 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32695" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำไมจึงไม่รู้จัก เข้าใจ และใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีในความประสงค์ของท่านที่ต้องการจะศึกษาธรรมะ และว่าที่จริงมันก็เป็นหน้าที่ อาตมาเห็นด้วยซึ่งจะต้องพยายามเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ ธรรมะนั่นเอง ในฐานะที่เราทั้งสองฝ่ายเป็นพุทธบริษัทร่วมกัน จำง่ายๆ ว
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 5:37 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 21 December 2007, 10:56 am
|
หน้าที่ 1 - ความยุ่งยากในการหาเงิน
มันดูคล้ายๆ กับว่าถูกบังคับให้ช่วยตัวเอง คนไม่สนใจธรรมะจนต้องมีอะไรมาบังคับมากระตุ้น มาชี้ชวนให้สนใจธรรมะ แล้วก็เพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง ต้องมีคนมาชักชวนเกลี้ยกล่อมให้ทำประโยชน์เพื่อประโยชน์ตัวเอง ก็หมายความว่าไม่รู้จักตัวเองเป็นต้องให้ผู้อื่นมาแนะให้ ธรรมะนี่มันจำเป็นอย่างไรจะต้องทราบเสียก่อน ถ้ามาศึกษาธรรมะโดยที่ไม่ได้ทราบว่าธรรมะคืออะไร เพื่ออะไรแล้วมันก็น่าหัว เป็นเรื่องที่น่าหัว ซึ่งมันก็มีปัญหาที่รู้อยู่และต้องการจะแก้ปัญหานั้น ในชีวิตของตนของตนนั่นแหละคือธรรมะ
ซึ่งเดี๋ยวนี้มันตายด้าน การเผยแผ่สั่งสอนการศึกษานี่มันตายด้าน คือไม่ได้ผลตามที่ควรจะได้ เพราะแต่ละคนๆ ยังไม่รู้จักธรรมะพร้อมกันกับยังไม่รู้จักตนเองว่าต้องการธรรมะ ก็มักจะคิดหรือเชื่อกันว่า บางอย่างมันแก้ได้ด้วยเงินก็มุ่งหน้าหาเงินกันตะพฤติเพื่อจะแก้ปัญหาทุกอย่าง โดยที่ไม่รู้ว่าปัญหาบางอย่างหรือว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของปัญหาทั้งหมดมันแก้ไม่ได้ด้วยเงิน มันต้องแก้ด้วยธรรมะ เพราะมันเป็นเรื่องทางจิตใจ และเขาก็สนใจแต่จะหาเงินแล้วก็ไม่สนใจธรรมะให้ได้เงินมาสำหรับยุ่งยากลำบากมากขึ้น ขอให้มองดูไปจนถึงว่าไอ้เงินนี่มันจะทำความยุ่งยากให้แก่กัน แก่มนุษย์ในการหาของมนุษย์
ไอ้ความยุ่งยากในการหาเงินเป็นต้นนั้นขจัดออกไปได้ด้วยการมีธรรมะ คนมีธรรมะก็ปกติไปหมด ต้องการเงิน หาเงิน ทำงานเพื่อได้เงินได้มาแล้วก็เก็บไว้ใช้สอย ถ้ามีธรรมะแล้วจะไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีธรรมะแล้วจะมีปัญหาแรกต้องการเงิน ร้อนเป็นไฟ จะร้อนเป็นไฟจนกระทั่งได้มาแล้วก็ร้อนเป็นไฟ เมื่อเก็บรักษาไว้แล้วก็ยังร้อนเป็นไฟด้วยความวิตกกังวลความหวาดกลัว มันก็เลยไม่มีประโยชน์อะไรเพราะมันเต็มไปด้วยความหม่นหมองใจ ทนทรมานแก่จิตใจทั้งที่มีทรัพย์สมบัติเงินทองข้าวของเป็นจำนวนมาก แม้ว่าความจริงมันจะมีอยู่อย่างนี้แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังสนใจเรื่องจะหาเงินอยู่นั่นเอง ทำอาชีพที่ได้เงินมากๆ และก็หาเงินไว้มากๆ ก็ดูเหมือนจะจนปัญญาอยู่เหมือนกันว่า จะเอาไปทำอะไรกันที่จะมีผลเป็นที่น่าพอใจ มันมีแต่จะยุ่งมากขึ้น เก็บความยุ่งไว้ให้ลูกหลานเหลนได้รับมรดกด้วย
