 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32696" type="text/javascript"></script> |
|
แผ่นดินธรรม - แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งศาสนา
ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมและสนใจในแผ่นดินทอง แผ่นดินธรรมด้วยทั้งหลาย อาตมาจะได้บรรยายธรรมะในหัวข้อว่า เรื่อง แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ได้สังเกตดูได้พิจารณาดูทบทวนดู รู้สึกว่าหลักเกณฑ์อันนี้ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธ
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 6:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 24 September 2007, 11:00 am
|
หน้าที่ 1 - อิทัปปัจจยตา
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องสนใจคือว่าถ้ามันถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว มันเป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ เป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่ควรจะทำให้เป็นไป ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติในที่นี้ก็คือธรรมชาติสร้างมนุษย์มาให้มีทั้งกายและใจ หรือตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือมีรูปและมีนามเป็นสิ่งที่ประกอบกันเป็นชีวิตอัตภาพหนึ่งๆ โดยหลักพระพุทธศาสนาก็คือหลักของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ความจริงของธรรมชาติหรือทรงทราบความลับของธรรมชาติ ทรงนำมาเปิดเผย ทรงนำมาแสดงให้มนุษย์ทั้งหลายได้รับทราบและปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์
พระองค์ได้ตรัสโดยหลักกลางๆ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา คือ การที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามเหตุ เป็นไปตามปัจจัย เดี๋ยวนี้สิ่งทั้งปวงนั้นมันมี 2 เรื่อง คือ เรื่องกายและเรื่องใจ เราก็จะต้องทราบทั้ง 2 เรื่องประพฤติกระทำให้ถูกต้องทั้งสองเรื่องจึงจะเป็นไปได้ ดังนั้นการจะแยกหน้าที่ออกเป็น 2 เรื่อง คือหน้าที่สำหรับกายและหน้าที่สำหรับใจจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล หรือยิ่งกว่าเหตุผลคือถูกต้องตามความจริงของธรรมชาตินั่นเอง เมื่อธรรมชาติสร้างมาให้มนุษย์มีทั้งกายและใจ มนุษย์จึงมีหน้าที่ที่จะทำความรอดให้เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ หรือว่ามนุษย์ก็มีหน้าที่ที่จะพัฒนาทั้งทางกายและทางใจ
อาตมามองเห็นว่าแผ่นดินทองเป็นความรอดทางกาย ทางวัตถุหรือทางกายภาพ แผ่นดินธรรมเป็นความรอดทางใจ ทางจิต ทางวิญญาณ ดังนั้นเราจะได้พิจารณากันถึงเรื่องแผ่นดินทั้งสองและอีกทางหนึ่งก็พึงทราบให้ตลอดไปว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์มาสำหรับอยู่กันเป็นหมู่ อาศัยซึ่งกันและกันเนื่องอยู่แก่กันและกันอย่างเป็นหมู่ ดังนั้นเราจึงไม่อาจจะรอดอยู่ได้เพียงคนเดียว เราจะอยู่เป็นสุขได้คนเดียวโดยลำพังคนเดียว ใครๆ ก็พอจะมองเห็นว่าถ้าเขาให้เราอยู่คนเดียวในโลกจักรวาลนี้ ให้เป็นทรัพย์สมบัติของเราคนเดียว เราก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ความสุขไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้ในเมื่อแต่เป็นสุขอยู่เพียงคนเดียว
