สารบัญ
หน้าที่ 6 - ยิ่งเรียนพระไตยปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา
ถ้ามันมาเรียนที่ตัวจริงของนิวรณ์ที่มีอยู่ในจิตใจนี่จะเริ่มต้นจับตัวได้ มันจะมีปัญหาที่แท้จริงที่ต้องศึกษาและดับให้ได้ เดี๋ยวนี้บางคนก็คิดว่าโอ๊ยเรื่องธรรมดาสามัญขี้เกียจฟัง ง่วงนอนแล้ว เพราะเป็นเรื่องธรรมดาเกินไป ง่วงนอนเสียแล้วไม่อยากฟังแล้วก็เป็นได้ ขอให้คุณไปคิดดูว่าสิ่งเหล่านี้มันจริงสักเท่าใดที่มันเบียดเบียนมนุษย์และเรานั่นแหละเป็นผู้ถูกเบียดเบียน เสียความรู้สึกทางเพศ เสียความรู้สึกหงุดหงิดไม่ชอบอะไรสักอย่าง เดี๋ยวก็จิตหดหู่ตกต่ำ ไม่มีกำลังใจชีวิตไม่แจ่มใสเรียกว่าฟุ้งซ่านไปจนบ้า แล้วก็ลังเลอยู่ตลอดเวลาว่ามันจะดับทุกข์ไหม มันจะปลอดภัยไหม เรียนหนังสือจบแล้วมันก็ยังลังเลตรงที่ว่าไม่มีงานทำ มีงานทำแล้วมันก็ยังลังเลว่ามันจะต้องตกงาน มันเป็นเรื่องที่ลังเลอยู่เรื่อยไป รบกวนกันตลอดชีวิตเลย
ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่มีมารบกวนเราจะสบายสักเท่าใด ขอให้คิดดู ถ้าเรามีปัญหาอย่างนี้แล้วเราเป็นคนที่เก็บไว้ เป็นคนไข้ให้หมอรักษามันก็มีเหตุผลมันก็ไม่เป็นแฟชั่น ไม่ไปเที่ยวศึกษาธรรมะสำนักนั้นสำนักนี้เรียนแบบแฟชั่นแต่ว่ามันเป็นคนป่วยเจ็บไข้เข้าโรงพยาบาลที่จะรักษาโรคนั้นๆ โดยตรงขอให้เป็นอย่างนี้เถิด นี่ก็คือปัญหาแท้จริงยิ่งกว่าจริงที่เราไม่รู้ธรรมะ ไม่ก้าวหน้าทางธรรมะ ก็เพราะว่าเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยปัญหาที่เรามีอยู่จริง คือความทุกข์ที่มีอยู่จริง
อาตมาคิดว่าไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ธรรมะ มีอยู่เรื่องเดียวที่เราไม่ตั้งต้นด้วยความทุกข์ที่มันมีอยู่จริง ขอให้กลับไปสนใจกับปัญหาที่มันมีอยู่จริง จับตัวมันให้ได้ในระดับนี้ระดับผิวๆ ที่เรียกว่านิวรณ์ พอความรู้สึกทางเพศมารบกวนอ้าวนี้มาแล้ว เดี๋ยวหงุดหงิดไม่ชอบอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้ว เดี๋ยวจิตใจเราระห้อยระเหี่ยมาอีกแล้ว เดี๋ยวฟุ้งซ่านสร้างวิมานในอากาศ เดี๋ยวก็ไม่แน่ใจลังเลใจในความไม่ปลอดภัยของทุกๆ อย่างที่ไม่เกี่ยวกับเรา
นับตั้งแต่การเรียนการศึกษาการทำมาหากิน การหารายได้ตั้งหลักฐาน สร้างบ้านสร้างเรือน ชีวิตไม่ก็ลังเลใจไม่แน่ใจในความปลอดภัยของชีวิตทั้งปวง ถ้าจิตใจมันเกลี้ยงเกลาไม่มีอะไรมารบกวนมันก็จะเป็นสุข นี่กิเลสส่วนลึกๆ ยังไม่สิ้นไปเสียทีแต่นิวรณ์เท่านั้นแหละมันก็มากมายถึงอย่างนี้และเราก็ไม่รู้จักมัน กิเลสผิวๆ ตามสัญชาตญาณยังไม่มีอะไรมากกว่านั้นก็ยังไม่รู้จักมัน แล้วจะไปดับตัวกิเลสที่สมบูรณ์ที่แล้วที่เป็นโลภะ โทสะ โมหะ เต็มๆแล้วได้อย่างไร มันก็เป็นไปไม่ได้
นิวรณ์เหล่านี้มันเป็นลูกๆ สมุนของไอ้ลูกใหญ่ๆ นิวรณ์ทั้งห้านี้มันก็ผสมเข้าไปในโลภะ โทสะ โมหะได้ในฐานะเป็นแม่บท ถ้าจะเรียนธรรมะต้องเรียนที่ความทุกข์ที่มีอยู่ในจิตใจคนอย่าหวังว่าจะเรียนจากพระไตยปิฎก
