สารบัญ
หน้าที่ 5 - กิเลสชั้นละเอียดที่สุด
ขอให้ทุกคนรู้จักหน้าที่ของตน คือธรรมะ รู้จักธรรมะคือ หน้าที่ของตนและก็กระทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องให้ครบถ้วนจนมองเห็นแล้วก็พอใจตัวเองยกมือไหว้ตัวเองได้ แม้ว่าจะไม่ได้ทำอาการยกมือไหว้ตัวเองได้แต่ก็ในจิตใจมันก็รู้สึกว่าเรายกมือไหว้ตัวเองก็พอ ขอให้จัดปรับปรุงแก้ไขระมัดระวังไอ้สิ่งที่มันยังผิดอยู่ให้มันหมดไป อย่าให้มีหน้าที่ที่คดโกง หน้าที่ที่ปลอม หน้าที่ที่ไม่เป็นธรรมะ ให้มีแต่หน้าที่ที่เป็นธรรมที่ถูกต้อง เป็นไปเพื่อดับทุกข์ เป็นที่พอใจแก่ทุกคนที่ได้พบได้เห็น ก็มีความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเกิดขึ้น รู้เรื่องของกิเลสอย่างที่เคยพูดเมื่อวานว่าจิตใจที่ควบคุมไม่ได้มันก็เกิดกิเลส เกิดเป็นความเศร้าหมอง เป็นความทุกข์ เป็นความเดือดร้าน ถ้าเรามีความรู้ในเรื่องนี้ ศึกษาเพียงพอแล้วประพฤติปฏิบัติ ควบคุมกำจัดกิเลสได้จนกระทั่งว่าไม่มีความยึดถือว่าตัวตน
กิเลสชั้นละเอียดที่สุด คือการยึดถือว่าตัวตนและก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลงอย่างหยาบๆ ขึ้นมาแล้วก็เดือดร้อนระส่ำระสายกันไปหมด เพราะว่ามีปัญญารู้จนถึงความไม่มีตัวตน ไม่ยึดถือสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน แล้วมันก็ไม่มีใครจะเป็นทุกข์คิดดูให้ดี ถ้ามันไม่มีตัวตน มันก็ไม่มีใครที่จะเป็นทุกข์ ถ้าร่างกายนี้จิตใจนี้ชีวิตนี้มันศึกษาธรรมะจนเข้าถึงความไม่มีตัวตนแล้วมันก็ไม่มีใครจะเป็นทุกข์ แต่แล้วก็อย่าเสียใจที่ไม่มีใครต้องเป็นทุกข์ ถ้ามันจะเป็นสุขมันก็เป็นสุขตามธรรมชาติของมันเพราะว่ามันไม่มีความทุกข์ มันเป็นสภาพที่ว่างที่ปราศจากความทุกข์โดยแท้จริง ทีนี้ไม่เป็นไรเราไม่มีความทุกข์ ให้คนทั้งโลกเป็นอันธพาลกันทั้งหมดมารุมเบียดเบียนเราอย่างเดียวเราก็ไม่มีความทุกข์
ลองคิดดูให้ดีว่าธรรมะนี้มีประโยชน์อย่างไร ผู้ที่ไม่มีตัวตนมันไม่มีใครจะมาจับเขาให้ไปเป็นทุกข์ได้ ให้ระเบิดปรมาณูลงมาเต็มบ้านเต็มเมืองก็ไม่ถูกคนนั้นซึ่งเขาไม่มีตัวตน เขาไม่มีความรู้สึกยึดถือว่าสิ่งใดเป็นตัวตนของเขาไม่มีความทุกข์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่จะเป็นทางออกได้ถ้าสมมุติว่าโลกนี้ที่มันจะเลวลง โลกนี้เลวลง เลวลงจนเต็มไปด้วยอันธพาลหมดทั้งโลกเราก็ยังต้อนรับได้ด้วยธรรมะสูงสุด คือความไม่มีตัวตน ไม่เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรจะทำให้เป็นทุกข์ได้ กรรมชั่วเลวร้ายก็ไม่ได้ทำ ไม่มีอะไรที่ทำให้เป็นทุกข์ได้
กรรมดีก็ทำไว้สำหรับให้จิตใจมันเจริญ จนมองเห็นว่าไอ้ดีมันก็ยุ่ง ไอ้ชั่วมันก็ยุ่ง ก็เลยไม่ต้องการ ไม่ต้องการยุ่งอย่างชั่ว ไม่ต้องการยุ่งอย่างดี ต้องการแต่ความสงบคือว่างไปจากการปรุงแต่งทุกอย่าง นี่จบเรื่องของธรรมะ ผู้นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามลำดับแล้วก็สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนถึงที่สุดของธรรมะ เป็นโลกุตลธรรม ถ้ายังไม่ถึงนี่ก็มีแต่โลกียธรรม ล้มลุกคลุกคลานหัวหกก้นขวิดไปตามประสาคนในโลก ชั่วก็ยุ่งอย่างชั่ว ดีก็ยุ่งอย่างดี