ดังนั้นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองเรื่องนี้เป็นเรื่องของสังคม คือของคนทุกคน การที่จะพิจารณากันถึงความรอดหรือการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างไรนั้นจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมหรือธรรมชาตินั่นแหละเป็นหลักพื้นฐาน สิ่งที่เรียกว่าธรรมในความหมายของธรรมชาตินั้นก็มีอยู่ 4 ความหมายขอพูดอีกครั้งเผื่อว่าบางคนยังไม่ทราบ ว่าคำว่าธรรม
ธรรมในภาษาบาลีนั้นเป็นคำเดียวกับคำว่าธรรมชาติ เขียนแต่เพียงว่าธรรม แต่ความหมายจริงๆ คือคำว่าธรรมชาติ ธรรมะหรือธรรมะมี 4 ความหมาย ซึ่งหมายถึงตัวธรรมะชาติทั่วๆ ไปนั้นก็เรียกได้ทั่วไปโดยภาษาบาลีว่า ธรรมนิพรตของธรรมชาติที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้งปวง ไอ้กฎอันนี้ก็เรียกว่า ธรรม ทีนี้สิ่งที่มีชีวิต มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ หน้าที่ทั้งหมดนี้ก็เรียกด้วยภาษาบาลีว่า ธรรม
ครั้นทำหน้าที่แล้วก็มีสิ่งที่ 4 เกิดขึ้นคือ ผล ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เรียกว่าธรรม ขอให้สังเกตดูว่าคำว่าธรรมคำเดียวนั้นมีความหมายครอบจักรวาลหรือยิ่งกว่าจักรวาล คือหมายถึงทุกสิ่งที่มันมีอยู่ ถ้าเรียกเป็นภาษาวัดที่ชวนให้ง่วงนอน ธรรมะในฐานะที่เป็นธรรมชาตินี้เรียกว่า สภาวธรรม ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติก็เรียกว่าสัจธรรม ธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตก็เรียกว่า ปฏิปฏิธรรม ธรรมะที่เป็นผลของการทำหน้าที่ก็เรียกว่า ปฏิเวธรรม
แต่เดี๋ยวนี้เราอย่าพูดกันด้วยภาษาบาลีซึ่งไม่คุ้นเคย พูดกันในภาษาไทยธรรมดาว่า ธรรมชาติตัวกฎของธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ตัวผลที่เกิดจากหน้าที่ ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ตายตัวของธรรมชาติสำหรับมนุษย์จะต้องรู้และปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้นๆ ไม่มีทางที่จะไปฟื้นธรรมชาติมีทางเดียวคือทำให้ถูกตามกฎธรรมชาติ ทีนี้ก็ดูว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรม ธรรมที่มีถึง 4 ความหมายนั่นความหมายไหนสำคัญที่สุด มันสำคัญด้วยกันทั้ง 4 ความหมาย
แต่ว่าความหมายที่สำคัญที่สุดคือความหมายที่ 3 ที่เรียกว่า หน้าที่ในตามกฎของธรรมชาติ จึงควรจะกำหนดไว้เป็นหลักตายตัวว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั่นแหละคือหน้าที่ การปฏิบัติธรรมคือหน้าที่ เรายึดถือในคำว่าธรรม ในฐานะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วก็พลอยทำให้ศักดิ์สิทธิ์เลยเถิดไปจนไม่รู้ว่าอะไรที่แท้จริงที่เป็นตัวธรรมที่เกี่ยวข้องกับเราเลยยึดถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนได้แต่ละเมอเพ้อฝัน
