 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32695" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำไมจึงไม่รู้จัก เข้าใจ และใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีในความประสงค์ของท่านที่ต้องการจะศึกษาธรรมะ และว่าที่จริงมันก็เป็นหน้าที่ อาตมาเห็นด้วยซึ่งจะต้องพยายามเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ ธรรมะนั่นเอง ในฐานะที่เราทั้งสองฝ่ายเป็นพุทธบริษัทร่วมกัน จำง่ายๆ ว
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 5:37 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 21 December 2007, 10:56 am
|
หน้าที่ 9 - เรื่องเรียน เรื่องฟัง
ทีนี้เรื่องเรียน เรื่องฟัง คงจะไม่มากมายนักแล้ว มันก็มีเรื่องปฏิบัตินี้แหละ ปฏิบัติคือรู้จักตัวทุกข์เล่นงานตัวทุกข์ คงจะได้รับผลจากธรรมะหรือศาสนาในเวลาอันสมควรเป็นแน่นอน ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้กลัวว่าอีกกี่ปี กี่สิบปี จนตาย ก็จะไม่ได้ มันก็ได้แต่เท่านี้ ได้แต่แฟชั่น ถ้าไม่รู้จักตัวทุกข์แล้วไปทำกรรมฐานก็ทำอย่างแฟชั่นทั้งนั้นแหละไม่ถึงตัวจริง กรรมฐานแบบไหน สำนักไหนถ้าไม่รู้จักตัวทุกข์ ทำกันแต่แฟชั่น ฟุ้งเฟื้อ เห่อๆ กันไป
และถ้าอาตมาพูดไม่น่าฟังก็ขออภัย และก็จะบอกว่ามันทนไม่ได้แล้วที่จะไม่พูดเรื่องนี้ เพราะว่าทำให้พวกเรานี้เสียเวลา ไม่คุ้มค่านี่มันมากๆ นักแล้ว จะแก้ไขให้มันคุ้มค่า ขอเตือนว่ากลับไปเรียน ก ข ก กา ไปดูกันที่ตัวความทุกข์ วันนี้มีนิวรณ์อย่างไร วันนี้มีนิวรณ์อย่างไร ดูให้ดีเถอะแล้วมันก็จะมีความแน่ใจในตัวความทุกข์ในตัวเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วก็จะดับทุกข์เสียได้ เรียกว่า ดูที่ตัวจริงที่เป็นตัวปัญหา ที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหา เขากำจัดและแก้ไขกันที่ตรงนั้นแหละ แต่ถ้าไม่มีตัวปัญหา ไม่มีตัวโรค เราก็ไม่มีทางที่จะรักษาโรค นี่เราจะต้องรับผิดชอบตัวเองกันทุกคนว่าจะต้องจับตาในเรื่องที่มันบกพร่องนี้ที่อยู่ของตนๆ ถ้าพูดอย่างจำง่ายๆ ลืมยากๆ
อาตมาจะพูดว่าไล่กลับ ไล่พวกคุณกลับสู่ต้นตอของความทุกข์ จะดูที่นิวรณ์ ดูที่อุปาทาน ดูที่สังโยค ไล่กลับไปดูที่นั่น แล้วก็จะพบได้ด้วยตนเองว่าจะจัดการกับมันอย่างไร แล้วจะพูดกันอีกกี่ร้อยชั่วโมงก็ไม่มีปัญหาไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าเป็นจุดตั้งต้นของสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ มันจึงไปเรียนธรรมะจากตัวจริง คือ ชีวิตจิตใจ ไม่ต้องหวังว่าจะเรียนธรรมะจากพระไตยปิฎกหรือฟังเทศน์ ฟังปาถกฐาอะไรกันให้มันมากมายเสียเปล่าๆ ปี้ๆ ถ้าไม่รู้จักตัวความทุกข์ที่มีอยู่จริง ในเนื้อ ในกระดูก ในจิตใจ ในชีวิต ทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปี ไปหาตัวนิวรณ์ทั้ง 5 ให้พบในชีวิตประจำวัน
ลืมไปแล้วมั้งความรู้สึกที่น้อมไปในทางเพศ ความรู้สึกให้ไม่ชอบใจ หงุดหงิดอยู่ และความที่ไม่แน่ใจในอะไรที่จะมีประโยชน์อย่างไร ไม่แน่ใจในความปลอดภัยในชีวิตเท่านี้ก็พอแล้ว มันจะพบสิ่งอื่นๆ ที่สืบเนื่องอยู่อย่างแจ่มแจ้ง เอาไอ้สิ่งที่มันมีอยู่อย่างปะปลายแต่ว่ามันเหลือเฟือ มันมากมายและมันก็เป็นตัวการ ไอ้นิวรณ์นี่เขาน้อยๆ แล้วก็ยังพูดโง่ๆ ว่าทำสมาธิแล้วก็หายไปเอง ก็ลองดูสิ ทำสมาธิแฟชั่นมันไม่มีทางที่จะให้นิวรณ์หายไปเองได้
ทำสมาธิตามแบบแฟชั่นทั้งหลายนิวรณ์ไม่มีทางหายไปได้ พอออกจากสมาธิก็จะเป็นนิวรณ์อีก ไปทำสมาธิที่วัด พอกลับมาที่บ้านก็มีนิวรณ์สะหลอนอีก มันต้องไม่ทำอย่างที่เป็นแฟชั่นแบบนั้น ต้องเป็นของจริงจับตัวมันออกมา เชือดคอมันเสียมันจึงจะได้
นี่รู้จักนิวรณ์ทั้ง 5 รู้จักอุปาทานทั้ง 4 รู้จักสังโยคทั้ง 10 จำชื่อนี้ไปก็ได้แล้วไปหาอ่านเอาจากหนังสือตำรับตำราที่มีอยู่ทั่วไป และหาให้พบในชีวิตประจำวันทุกวันๆ ที่บ้าน ที่ไหนมันมีได้ตลอด ทุกหน ทุกแห่ง ตัวโรคแล้วก็จะพบวิธีแก้คือธรรมะนั่นเอง
อาตมาขอสรุปความว่า ไม่ได้พูดเรื่องอะไรมาก จับให้ได้ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ชั่วโมงครึ่งนี่ไม่ได้พูดอะไร พูดว่ากลับไปบ้านไปดูตัวความทุกข์ในลักษณะอย่างนี้ให้พบกันเสียก่อน แล้วก็ค่อยพูดกันคราวหลังก็ได้ว่าจะฆ่ามันอย่างไร เอาความทุกข์ เอาตัวความทุกข์มาให้ดูกันเสียก่อนว่าจะฆ่ามันอย่างไร ไอ้ฆ่ามันอย่างไรพูดกันเหลือเฟือในหนังสือทั้งหลายเป็นหอบๆ ที่เอามานั้นแหละมันมี เอาไปใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้เพราะมันจับเอาตัวความทุกข์ไม่ได้ ไอ้ตัวโจรร้าย ไอ้ตัววายร้ายมันไม่ถูกจับตัวมา เราก็ฆ่ามันไม่ได้ ทั้งที่เราจะเรียนวิธีฆ่ากันเป็นภูเขา เลากามันก็ฆ่ามันไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตัวมันอยู่ที่ไหน แล้วมันก็น่าหัวที่มันอยู่ในจิตในใจแต่จับตัวมันไม่ได้ มันอยู่ที่เนื้อที่ตัวในกระดูก ในการกระทำทุกวันๆ อยู่ที่นั่นยังจับตัวมันไม่ได้
เอาล่ะพูดเรื่องที่ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่มีค่าที่สุด ไม่ได้พูดเรื่องอะไรเลยวันนี้ พูดแต่ว่ากลับไปดูไอ้ตัวที่มองข้ามมาตลอดเวลาที่ให้รู้จักนิวรณ์ ให้รู้จักกิเลส ให้รู้จักอุปาทานสำคัญมาก สังโยคก็ได้แล้วแต่จะชอบ ดูบทไหนว่ามันก็เนื่องกันไปหมด
อาตมาไม่ได้พูดอะไรเลยวันนี้ ดูแล้วก็ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่มานั่งหลังขดหลังแข็ง แต่ได้พูดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความบกพร่องของเราที่ไม่มีจุดตั้งต้นที่ถูกต้อง ไม่รู้จักไอ้ตัวความทุกข์เหล่านั้น และมีโอกาสพูดกันครั้งเดียวและก็พูดไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวอะไรนอกจากกลับไปดูไอ้ตัวความทุกข์ที่มีอยู่จริงให้รู้จักและเอามาแร่เนื้อทาเกลืออย่าให้มันรอดอยู่ได้ และการพูดนี้ก็สมควรแก่เวลา ถ้าง่วงนอนแล้วฟังไม่รู้เรื่องก็จะโมโหเอาด้วย และก็จะบาปทั้งคนพูดและคนฟัง ดังนั้นไอ้ความสมควรแก่เวลานี้ทำให้เรายุติการพูด
อาตมามีความหวังว่าท่านทั้งหลายจะเอาไปทำตามนี้ จับตัวความทุกข์ออกมาได้ มาดูให้รู้จักหัว รู้จักหู รู้จักหาง รู้จักมันอย่างดี แล้วจะฆ่ามันอย่างไร เราพูดกันเพ้อเจ้อว่าจะดับทุกข์อย่างไรทั้งที่ไม่รู้จักตัวความทุกข์ พระ เณร ในวันก็เหมือนกันแหละไม่ใช่เฉพาะญาติโยมที่อยู่ทางบ้านนั้นอย่าเสียใจและน้อยใจไปเลย แล้วมันติดตันตายดานกันอยู่ที่ตรงนี้ ทั้งพระที่วัด ทั้งชาวบ้านที่บ้าน
ขอยุติการบรรยายด้วยความหวังดีว่าคงจะแจ่มแจ้งในข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อไป ขอให้ทุกคนก้าวหน้าในความรู้ความเข้าใจการประพฤติ ปฏิบัติอยู่ทุกๆ วันเถิด ขอยุติการบรรยาย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มิ.ย. 2551 (18:01) เป็นบท ความที่ดีมากๆๆ เลยคับ น่า จะมีที่เกี่ยวกับ วัย รุ่น เยอะๆๆ นะครับ