ถ้าไม่ต้องยุ่งก็อยู่เหนือชั่วเหนือดีเป็นโลกุตลธรรม เอาเรื่องนี้มาพูดกับท่านทั้งหลาย บางคนจะเห็นว่าบ้าแล้วก็ได้ เอาเรื่องที่มันสูงเกินไปดีเกินไปมาพูดกับคนอายุน้อยๆ เป็นคนบ้า พยายามจะพูดไว้ ให้รู้ไว้ว่าข้างหน้านั้นมันมีอยู่อย่างนี้ ในอนาคตข้างหน้านั้นมันจะไปจบกันที่นั่น ชีวิตนี้สภาพนี้มันจะไปจบกันที่นั่น คือ อยู่เหนือชั่วเหนือดี ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนที่จะชั่วหรือดี มีแต่ความว่างจากตัวตน มีจิตใจที่ไม่ต้องการอะไร ไม่ยึดถืออะไร มีอยู่แต่ความว่างจากกิเลส ว่างจากทุกข์ ว่างจากตัวตน จนกว่าร่างกายมันจะดับไปจิตนี้มันก็ดับไปแล้วมันก็เลิกไปเลิกไปหมด ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าได้ทำหน้าที่ หน้าที่ หน้าที่ ถูกต้องครบถ้วนแต่ต้นจนปลายจนถึงที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้
นี่ความลับของมนุษย์มีอยู่อย่างนี้ ใครรู้เรื่องนี้ก็คงจะมีประโยชน์คือจะได้ไม่เดินผิดทาง จะได้จัดให้ชีวิตอัตภาพนี้ดำเนินไป ก้าวหน้าไป ในทางที่ถูกต้องต่อจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของมนุษย์ เรียกว่า ความหลุดพ้นจากปัญหา จากความทุกข์ทั้งปวง ทีนี้ก็จะพูดในข้อที่ว่า ธรรมะคือสิ่งที่มีค่าสูงสุด หรือค่าสูงสุดความหมายสูงสุดของคำว่าธรรมะ ธรรมะแปลว่าหน้าที่ หน้าที่คือ สิ่งที่จะช่วยให้รอด ผู้ใดทำหน้าที่แล้วผู้นั้นจะรอด
แล้วแต่ว่าจะทำหน้าที่รอดชั้นไหน รอดชั้นต้นๆ รอดชั้นกลางๆ รอดชั้นปลายสุด แต่ว่าความรอดนั้นจะมีมาจาการทำหน้าที่ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นี้เองคือธรรมะ เราควรจะเห็นธรรมะ มองเห็นธรรมะเป็นสิ่งสูงสุด มันเป็นสิ่งที่ต้องคู่กันกับชีวิต เป็นสิ่งที่จะอาศัย เป็นหลักแล้วดำเนินไป ดำเนินไปให้ถึงจุดหมายปลายทางว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่ออะไร จะมองเห็นว่าไอ้การที่ได้มาเวียนว่ายเป็นมนุษย์นี้ มันก็ไม่น่าสนุกอะไร แต่ว่ามันก็ได้เกิดมาแล้ว เดี๋ยวนี้เราก็ได้เกิดมาแล้ว ทั้งที่แท้จริงเราก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะเกิด แต่เราก็ได้เกิดมาแล้วจากบิดามารดา เกิดมาแล้วจะฆ่าตัวตายมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เกิดมาแล้วก็ต้องยอมรับสภาพที่ว่ามันจะต้องทำอย่างไร จะให้การที่ได้เกิดมานี้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
ในชั้นต้นนี้ก็เกิดขึ้นมาเพื่อศึกษา ให้รู้ว่าเกิดมาทำไม นั้นแล้วก็ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ควรจะได้นั่นแหละคือการปฏิบัติหน้าที่ขอให้ยึดหลักที่ว่า มีหน้าที่สำหรับชีวิต มีหน้าที่ที่จะช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากปัญหาทั้งปวง ชีวิตมีแล้วจะเวณคืนใครก็ไม่ได้ จะฆ่าตัวเองตายก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหลืออยู่ว่าจะใช้มันให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์นั่นแหละ เพียงแต่มีประโยชน์ มีประโยชน์จนกว่าจะสิ้นสุดแห่งประโยชน์คือไม่ต้องการประโยชน์
ถ้ายังต้องการประโยชน์อยู่ยังไม่จบ นี่พูดให้ฟังกันอย่างนี้ว่า ถ้าเรายังต้องการประโยชน์อยู่ชีวิตนั้นยังไม่จบ ถ้ามันถึงจุดสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตแล้วมันไม่ต้องการประโยชน์อะไร มันเป็นความเป็นอยู่ด้วยความว่าง พระอรหันต์ทั้งหลายรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย ท่านบอกว่าอยู่ด้วยบุญตาวิหาร บางคนจะคิดพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าอยู่ด้วยพรหมวิหารมันยังต่ำไป อยู่อย่างมีตัวตน คิดนึกถึงผู้อื่น เมตตากรุณายังต่ำไป ผู้อยู่ด้วยความว่างไม่มีตัวตนได้ จิตเห็นความว่างจากตัวตนไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนมันก็ไม่มีความทุกข์อย่างนั้นเรื่อยไป
