 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32696" type="text/javascript"></script> |
|
แผ่นดินธรรม - แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งศาสนา
ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมและสนใจในแผ่นดินทอง แผ่นดินธรรมด้วยทั้งหลาย อาตมาจะได้บรรยายธรรมะในหัวข้อว่า เรื่อง แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ได้สังเกตดูได้พิจารณาดูทบทวนดู รู้สึกว่าหลักเกณฑ์อันนี้ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธ
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 6:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 24 September 2007, 11:00 am
|
หน้าที่ 4 - ธรรมะสำหรับแผ่นดินธรรม
ถ้าทุกคนรู้จักรักผู้อื่นมาตั้งแต่เป็นทารกเป็นเด็กจนเติบโต มันเป็นการรวมคนทุกคนเป็นคนคนเดียวกัน โดยหลักการอันนี้เพราะความรักกันทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด คือจะร่วมแรงกันทำอะไร จะสร้างอะไรมันก็กลายเป็นของง่ายไปหมด แล้วก็เกิดความถูกต้องขั้นพื้นฐานคือ ทางกายขึ้นมาโดยครบถ้วน นี่เรียกว่ามันอาศัยธรรมะคือ ความถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเป็นเครื่องอำนวยความสำเร็จ เรียกว่า แม้จะสร้างแผ่นดินทองก็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะเบื้องต้น ธรรมะสำหรับแผ่นดินทอง
ทีนี้ก็จะพูดถึงธรรมะที่สูงขึ้นไป ธรรมะสำหรับแผ่นดินธรรม คือในโลกจิตใจ โลกทางจิตใจไม่ใช่โลกทางวัตถุ อย่างที่พูดไปแล้วข้างต้นว่าเรามีทั้งกายและทั้งใจ ในโลกหนึ่งเป็นโลกของร่างกายของวัตถุ อีกโลกหนึ่งเป็นโลกของจิตใจ ดวงจิต ดวงวิญญาณ ธรรมะในชั้นนี้มันก็เป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่ใช่เรื่องทำมาหากินประกอบความเป็นอยู่ในทางฝ่ายร่างกาย แผ่นดินธรรมควบคุมแผ่นดินทอง แต่ก็ไม่วายที่จะต้องอาศัยแผ่นดินทองเป็นพื้นฐาน อาศัยธรรมะที่สูงขึ้นไปในการสร้างแผ่นดินธรรม เพราะว่ามันเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ สูงกว่าเรื่องทางกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตรงกันคือทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอยู่นั่นเอง มีความถูกต้องแล้วก็ทำได้ง่าย หมายความว่าถ้ามันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้วมันทำง่ายในการที่จะปฏิบัติธรรม เพราะมีความง่ายในการปฏิบัตินั้นแหละมันก็มีความสุข ความสนุกเมื่อปฏิบัติ
อย่าได้เชื่อตามที่คนบางคนเขาพูดว่า ปฏิบัติธรรมะนั้นมันเป็นความทุกข์ทรมานเจ็บปวดอดกลั้น อดทนมากเกินไป พระพุทธเจ้าก็ได้สอนไว้เองว่าการปฏิบัติธรรมะนั้นมีความสุข สนุก พอใจพร้อมกันไปในตัว ถ้ารู้จักว่าธรรมะคืออะไร ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติในข้อนี้ดำรงจิตให้ถูกต้องได้โดยกฎของธรรมชาติอันเกี่ยวกับจิตแล้วก็จะต้องศึกษากันบ้างตามสมควรเพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้ง
ถ้าเรื่องนี้ไม่ละเอียดไม่ลึกซึ้งก็ไม่ต้องเกิดพระพุทธเจ้า ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่ต้องเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก แต่เพราะเหตุที่เรียกธรรมะฝ่ายจิตนี่เป็นเรื่องลึกซึ้ง จึงจำเป็นที่จะต้องมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกเป็นผู้ชี้ทาง พระองค์ก็ได้ทรงค้นพบความลับของธรรมชาติเกี่ยวกับเรื่องจิต ถ้าทำอย่างไรมีผลอย่างไร ทำอย่างไรมีผลอย่างไรจะบังคับจิตได้ ทำอย่างไรจะอบรมจิตให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงกับว่าไม่รู้จักไอ้ความเป็นทุกข์
