สารบัญ
หน้าที่ 2 - ถ้าใช้เวลา ใช้เงิน ใช้อะไรไปไม่คุ้มค่าแล้วก็ยมบาลเอาตายเลย ยมบาลจะลงโทษ
ศาสดาเหล่านั้นตรัสรู้กันในป่ากลางดินกันทั้งนั้น ไม่มีพระศาสดาองค์ไหนตรัสรู้ในมหาวิทยาลัย ในที่ที่มันเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นเรื่องของกิเลส พระศาสดาล้วนแต่บรรลุความเป็นศาสดาคือตรัสรู้กลางดินในป่า ในป่าหรือกลางดินกันทั้งนั้น ไหนๆ ก็มากันถึงที่นี่แล้ว ก็ขอให้ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่ากันด้วย มาที่นี่และกลับไป ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าก็จะว่าอย่างไง จะว่าอย่างไงกัน จะตำหนิใคร ค่ารถก็เสีย เวลาก็เสีย เรียวแรงก็เสีย ที่เรียกว่าลงทุน ลงทุนนั่นมันมีอยู่ ถ้าได้ผลไม่คุ้มค่าจะโทษใคร ก็ต้องโทษตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง
อาตมาพูดเป็นสำนวนตลกกันลืม ที่ลืมยากว่า ถ้าใช้เวลา ใช้เงิน ใช้อะไรไปไม่คุ้มค่าแล้วก็ยมบาลเอาตายเลย ยมบาลจะลงโทษ เราต้องนึกกันถึงข้อนี้ว่า เวลา เงินทอง เรียวแรงที่ใช้ไปต้องได้รับผลคุ้มค่า ที่นี้มาส่วนโง่นี้จะได้อะไรคุ้มค่า ถ้าเกิดได้ไม่คุ้มค่าใครจะรับผิดชอบ อาตมาคิดว่าไม่ต้องรับผิดชอบหลอกเพราะว่าได้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ถ้ามันยังโง่ไม่รู้เท่าถึงการณ์นี้เขาก็คงให้ปรับให้รับผิดชอบ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ถ้ามันได้พยายามดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้มีความรู้มีความเข้าใจได้รับประโยชน์กลับไป ก็จะเรียกว่ารับผิดชอบร่วมกันก็ได้เหมือนกัน มองกันกว้างๆ เขาไม่ได้ทำตามให้สมตามพุทธประสงค์ เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ถ้ามองในแง่นี้ก็จะดี คือจะได้ร่วมกันแก้ไข เอาเป็นว่าถ้าจะร่วมกันแก้ไขอาตมาก็ขอร้องว่า ขอให้ตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังให้ดีที่สุด พูดอย่างสำนวนโบราณการเทศน์อย่างโบราณเขาจะเตือนทุกครั้ง พอเริ่มการเทศน์ก็จะขอร้องว่า
ท่านทั้งหลายจงตั้งโสตประสาทเหมือนภาชนะทองรองรับพระธรรมเทศนา เท่านี้ก็รู้กันว่า ขอให้ฟังให้ดีที่สุด ภาชนะทองคือโลหะทองเหลือง ทองแดงอะไรก็ได้ที่มันเป็นโลหะ ภาชนะทองเขาจะหมายถึงทองสำริด รองรับพระธรรมเทศนาซึ่งเปรียบเสมือนน้ำมันของพระยาราชสีห์เดียวได้ร้อยครั้ง ธรรมะเปรียบเหมือนน้ำมันพระยาราชสีห์มันละเอียดอ่อนมาก ถ้าใส่หม้อดินซึมหายหมดไม่มีเหลือ ต้องใส่ภาชนะโลหะแล้วก็เหลืออยู่ นี่จงตั้งจิตใจให้เหมือนภาชนะโลหะนั้นแล้วก็รองรับธรรมะที่เป็นเหมือนน้ำมันของพระยาราชสีห์เดียวร้อยครั้ง พูดกันก็สั้นๆ ว่าตั้งใจให้ดีที่สุด ที่ให้มันติดอยู่ในจิตใจ อย่าให้รั่วไหลหายไปหมดเหมือนกับที่เป็นอยู่โดยมาก ถึงขนาดว่าเข้าหูซ้ายออกทางหูขวา เข้าทางหูขวาออกหูซ้าย มันก็ล้มละลายกันทั้งนั้นแหละ