พอมีเวลาก็สอนผู้อื่นให้รู้จักเรื่องนี้บ้าง และจะได้มีผู้บรรลุธรรมะสูงสุดด้วยกันจนกว่าว่าสังขารร่างกายนี้มันถึงที่สุดของมัน มันจะต้องแตกดับ สังขารแตกดับจิตก็ดับมันก็หมดก็จบเรื่อง นี่เรื่องมันจบที่นี่ เรื่องของชีวิตมันจบที่นี่ นี่พูดตั้งแต่จุดตั้งต้นจนถึงจุดปลายทางที่สุด เรื่องตอนหลังๆ นี้ก็คงจะเกินไป สำหรับผู้ที่จะอยู่ในโลก แต่ก็ไม่เกินไปสำหรับผู้ที่จะอยู่เหนือโลกหรืออยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง ไอ้ส่วนที่มันเกินก็ถือว่าสำหรับคนอื่นก็แล้วกัน
ถ้าตัวเองไม่ชอบก็ถือว่าสำหรับคนอื่นที่เขาจะเอาประโยชน์ได้ในธรรมะมีอย่างนี้ เรียกว่า ธรรมะทั้งหมดๆ ในพระพุทธศาสนามีแต่เพียงว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำตั้งแต่อยู่กันสุขสบายในโลกจนถึงขั้นจิตอยู่เหนือโลกไม่ต้องการอะไรโดยประการทั้งปวง ไม่ต้องการสุข ไม่ต้องการทุกข์ ไม่มีตัวตนที่เป็นผู้อยู่ มีจิตที่ว่างจากตัวตน จิตเป็นของธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติถ้ามีเรื่องตัวตนก็มีเรื่องยุ่งไปตามแบบตัวตน ถ้ามันถึงความไม่มีตัวตนจิตนี้ก็ว่าง แล้วก็ถึงที่สุดเมื่อร่างกายนี้มันแตกดับไป เรื่องจบแล้ว
นี่ความหมายอันสูงสุดหรือคุณค่าอันสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ คือ หน้าที่ หน้าที่ หน้าที่ที่จะต้องประพฤติ ประพฤติ ประพฤติ กระทำ กระทำ กระทำไปอย่างถูกต้องแล้วก็มีวิวัฒนาการในทางจิตจนไปอยู่ในสภาพที่เรียกว่า สูงสุดเหนือโลก ถ้ายังไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ให้รู้ไว้ก็เพื่อว่าจะไม่หลงทาง ถ้ายังไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้ายังอยากจะอยู่ในโลกนี้ก็จงทำหน้าที่ ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ตามหน้าที่ของตน นั่นก็เรียกว่าเป็นคนที่มีธรรมะไม่ใช่ว่ามาฟังมาสวดมาเรียนมาท่องมาอะไรแล้วจะมีธรรมะมันเป็นเพียงการเตรียม การเตรียมที่จะมีธรรมะต่อเมื่อปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้องก็มีความเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ ไม่เกิดกิเลสหรือกิเลสเกิดน้อยลงไปจนไม่เกิดกิเลส เป็นผู้ชนะกิเลส เป็นชีวิตชนิดที่กิเลสครอบงำไม่ได้ เป็นชีวิตอิสระสูงสุดเพราะทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเรื่องก็จบ การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว
ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดใจความของเรื่องไว้ให้ดีให้แม่นยำว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่ก็คือปฏิบัติธรรมะ พอจะทำหน้าที่ก็ประนมมือให้แก่หน้าที่ในฐานะที่เป็นธรรมะ จะทำการทำงานอะไรประนมมือรวบรวมจิตใจทำให้ดีที่สุด เมื่อจะลงมือทำงานอะไรจงประนมมือให้แก่หน้าที่ให้แก่ธรรมะด้วยตั้งใจมีสติสัมปชัญญะทำให้ดีที่สุดแล้วก็จะเจริญงอกงามไปตามทางของธรรมะโดยไม่ต้องสงสัย ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม