอย่างถูกต้อง จนเป็นที่พอใจแก่ตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้นี่แหละสวรรค์อันแท้จริง ที่อยู่ในอำนาจของเราที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาได้


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 3) หน้าถัดไป (หน้า 5) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 10,812 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม [21,222]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [534,150]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [392,350]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [379,408]
Global Warming { English } [143,150]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.