เดี๋ยวนี้อาตมาก็ไม่ได้พูดแบบโบราณที่ว่าตั้งโสตประสาท ภาชนะทองรองรับพระเทศนา แต่ก็พูดกันอย่างนี้ พูดกันตรงๆ อย่างนี้ ฟังให้ดี ช่วยฟังให้ดี ให้เข้าใจ ให้ติดอยู่ในใจและจะได้ไปประพฤติหรือปฏิบัติ ที่นี่ที่อาตมาสังเกตเห็นว่า ท่านทั้งหลายยังไม่มองเห็นธรรมะ ในฐานะเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่เป็นธรรมชาติ เป็นความรู้เรื่องธรรมชาติของมนุษย์สำหรับแก้ปัญหาของมนุษย์ นี่จะฟังเป็นศึกษาในโรงเรียนในมหาวิทยาลัยในอะไรทำนองโน้นไป มันก็ไปค้างเติ่งอยู่ที่นั่น อยู่ที่โน่น ไม่มาเป็นเรื่องในใจ ในชีวิตจิตใจที่ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าท่านทั้งหลายไม่รู้จักตัวเอง พูดว่าไม่รู้จักตัวเองนี้มันเป็นคำด่าเหลือประมาณนัก
ถ้าพูดตามความหมายของพุทธบริษัท ไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักตัวเอง คนไม่รู้จักตนเอง ก็เป็นคำด่ามาก และถ้าใครคิดว่ารู้จักตัวเอง อาตมาก็จะพูดว่ายังน้อยไป ไม่มากพอ ไม่มากพอที่จะรู้จักตนเองได้ ขอพูดไว้เลยว่า ถ้าไม่รู้ว่ามีปัญหาอย่างไร ไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาอย่างไร หรือตัวเองมีความทุกอย่างไรก็ดับมันเสีย ข้อนี้มันไม่รู้ เหมือนกับว่าคนไปโรงพยาบาลมันมีความเจ็บป่วยกันทั้งนั้นแหละ
เราพูดกันว่าผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาลก็ดูสิว่าผู้ที่ไปโรงพยาบาลมันมีความเจ็บป่วยจริงและก็ต้องการให้เยียวยารักษา ก็ดูเหมือนมาหาธรรมะ มาหาวัด มาฟังบรรยาย มาอะไรนี่ มันไม่มีลักษณะอย่างนั้น ไม่ได้เป็นเหมือนคนเจ็บป่วยต้องการรักษา มันมาตามธรรมเนียม ไปวัดฟังเทศน์วันพระเต็มแน่นวัดล้วนตามธรรมเนียมทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครเจ็บป่วยครางโอยๆ โอยช่วยรักษาแก้ไขที มันไม่มี มาตามธรรมเนียม คือ ธรรมเนียมนี้หนักเข้า หนักเข้ามันก็กลายเป็นแฟชั่นทำตามเห่อๆ กันไป ไปฟังธรรมะที่ไหน บรรยายที่ไหนมันไปอย่างแฟชั่น ก็ไปก็ทำตามกันไปทั้งนั้นแหละ
ถ้าไม่ไปก็จะถูกเพื่อนหาว่าไม่ทันสมัยบ้างล่ะ เกิดแฟชั่นน่าหัวที่สุด แม้ในการไปศึกษาธรรมะ ถ้ามาตามแฟชั่นไปแล้ว อาตมาก็ขอแสดงความเสียใจไว้ล่วงหน้า อย่าให้มีลักษณะเป็นแฟชั่น คือ ทำตามกันไป นิยมทำตามกันไป แต่ขอให้มันเป็นเรื่องที่มีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีปัญหา มีความทุกข์ที่จะต้องแก้ไข มันจึงเห็นได้ตรงนี้เองว่าเราไม่มีความทุกข์ จะได้ไปหาการแก้ไข
ทำไมเราไม่มีความทุกข์เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ คล้ายๆ กับว่ามาเรียน ก ข กันเสียใหม่เถิด เรียน ก ข กันเสียใหม่เถิด ตั้งต้นแต่ว่าอะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นความทุกข์ ไม่ต้องศึกษาหรือเอาตามแบบพระพุทธศาสนาไม่ต้อง เอาตามความรู้สึกของคนธรรมดาทั่วๆ ไปก็แล้วกันว่าอะไรเป็นความทุกข์ เมื่อเราเป็นคนที่มีความรู้สึก คิดนึก มีจิตรู้สึกคิดนึกได้ ก็ควรจะรู้จักไอ้ตัวความทุกข์ นี่จะต้องพูดกันข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรารู้เรื่องความทุกข์ เห็นความทุกข์อยู่ ความทุกข์มันกลบกักกินอยู่ก็ดิ้นรนที่จะดับทุกข์ ก็ไปหาความดับทุกข์ เช่นไปวัด ก็ไปถามเรื่องนี้โดยตรงมีความทุกข์อย่างไร นั่นแหละที่จะเรียกว่า รู้จักทุกข์ซึ่งเป็นปัญหาของตนแล้วก็จะดับมันเสีย โดยส่วนใหญ่ธรรมะเป็นอย่างนี้ เป็นเครื่องดับทุกข์ พูดกันให้หมดก็คือ ก็จะดีเหมือนกันว่าไอ้ธรรมะนี่มันเป็นธรรมะทำไมกัน