อาตมาเคยได้พูดยืนยันในสมาคมครั้งใหญ่ว่า ยิ่งเรียนพระไตยปิฎกยิ่งไม่ร้พุทธศาสนา มีคนด่า บางคนรู้เรื่องแล้วก็ด่าอาตมาว่า ยิ่งเรียนพระไตยปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ยิ่งเรียนในหนังสือปัญหามันไม่ได้อยู่ในหนังสือ มันอยู่ในชีวิตคน เราจะต้องเรียนที่ตัวคนที่ชีวิตคน ความทุกข์ของคนแล้วเราก็จะรู้ธรรมะคือความจริงของธรรมะที่จะดับทุกข์ได้ เรียนพระไตยปิฎกก็รู้ภาษา รู้ความหมาย รู้ตัวหนังสือรู้อะไรไปตามแบบของการเรียนชนิดวรรณคดี ชนิดหนังสือ ชนิดแตกฉาน ภาษา แล้วก็มันท่องมากบทได้ ท่องพระไตยปิฎกได้ก็ไม่ดับทุกข์ได้หรอก
บางคนเขาท่องทั้งหมดได้เพื่อจะได้ดับทุกข์ได้ แต่ก็ไม่ดับทุกข์ได้ เราต้องเรียนที่ชีวิตคนลงไปจริงๆ จะได้รู้ธรรมะ ธรรมะนั้นมันอยู่ที่ทุกข์เกิดหรือทุกข์ดับ ธรรมะผิดทุกข์เกิด ธรรมะถูกทุกข์ดับ เมื่อทุกข์ดับดูให้ดีนั่นแหละคือตัวธรรมะ แล้วก็ดูได้ที่ทุกข์มันดับทุกข์มันเกิดที่ไหนมันก็ดับที่นั่น ถ้าทุกข์มันเกิดที่จิตใจของคนก็ดูที่จริงใจของคนว่ามันเกิดขึ้นมาอย่างไรแล้วก็ดับลงไปที่นั่น ไม่ต้องเคยเห็นพระไตยปิฎก ไม่ต้องเคยอ่านพระไตยปิฎก
แต่นี่คือหัวใจของพระไตยปิฎกมันมาอยู่ในคน หัวใจของพระไตยปิฎกไม่ได้อยู่ในตู้ของพระไตยปิฎกแต่ว่ามันอยู่ในคน แต่ว่าเราไม่สนใจที่จะดูไอ้ตัวปัญหา ไอ้ตัวความจริงเอาแต่ว่าจำได้ สวด ร้อง ท่อง บ่น ทำพิธีเสียมากมาย ไอ้เรื่องพิธีรีตองนั้นมันช่วยไม่ได้หรอก ถ้าเป็นวิธีที่ถูกต้องก็พอจะช่วยได้ แต่ถ้ามันเหลวไหลเป็นพิธีรีตองนี้มันช่วยไม่ได้ ถ้าเลยไปถึงขลัง ถึงศักดิ์สิทธิ์แล้วยิ่งช่วยไม่ได้ ในพระไตยปิฎกไม่มีคำว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่เกี่ยวกันกับพระธรรม พระธรรมะเป็นความจริงที่ต้องปฏิบัติอย่างนี้จึงจะดับทุกข์ได้ ปฏิบัติผิดอย่างนี้ทุกข์ก็เกิดขึ้นมาเราเรียกว่าเรื่อง อิทัปปะจะยตา ทำอย่างนี้ทุกข์เกิดขึ้นมา ทำอย่างนี้ทุกข์ดับไป
ไม่เกี่ยวกับขลัง ไม่เกี่ยวกับศักดิ์สิทธิ์ ถ้าจะสมมุติว่าเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ ดับทุกข์ได้จริง ถ้ามันไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ มานั่งบูชา มานั่งอ้อนวอน มานั่งสวด มานั่งเสี่ยงทายอะไรกันอยู่ ถ้าเอาขลัง เอาศักดิ์สิทธิ์มาใส่ในธรรมะ ธรรมะก็ไม่ช่วยคุณคอยดู คุณก็นั่งอ้อนวอนไปเถอะ จะเอาความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์มาใส่ลงไปในธรรมะก็นั่งอ้อนวอนไปเถอะ ธรรมะจะไม่ช่วยคุณ อาตมาจะพูดอย่างนี้ มันต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมะแล้วมันก็ดับทุกข์แน่ ถ้าเอาของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์มาใส่ลงในธรรมะก็ไม่ช่วยเพราะคุณได้แต่นั่งอ้อนวอน นั่งบูชา บวงสรวงอ้อนวอน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มิ.ย. 2551 (18:01) เป็นบท ความที่ดีมากๆๆ เลยคับ น่า จะมีที่เกี่ยวกับ วัย รุ่น เยอะๆๆ นะครับ