สิ่งที่เรียกว่าธรรมที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ก็คือคำว่าหน้าที่ หน้าที่ในโรงเรียนสอนเด็กว่า ธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี่มันต้องขออภัยที่เรียกว่ามันหลับตาพูด หากเพราะว่าคำว่าธรรมหรือสิ่งที่เรียกว่าธรรมเค้ารู้จักแต่เค้าสอนกันเค้าพูดคำๆ นี้กันแต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าเกิดโน่น คำว่าธรรมมีใช้ในภาษาอินเดียในยุคโบราณกันอยู่ทั่วไปแล้วเรียกว่า ธรรม ในความหมายที่เป็นระบบ หน้าที่ที่จะต้องรู้และปฏิบัติแม้ในครั้งพุทธกาลก็ยังเรียกสิ่งนี้ว่า ธรรม คือจะมีการถามกันว่าท่านชอบใจธรรมของใคร เท่ากับถือสมมุติฐานว่าท่านถือศาสนาไหนนั่นเอง
แต่เขาไม่ผูกขาดเป็นอำนาจอะไรกันมากมาย เรียกกันกลางๆ ว่าธรรม ท่านชอบใจธรรมะของใคร ชอบใจธรรมะของนิคันตนาตบุตรหรือชอบสมานะโคดมอย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระสมานะโคดม คนเหล่านั้นพูดว่าธรรม ซึ่งหมายถึงระบบปฏิบัติที่จะช่วยเขาให้รอดได้ ระบบปฏิบัติที่จะช่วยเขาให้รอดได้ก็เรียกธรรมหนึ่งๆ ของพระศาสดาองค์นั้นของศาสดาองค์นี้ มีการทำหน้าที่ที่ไหนก็เรียกว่ามีธรรมะที่นั่นและที่สำคัญที่สุดมันต้องมีธรรมะที่เนื้อที่ตัว
เดี๋ยวนี้เอาธรรมะไว้ที่วัด ตัวเองอยู่ที่บ้าน แล้วก็มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิธีรีตอง ไม่ใช่เป็นระบบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดปัญหาโดยตรง คำว่าธรรมก็เลยเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยแม้ว่าจะยึดถือกันมาก เคารพบูชากันมากแต่ก็ด้วยความไม่รู้ว่าธรรมนั้นคือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติอยู่กับเนื้อกับตัว ขอพูดกันอย่างเป็นกันเองว่า ธรรมนี้คือการทำหน้าที่ที่ถูกต้องอยู่ ธรรมอยู่ที่ไหนมีธรรมะอยู่ที่นั่น ถ้าในโบสถ์หรือในวัดในโบสถ์ไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ดับทุกข์ ในโบสถ์มีแต่เสี่ยงเซียมซี มีแต่พิธีรีตองของร้องอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ในโบสถ์ตรงหน้าพระประธานนั้นไม่มีธรรมะมีแต่เสี่ยงเซียมซี แล้วในท้องนาที่คนเขาไถนานั่นกลับมีธรรมะ เพราะว่าเขาทำหน้าที่เพื่อความรอดแห่งชีวิต นี่พูดอย่างนี้ก็คล้ายกับจ้วงจาบผู้อื่น
แต่มันก็จำเป็นที่จะต้องพูดเพื่อให้เข้าใจกันเสียที ชาวนาทำนาก็มีธรรมะของชาวนา ชาวสวนทำสวนก็มีธรรมะของชาวสวน พ่อค้าแม่ค้าทำการค้าอย่างสุจริตก็เรียกว่ามีธรรมะของพ่อค้าแม่ค้า ต่อให้เป็นทนายความถ้าเขาทำหน้าที่อยู่อย่างสุจริตเขาก็มีธรรมะของทนายความ ข้าราชการทำราชการก็มีธรรมะของราชการ กรรมกรทั้งหลาย แจวเรือจ้าง ถีบ 3 ล้อ กวาดถนน ล้างท่อถนนก็มีธรรมะเต็มรูปแบบของกรรมกร
แม้แต่คนขอทานที่นั่งขอทานอยู่ก็มีธรรมะของคนขอทาน แล้วก็ได้ผลตามกฎเกณฑ์ของธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ที่จะช่วยให้รอดเหมือนพระเป็นเจ้าทีเดียว เมื่อคนขอทาน ขอทานอยู่อย่างถูกต้อง ไม่เท่าไรเขาก็พ้นสภาพของคนขอทานเป็นคนธรรมดามีหลักมีฐานมีบ้านมีเรือน พ้นจากสภาพของคนขอทาน นี่ธรรมะช่วยผู้ปฏิบัติในลักษณะอย่างนี้ แล้วเมื่อทำหน้าที่ของความรอดของตนแล้วชื่อว่าเป็นธรรมะเสมอกันหมด นับตั้งแต่ธรรมะของคนขอทาน กรรมกร พ่อค้าแม่ค้า ชาวนา ชาวสวน กระทั่งสูงขึ้นไปจนถึงขั้นพระราชามหากษัตริย์ มหาจักรพรรดิถึงเทวดาพระพรหมในพรหมโลกล้วนแต่ต้องมีหน้าที่เพื่อปฏิบัติให้ดับทุกข์
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม