 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32695" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำไมจึงไม่รู้จัก เข้าใจ และใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีในความประสงค์ของท่านที่ต้องการจะศึกษาธรรมะ และว่าที่จริงมันก็เป็นหน้าที่ อาตมาเห็นด้วยซึ่งจะต้องพยายามเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ ธรรมะนั่นเอง ในฐานะที่เราทั้งสองฝ่ายเป็นพุทธบริษัทร่วมกัน จำง่ายๆ ว
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 5:37 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 21 December 2007, 10:56 am
|
หน้าที่ 7 - อิทัปปะจะยตา
ถ้าเอาของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์มาใส่ให้ศาสนาก็กลายเป็นศาสนาที่มานั่งอ้อนวอน ไม่ใช่พุทธศาสนาที่ว่าจะต้องดับทุกข์ลงไปที่ความทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เรียกว่า อิทัปปะจะยตา นี่พูดมาเรื่องนึงแล้วนะว่าเรื่องที่เรามองข้ามทำให้เราไม่รู้เรื่องธรรมะก็คือนิวรณ์ นิวรณ์ทั้งห้า ถ้าจำชื่อได้แล้วก็ไปรู้ตัวจริงของมันเสียเถิด ถ้ายังไม่รู้แม้แต่ชื่อก็ศึกษากันเดี๋ยวนี้ก็ได้ว่าไอ้ความรู้สึกที่รบกวนจิต ทำให้จิตไม่แจ่มใสไม่เยือกเย็น ไม่เกลี้ยงเกลา หม่นหมองนี่แหละนิวรณ์สี่ห้าอย่างที่กล่าวแล้ว อย่าเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ ความรู้สึกที่น้อมไปในทางเพศ เป็นจิตใจทุรนทุลาย ความรู้สึกที่ไม่ชอบหน้าอะไรสักอย่างหนึ่งจนจิตใจทุรนทุลาย จิตตกต่ำละเหี่ยละห้อยทำอะไรไม่ได้ก็ทุรนทุลาย จิตมันฟุ้งซ่านบังคับไม่ได้ เพราะมันทุรนทุลาย
จิตมันไม่แน่ใจอะไรลงไปได้แม้ในสิ่งที่หวังว่าจะพึ่งพาอาศัยมันก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ เรื่องเงินก็ดี เรื่องอำนาจวาสนาก็ดีที่หวังว่าจะเพิ่งมัน แล้วมันก็ไม่แน่นอนบ้าง มันยังสงสัยอยู่ หนักเข้าๆ มันจะสงสัยธรรมะนั้นเอง สงสัยว่าธรรมะนี้จะดับทุกข์ได้ไหมและก็ลังเลในธรรมะ ลังเลในพระพุทธ ลังเลในพระธรรม ลังเลในพระสงฆ์เลิกกันหมดเลยนั่นก็คือนิวรณ์ ถ้ารู้จักนิวรณ์แล้วจะดีมากเลย จะพบต้นตอของความทุกข์และศึกษาให้ลึกเข้าไปกว่านิวรณ์ กิเลสที่เข้มข้นกว่านั้นเรียกว่า อุปาทาน
ความยึดมั่นถือมั่นด้วยความโง่คืออวิชชา ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องกามอารมณ์ เป็นโลกของกามอารมณ์ไปแล้วดูเอาเองเถิด ถ้าเรายึดถือในทิฎฐิคือความยึดมั่นถือมั่นของตนว่าความเห็นของเราถูก ความเห็นของคนอื่นผิดหมด เขาเรียกว่าความยึดมั่นถือมั่นในทิฎฐิ ในทฤษฎี ที่เรียกว่ายึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติว่าต้องอย่างนั้นว่าต้องอย่างนี้ ยึดมั่นแม้แต่ยึดมั่นศีล มีศีลอย่างยึดมั่นมันเป็นศีลอุปาทาน
ถ้ามีศีลอย่างถูกต้องก็เรียกว่าสมาทานศีลไม่เป็นศีลอุปาทาน ศีลที่ช่วยได้ แต่อย่าเอามาเป็นของยึดมั่นถือมั่นว่าศีล สมาธิ ปัญญา นี่มันช่วยดับทุกข์ได้ แต่อย่าเอามาเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ อย่างยึดมั่นว่าต้องกินผักเท่านั้นที่จะไปนิพพานได้ นี้มันก็ยึดมั่น บางพวกมันก็ยึดมั่นว่าต้องกินเนื้อเท่านั้นที่จะไปนิพพานได้ ต่างคนต่างยึดมั่นแล้วก็เลยชกปากกัน ไอ้ความยึดมั่นนั้นแหละมันเป็นอุปาทาน ถ้านับถือไว้อย่างดีแล้วก็เป็นสมาทาน เรื่องเกี่ยวกับศาสนาธรรมะวินัยนี่ทำแต่เพียงสมาทานอย่าให้เป็นอุปาทาน ยึดมั่นด้วยความโง่ สมาทานมันถือไว้อย่างดีด้วยสติปัญญาต่างกันลิบ อุปาทานศีลก็ยึดมั่นในศีลเป็นของสกปรกไปเขาเรียกว่าศีลสตุปาทาน ศีลสตุปามาทก็เรียก อย่ายึดมั่นว่าของขลังของศักดิ์สิทธิ์นั่นมันก็จะกัดเอาและก็จะเสียเวลาเปล่า ใช้ให้ถูกต้อง ไม่ต้องยึดมั่น
อันสุดท้ายเรียกว่า อัตวาทปาทาน ยึดมั่นด้วยความเข้าใจว่าตัวกูว่าของกู ว่าของตน อันนี้ลึกซึ้งมากเหนียวแน่นมากที่จะตัดแต่รู้ว่าทุกคนมันยึดมั่นตัวกู ยึดมั่นของกูทั้งนั้นแหละเพราะมันโง่ด้วยอวิชชา ถ้ามันมีปัญญา มีวิชชา มันรู้ว่าเป็นไปตามธรรมชาติเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ตามกฎของอิทัปปะจะยตา ที่จะดับทุกข์ได้
ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงสมาทาน อย่าอุปสมาทาน อะไรๆ ที่จะช่วยเราได้ก็ทำแต่เพียงว่าเป็นสมาทานถือเอาด้วยดีด้วยปัญญา อย่าทำเป็นอุปทานคือยึดมั่นถือมั่นด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ความโง่ ถ้าอุปทานยึดมั่นแล้วมันเป็นของโง่ไปหมด ไม่ว่าอะไรก็ยึดถือพระศาสนาให้เป็นของโง่ไปเสียหมดก็ได้ถ้าไปยึดถือศาสนาด้วยอุปาทาน อย่าไปจับฉวยศาสนาด้วยอุปาทาน จงจับฉวยศาสนาด้วยสมาทาน มีไหม เรามีไหม มีโลกอุปาทาน ยึดมั่นในกามที่เราชอบไหม ยึดมั่นในความคิดความเห็นที่เรายึดถือไหม แล้วก็ยึดมั่นตัวตน ของตนมีไหม
ถ้าเห็นอันนี้โดยประจักษ์แล้วจะยิ่งดี ดีกว่าเห็นนิวรณ์ห้าเสียอีก นิวรณ์ห้ายังอยู่ชั้นตื้นและชั้นทั่วๆ ไป แต่ถ้าอุปาทานนี้ชั้นลึก เห็นยากมาก แต่ว่าทุกคนมีอุปาทานจะหมดก็ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ เราต้องแก้ไขอย่าให้มันทำอันตรายเรา ทรมานเรา เปลี่ยนอุปาทานให้เป็นสมาทาน อยู่ตรงกลาง ไม่หมายมั่นให้เป็นอย่างนั้น ไม่หมายมั่นให้เป็นอย่างนี้ แม้แต่จะมีเงินก็จงมีด้วยสมาทาน ถือไว้อย่างดีด้วยวิชชาด้วยปัญญา อย่ามีเงินด้วยอุปาทานยึดถือด้วยความโง่มันจะกัดเอา มันจะเป็นโรคประสาทจนตาย มันจะมีอะไรยึดถือก็ต้องถืออย่างเป็นหลักสมาทาน
ถือศีล ถือธรรมะ ถือข้อปฏิบัติ ถืออย่างสมาทาน อย่าถืออย่างอุปาทาน ทีนี้ก็ขอให้เราดูว่าเรานี้มีอุปาทานกันไหม แล้วก็ไม่รู้สึกตัว แล้วมันก็กัดเอากัดเอายิ่งไม่รู้สึกตัวเพราะเราไม่ยึดถืออย่างหลับหูหลับตา มันเป็นสัตว์ร้ายกัดเอากัดเอาแล้วก็ร้องไห้ไปแล้วก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไรนั่นแหละอุปาทานสิ่งที่ต้องละขาด
ตามหลักของพระพุทธศาสนาไม่อุปาทานไม่อะไรหมด ไม่อุปาทานในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ไม่อุปาทานในศีลสมาธิปัญญา ไม่อุปาทานในมรรคผลนิพพานและจะมีสมาทานในสิ่งเหล่านั้น ถือเอาด้วยดีด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ถืออย่างหลับหูหลับตา ไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย ต้องมีความทุกข์แล้วจึงแสวงหาสิ่งดับทุกข์และก็มีความเชื่อในสิ่งที่จะดับทุกข์ได้โดยประจักษ์และได้ลองดูแล้วว่าดับทุกข์ได้ก็ทำต่อไปอีกมากขึ้น เชื่อแล้วก็ลองทำดู เมื่อทำดูแล้วดับทุกข์ได้ก็ทำต่อไปจนเชื่อมากขึ้นเองๆ จนเพียงพอ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มิ.ย. 2551 (18:01) เป็นบท ความที่ดีมากๆๆ เลยคับ น่า จะมีที่เกี่ยวกับ วัย รุ่น เยอะๆๆ นะครับ