สารบัญ
หน้าที่ 3 - วิถีชีวิต วิถีการดำเนินชีวิต
ทีนี้บางคนเขาจะไม่ใช้คำว่ายารักษาโรค แต่ใช้คำว่าวิถี วิถีชีวิต วิถีการดำเนินชีวิต ฝรั่งที่มาเปะๆ ปะๆ อยู่โดยมากเรียก ถามแล้วส่วนมากมันตอบว่า ต้องการอยากรู้ Way of light ที่แปลกๆ ใหม่ คือ วิถีชีวิตที่แปลกๆ ใหม่ๆ พวกเขาก็ไม่ได้เล็งถึงความดับทุกข์เพราะเขาไม่มีความคิดตรงนั้น เขาอยากจะพบวิถีชีวิตใหม่ๆ เพื่อรับผลใหม่ๆ อะไรของเขาก็ไม่รู้ซึ่งเขาก็ไม่รู้ แต่เขาไม่ได้หมายความว่าดับทุกข์ที่มีอยู่ทุกวันในตัวเองไม่มี นี่เขารู้จักไอ้ธรรมะหรือทุกข์โดยมาก ก็เป็นวิถีทางของชีวิต ซึ่งคงจะดีกว่าที่เขามีอยู่ เขาจึงมาเที่ยวหาศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อพบวิถีทางใหม่ ชีวิต เกิดไอ้ผลใหม่ๆ แปลกๆ ออกไป อย่างนี้ก็ยังไกลที่จะดับทุกข์ มันเป็นเรื่องของคนไม่รู้จักตัวเอง
ที่นี้ที่ละเอียดประณีตขึ้นไปกว่านั้น ใช้คำว่า ศิลปะมั่ง ต้องการ Art of lights ศิลปะในชีวิต คนเมื่อตะกี้นี้ต้องการ Way of light ไอ้คนนี้มันต้องการสูงละเอียดเข้าไปอีก Art of lights คือวิธีเป็นอยู่ที่งดงาม งดงามน่าชมเหลือประมาณ และชีวิตมันก็สวยงาม อวดกันใหญ่เลยเรื่องของศิลปะ เรื่องนี้อยากจะพูดว่าฝรั่งเข้าใจผิดอยู่มากที่ว่า Past of Borisim มันเป็นเรื่องวัดวาอาราม โบสถ์ สิ่งสวยงาม สงบไปเสียหมด ก็ไม่รู้ว่า Art of ในพุทธศาสนาเป็นวิถีทางดับทุกข์ เป็นวุฒิ Art ก็เลยมาขนซื้อของแกะของสลัก รูปภาพเอาไปเป็นวุฒิ Art เมื่อสำเร็จประโยชน์ได้เป็น Art แท้จริงก็ดับทุกข์ได้อย่างน่าดูน่าพอใจ
อาจารย์บางพวกเขามองธรรมะในลักษณะเป็นอาวุธ อาวุธก็คือของตัดของฆ่า ทำลายข้าศึกศัตรู อะไรเป็นศัตรูของมนุษย์ก็เอาธรรมะเป็นอาวุธฆ่าฟันมันเสียให้หมด ก็คือฆ่าความทุกข์นั่นแหละ เอาความทุกข์เป็นข้าศึกของมนุษย์ เอาธรรมะเป็นอาวุธ ตัดข้าศึกคือความทุกข์ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอะไรต่างๆ ก็ตาม แต่แล้วก็ไม่เคยสำเร็จเพราะว่าเขาไม่ได้มองจริงๆ ข้าศึกเป็นๆ อยู่ในโลก การกระทำเลวร้ายของผีร้ายมันเต็มไปทั้งโลก อาวุธยังไม่ได้ใช่ให้ถูกต้อง
ทีนี้บางคนเขาพูดว่า ธรรมะนี่เป็นที่พักผ่อนซุกซ่อนของจิตวิญญาณของคนนี่มันเดือดร้อนระส่ำระสายไม่รู้จะไปซุกซ่อนที่ไหนให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ เขาพวกนี้เขาก็พูดว่าไปซุกซ่อนธรรมะขึ้นในธรรมะ แล้วข้าศึกคือมาร คือกิเลสก็ตามหาไม่พบ ธรรมะเป็นที่ซ่อนตัวของผู้ที่ไม่อยากจะให้กิเลสหรือพญามารตามพบอย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้ก็มีอุปมาละเอียดปีกย่อยซึ่งพูดกันไม่ได้สิ้นสุดก็ควรจะฟังไว้บาง ธรรมะเหมือนกับยานพาหนะ เครื่องข้ามฟาก หรือเดินทางไกลจะข้ามทะเลต้องมีเรือแพที่ดี ทะเลนี้คือความทุกข์ของมนุษย์ มนุษย์ทั้งหมดมีเรือแพที่ดีหรือพาหนะที่ดีข้ามทะเลไปได้ ก็คือ ธรรมะเปรียบเสมือนเรือแพ แต่แล้วเรามาดูสรุปรวมกันว่า เมื่อพูดให้สั้นที่สุด เมื่อเล็งไปถึงผลสุดท้ายแล้วก็จะพูดว่า ธรรมะนี่เป็นความรอดพ้นของมนุษย์ ถ้าเราจะพูดว่าธรรมะนี้เป็นเครื่องดับทุกข์ เพื่อแก้ปัญหา มันก็พูดที่เหตุ พูดที่การกระทำ