อาตมาเห็นว่าถ้าจะตอบให้หมดจดสิ้นเชิง ครอบหมดแล้วก็ตอบว่า ธรรมะนี่มันเป็นเครื่องแก้ปัญหาหรือดับทุกข์ของมนุษย์ ช่วยจำความข้อนี้ ธรรมะนี่มันเป็นเครื่องแก้ปัญหาหรือดับทุกข์ของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหา ธรรมะไร้ประโยชน์ ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์เอาไปทิ้งเสียให้หมดปัญหาก็ได้ หรือว่าถ้าผู้ใดคนหนึ่งคนใดเขาไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์แล้ว ป่วยการที่เขาจะมาศึกษาหาธรรมะรู้ธรรมะมันป่วยการ ธรรมะเองก็เหมือนกันถ้าว่าไอ้มนุษย์ในโลกไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์แล้ว
ธรรมะนั้นไม่ต้องมี พระพุทธเจ้ายังตรัสอย่างนี้ที่ว่า มีธรรมะ มีพระคถาคต มีธรรมะวินัยของพระคถาคต เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงทั้งเทวดาและมนุษย์ในการที่จะดับทุกข์ท่านก็กล่าวอย่างนี้ แล้วก็ตรัสว่า ให้ช่วยกันสืบอายุของธรรมะหรือธรรมะวินัยไว้เพื่อประโยชน์แก่คนข้างหลัง ได้แก้ปัญหาของคนข้างหลัง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วก็ดับทุกข์ได้ รักษาไว้ให้คนชั้นหลังต่อๆ ไป นี่เรียกว่า ธรรมะนี้สำหรับมนุษย์ สำหรับแก้ปัญหาของมนุษย์ เราจะพูดกันสั้นๆ ว่าธรรมะนั้นมันสำหรับคน ธรรมะนี้มีสำหรับคน ธรรมะสำหรับคนที่จะแก้ปัญหาของคน นี่คือจุดใจความสำคัญ หรือแกนของเรื่องที่ว่าธรรมะสำหรับคนใช้ดับทุกข์ แก้ปัญหาของคน แต่เราจะพูดให้มันมากไปก็ได้ คงจะมีประโยชน์บ้างแล้วก็พูดกันอยู่
แต่คอยฟังให้ดีอย่าลืมไอ้ใจความสำคัญที่ว่าธรรมะนี้สำหรับคน แก้ปัญหาของคน เขาก็เปรียบโดยอุปมาต่างๆ นาๆ ว่าธรรมะนี้เหมือนกับยารักษาโรค ถ้ามนุษย์มีโรคทั้งทางกายและทางจิต ทั้งทางวิญญาณ มนุษย์ก็ควรจะมียารักษาโรคทั้งทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ ถ้ามันรักษาโรคทางวิญญาณคือทางสติปัญญาได้แล้วโรคทางจิตก็หายไป โรคทางกายก็มีไม่ได้หรอก ความทุกข์ยากลำบากทางกายก็ไม่มี
ถ้าเราไม่มีโรคทางวิญญาณ จะมีสติปัญญาอันสูงสุดแล้วเราก็ไม่มีโรคทางจิต ไม่มีโรคทางจิตก็ไม่มีโรคทางกาย นี่ธรรมะเหมือนกับยารักษาโรค ถ้าชอบใจจะเอาความหมายนี้ก็ได้ เรามากันจากศิริราชด้วยก็นะจะเข้าใจว่า ยารักษาโรคไม่ใช่มีแต่ที่ศิริราชที่สวนโมกข์ก็มีนะ ถ้าว่ามันหมายถึงโรคทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณกันให้หมดสิ้นละก็ มันไม่ต้องนึกถึงธรรมะที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ มันจำเป็นทั้งโลก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มิ.ย. 2551 (18:01) เป็นบท ความที่ดีมากๆๆ เลยคับ น่า จะมีที่เกี่ยวกับ วัย รุ่น เยอะๆๆ นะครับ