นี่ธรรมะยังเป็นหมันต่อมนุษย์ เพราะว่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ตามที่เป็นจริงอย่างไร ฉะนั้นในวันนี้อาตมาจะไม่พูดเรื่องอื่น จะพูดแต่เรื่องที่ว่าทำไมจึงไม่รู้จักธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะหรือไม่ใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์ได้ ผู้ที่ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ศึกษามามายเรียกว่าเป็นภูเขาเลากาแล้วก็ได้ เคยอ่านหนังสือธรรมะมาเป็นร้อยๆ หน้า พันๆ หน้า เคยฟังมาหลายสิบ หลายร้อยชั่วโมง แต่ทำไมมันยังมีปัญหาอะไรเหลืออยู่ ขออภัยที่จะต้องพูดว่า ทำไมมีปัญหาเหลืออยู่ถึงกับต้องโง่ ทำไมการอ่านการฟังเหล่านั้นมันไม่ช่วยให้สำเร็จประโยชน์ มันก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่ายังไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะ และทำไมยังไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะนี่คือปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ที่เราควรจะพูดกันแล้วก็จะกล่าวได้เลยว่าที่ไหนมันก็เหมือนกันทั้งหมดแหละ
ทั้งประเทศหรือทั้งโลกก็ได้ที่มันมีพุทธศาสนาแผ่ไปถึงมันก็ยังไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาเลย หนังสือทางพุทธศาสนาก็พิมพ์ขึ้นมาเป็นหนังสือเล่มๆ เป็นกระดาษ เป็นภูเขาเลากานี้ก็ยังช่วยไม่ได้ เพราะมันไม่เป็นธรรมะที่เข้าไปอยู่ ในจิตใจของคนมันยังเป็นเพียงกระดาษกับน้ำหมึกที่บันทึกเรื่องราวเหล่านั้น มันไม่สำเร็จประโยชน์ เราควรจะมองเห็นและเชื่อว่า หากสมมุติว่าเราจะพิมพ์พระไตยปิฎกนี้วางให้เต็มทุกหัวระแหงในโลกนี้มันจะดับทุกข์ไหม มันก็เหลวอยู่นั่นแหละ มันก็เป็นกระดาษกับน้ำหมึกบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ในกระดาษมันไม่ไปอยู่ในใจคน ต้องมาดูกันให้ดีว่าทำไมเราจึงไม่สามารถจะน้อมนำธรรมะเข้ามาสู่ตนให้มีธรรมะอยู่ในตน แก้ปัญหาของตนตามบทว่า อูปนายิโก
บทของพระธรรมว่า สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก น้อมเข้าไปในตนแล้วก็มาใส่ตนไว้ก็ได้ หรือน้อมตนไปตามธรรมะก็ได้ ถ้าน้อมตนไปตามธรรมะ ธรรมะก็มีในตน หรือน้อมธรรมะเข้าสู่ตน ตนก็มีธรรมะ นี่ก็มีธรรมะอยู่ในตนจะดับทุกข์ได้ชัดเจน จนถึงกับว่าเรียกผู้อื่นมาดู เอหิปัสสิโก มาๆดู ท่านจงมาดูเรามีธรรมะอย่างนี้อย่างนี้ ดับทุกข์อย่างนี้อย่างนี้ นี่มันยังไม่เป็นอย่างนี้
ดังนั้นธรรมะก็ยังไม่เป็นธรรมะ ยังไม่เป็นสวากขาโต ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว จะพูดกันอย่างเป็นกันเอง นี่หาว่าละลาบละล้วงพูดอะไรมันล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น มันไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นหลอก มันเป็นสิทธิของเราร่วมกัน ผู้สอนก็ตาม ผู้ฟังร่วมปฏิบัติก็ตามมีสิทธิร่วมกันที่จะมีธรรมะ ที่จะเผยแผ่ธรรมะ ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์ ถ้ามันยังไม่ได้ผลตามนี้พระพุทธประสงค์ก็เป็นหมันเหมือนกัน มันน่าคิดนึกที่ว่าพระพุทธเจ้าหวังจะให้เรารอด แล้วเราก็ไม่รอดคิดดู ความไม่รอดของเรามันผิดพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า