แต่ถ้าพูดว่าธรรมะคือความรอดของมนุษย์นี่พูดที่ผล ผลที่ได้ มันก็ถูกกันทั้งนั้นแหละ ธรรมะเป็นเครื่องดับทุกข์เป็นเหตุให้ดับทุกข์ ธรรมะเป็นความรอดก็เป็นผลของการดับทุกข์มันก็รอด นี่มันก็หลายอย่างเต็มทีแล้ว บางคนอาจจะขี้เกียจจำหรือเวียนหัวก็ได้ แต่เอามาให้เรามองทั่วๆ ว่าเรากำลังมีปัญหาอย่างไร เอาสิ่งเหล่านี้มาพูดกันให้ครบ ให้ถ้วน เพื่อจะได้พูดกันว่า เรากำลังมีปัญหาอย่างไร
ในที่สุดก็พบว่ามันมีความทุกข์เบียดเบียนอยู่ในชีวิตคือตัวปัญหา ต้องรู้จักตัวปัญหาคือความทุกข์ที่เบียดเบียนชีวิตแล้วมันทนไม่ไหว มันไม่ควรจะทน มันควรจะทำลายกำจัดออกไปเสียนี่คือปัญหา เอาล่ะมันมาตามปัญหา มันชัดพอแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ความทุกข์ ทีนี้ก็ถามตัวเองดูทุกคนว่ามีไหมเล่า แต่ละคนๆ ที่อยู่ที่นี้มีความทุกข์หรือไม่ ถ้าไม่มีความทุกข์เชิญกลับไปเลย ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปศึกษาเรื่องดับทุกข์ มันต้องมีความทุกข์ ความทุกข์คืออะไรนั่นแหละ ขอให้จับให้ได้มันจะพบเบื้องต้นของปัญหาแล้วก็จะไม่เป็นหมันที่จะศึกษาแสวงหาและปฏิบัติ
อาตมาอยากจะพูดเป็นคำเหมือนจำกัดความว่าความทุกข์นี้คืออะไร แล้วก็ตามเหตุผลเรื่องราวที่มีอยู่ทั้งหลายเอามาสรุปเป็นคำจำกัดความว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นแก่ชีวิตจิตใจในประจำวันนั่นคือ ปัญหา ถ้าจะดูทุกข์ก็คือความหม่นหมองทางใจ ความไม่ผ่องใสแห่งใจ ความทุรนทุลายแห่งใจ ไม่มากก็น้อยนั่นคือความทุกข์ มีไหม มีความหม่นหมองไหม ไม่ใช่เจ็บปวดจนร้องไห้โฮๆ จะมีความหม่นหมองหงุดหงิดรำคาญอะไรอยู่ มีจิตใจไม่ผ่องใส ไม่หยุดไม่เย็น มันก็มีความทุรนทุลายอยู่ที่นั่น
นั่นแหละคือตัวความทุกข์ จะมีหรือไม่ถ้าจิตใจเกลี้ยง จิตใจสะอาด ไม่มีความหม่นหมองทุรนทุลายแล้วก็คือไม่มีความทุกข์ นี่ต้องพูดกันด้วยใจจริงแล้วว่า ที่ไหน ที่ไหนก็ได้ ที่บ้านก็ได้มีสิ่งเหล่านี้ไหม ไม่ว่าเด็ก ไม่ว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าผู้หญิง ไม่ว่าผู้ชายมันมีสิ่งเหล่านี้ไหมคือ จิตใจที่หม่นหมอง เศร้าหมองที่ไม่ผ่องใส ทุรนทุลายอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต้องการไว้ไหมมันก็เกิดเป็นปัญหาถ้าเราไม่ต้องการจะเอาไว้ จะดับมันอย่างไร จะสามารถดับได้ตามลำพังตัวเองไหมหรือว่าจะต้องพึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ถ้าเห็นว่าไม่สามารถจะดับได้ด้วยตนเองต้องพึ่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น เราจึงไปหาธรรมะในที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้รู้ธรรมะในการที่จะกำจัดความทุกข์เหล่านั้นเสีย ที่ว่า ก ข ก กา มารู้จักความทุกข์กันก่อน ที่จะเริ่มต้นเรียนพระพุทธศาสนา ที่เกิดความทุกข์ที่มีอยู่จริง ที่ว่า ก ข ก กา ไม่ต้องไปเรียนเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่มันสูงๆ ไกลไปแล้วโน่น อย่าพูดซะเลยดีกว่า ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมจะสอนจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล สมาธิ มันไกลไป ไกลไปแล้วมารู้จักไอ้จุดตั้งต้นความทุกข์กันก่อนสิ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มิ.ย. 2551 (18:01) เป็นบท ความที่ดีมากๆๆ เลยคับ น่า จะมีที่เกี่ยวกับ วัย รุ่น เยอะๆๆ นะครับ