ถ้าเราจะเป็นสาวกที่ดีก็ต้องทำตัวให้รอด ให้ตรงตามพระพุทธประสงค์ นี่ยังไม่รอดใครจะรับผิดชอบ ของใครใครก็รับผิดชอบ อาตมาก็ไม่รับผิดชอบแทนใครได้ เพียงแต่ว่าหน้าที่ของอาตมาก็ต้องไม่บกพร่อง ต้องพยายามสั่งสอนให้สำเร็จประโยชน์ ก็ต้องแก้ปัญหาที่คาลาคาซังตายด้านอยู่นี่ให้มันหมดไป เดี๋ยวนี้เราจะมองดูกันในข้อนี้แหละคือเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและสำคัญของพุทธบริษัทที่ก้าวหน้าในการรู้ธรรมะปฏิบัติธรรมะ และดับทุกข์ได้ด้วยธรรมะ อย่างที่พูดมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่าอ่านมาเยอะแล้ว ฟังมาเยอะ แล้วมันเป็นอย่างไม่สำเร็จประโยชน์ในข้อนี้ อุตส่าห์มากันถึงนี่ แล้วก็มานั่งกันในสภาพอย่างนี้
อาตมาถือว่าพิเศษที่สุดที่มานั่งกันกลางดินในสภาพอย่างนี้ พิเศษที่สุดเหมือนกับครั้งพุทธกาล เขาทำกันกลางดินอย่างนี้ และอย่างหนึ่งก็ว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านประสูติกลางดินใต้ต้นไม้ แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้กลางดินใต้ต้นไม้ แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนกลางดินใต้ต้นไม้นี่เป็นส่วนมากหรือทั้งหมดก็ว่าได้ พระพุทธเจ้าท่านอยู่มีชีวิตอยู่ดำรงชีวิตอยู่กลางดิน ค่อนข้างกับพื้นดิน แล้วในที่สุดท่านก็นิพพานคือตาย ร่างกายของท่านนิพพานใต้ต้นไม้อีกเหมือนกัน นี่เรามานั่งกลางดินใต้ต้นไม้อย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคยใช้ก็ต้องถือว่าพิเศษมาก มีเกียรติยศมาก ไม่ต้องไปให้หรอก ธรรมะนั่นแหละให้
ความจริงนั่นแหละให้ หรือพระพุทธเจ้านั่นแหละท่านให้ ให้เราได้นั่งลงบนที่นั่งที่นอนของพระองค์ในการประสูติ ตรัสรู้ สอนอยู่และนิพพาน เราเคยบรรยายกันแต่ในห้องบรรยายบนตึกราคาล้านๆ นั่งบนเก้าอี้ นั่งบนอะไรกันที่มันมีเกียรติ แต่วันนี้มานั่งกลางดิน ก็จะขอบอกว่าเนี่ยกลับเป็นเกียรติมากกว่าที่นั่งอย่างอื่นเพราะมันเป็นที่นั่งอย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคยใช้ ไม่ได้มานั่งอย่างนี้แม้แต่ครั้งเดียวนี้ก็ขอให้จำไว้ตลอดกาล เราจะพยายามทำให้คล้ายที่สุดแล้วกับเหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของพระองค์ เราควรจะนึกบ้าง เชื่อบ้างว่ามันต้องมีความสำคัญอะไรสักอย่างที่จะต้องประสูติ ตรัสรู้ สอนอยู่และนิพพานกลางดิน มันน่าประหลาดที่ว่าศาสดาทุกองค์ของศาสนาไหนก็ตาม
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มิ.ย. 2551 (18:01) เป็นบท ความที่ดีมากๆๆ เลยคับ น่า จะมีที่เกี่ยวกับ วัย รุ่น เยอะๆๆ นะครับ