นี่จะต้องพูดว่าจิตที่ดีมันก็ตั้งอยู่บนร่างกายที่ดี คือ แผ่นดินธรรมนั้นมันจะต้องตั้งอาศัยอยู่บนแผ่นดินทองที่มีความถูกต้องเรียบร้อยกันทุกอย่าง ถ้าเป็นแผ่นดินทองของอันธพาลก็ใช้ไม่ได้ มันขัดขวางกันโดยสิ้นเชิง คำว่าแผ่นดินทองก็หมายถึง วิญญูชน ของสัตบุรุษ ผู้รู้ความจริงของธรรมชาติ ตามที่มันเป็นจริงอย่างไร ไม่ใช่ว่าเราเองด้วยอำนาจของกิเลส มันต้องมีปัญญาพอสมควรแล้ว รู้จักประพฤติกระทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี่เป็นรายละเอียดที่ต้องศึกษากันอีกนัยหนึ่ง
แต่ถ้าจะสรุปสั้นๆ แล้วก็คือ ถูกต้องทางกายทางวาจาเรียกว่า ศีล ถูกต้องทางจิตเรียกว่า สมาธิ ถูกต้องทางความคิดนึก ความรู้สึก ความเชื่อเรียกว่า ถูกต้องทางปัญญา แม้จะอยู่ที่บ้านก็ต้องรู้เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางจิตหรือทางปัญญาพอสมควรแล้ว สร้างแผ่นดินทองก็ไม่สำเร็จ อย่าว่าแต่สร้างแผ่นดินธรรมจะต้องรู้เรื่องความถูกต้อง ความถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่เป็นเรื่องของร่ายกายและวาจา วาจานี้มันเป็นส่วนของร่างกาย ปากนี่มันอยู่กับร่างกายจึงจัดเป็นฝ่ายกาย
แต่จะแยกออกมาว่าเป็นฝ่ายวาจาด้วยก็ได้ มีการกระทำทางกายถูกต้อง ทางวาจาถูกต้อง เรียกว่า ศีล รู้เรื่องธรรมชาติชนิดที่เที่ยงแท้ไม่ลำเอียง เราจะฝืนกฎธรรมชาติไม่ได้ มีแต่จะต้องทำให้คล้อยตามธรรมชาติ เรื่องศีลนี้ก็อย่าได้เข้าใจว่า ผู้ใดผู้หนึ่งปฏิบัติขึ้นมาเอง บัญญัติขึ้นมา ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาตามความพอใจของตน ผู้ที่จะบัญญัติศีลข้อใดข้อหนึ่งแม้เป็นครั้งแรกที่สุดก็มองเห็นความจริงของธรรมชาติ ปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นแก่หมู่มนุษย์นั่นแหละมันทำให้เกิดเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายหรือศีลธรรมอะไรขึ้นมา
ศีลข้อที่ว่าไม่ประทุจร้ายชีวิตและร่ายกายของผู้อื่นมาเป็นข้อแรกเห็นไหม ศีล 5 ศีลข้อแรกไม่ประทุจร้ายชีวิตและร่างกายของผู้อื่นนี่มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาและก่อปัญหาใดๆ หมด เมื่อมนุษย์ได้เกิดขึ้นมาในโลกแล้ว มันก็มีการทำร้ายผู้อื่นเป็นปัญหาข้อแรก แล้วต่อมาก็มีศีลข้อที่สอง จะไม่ประทุจร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ทีนี้ต่อมาก็จะไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น นี่ศีลปานา อทินนา กาเม พ่อแม่ทั้งหลายช่วยเข้าใจความหมายให้ดีๆ สอนลูกเด็กๆ ให้มีความเข้าใจครบถ้วน อย่าเพียงว่าไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เราต้องให้ความหมายกว้างไกลไปถึงว่าไม่ประทุจร้ายโดยวิธีใดๆ
ศีลข้อที่หนึ่ง ไม่ประทุจร้ายชีวิตร่างกายของผู้ใดโดยวิธีใดๆ นี่หมดเลยไม่มีข้อแก่ตัว
ศีลข้อที่สอง ไม่ประทุจร้ายทรัพย์สมบัติของผู้ใดโดยวิธีใด โดยวิธีใดก็ตามเรื่องฉ้อฉนตะบัดอะไรชนิดที่ว่าถ้าจะยาก มันเป็นการประทุจร้ายทรัพย์สมบัติ สิทธิในทรัพย์สมบัติของผู้อื่นทั้งนั้น
ข้อที่สามนี้ว่า ไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น
ข้อนี้อธิบายกันผิดๆ หนังสือสอนเด็กบางเล่มเขียนผิดจนเด็กๆ ไม่ต้องถือศีลกาเมว่าศีลข้อกาเมนี้เด็กๆ ไม่ต้องมี ไม่ต้องถือนั่นมันเข้าใจผิด ตัวศีลแท้ๆ ว่าไม่ประทุจร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น กาเมสุ แปลว่า ของรักของใคร่ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องชู้สาว เรื่องเพศ เด็กๆ ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ แต่เขาก็มีความรัก ไอ้ของที่เขารัก เช่น ตุ๊กตา เป็นต้น
หรือของใช้ไม้สอยอะไรที่เขารัก ในฐานะเป็นของรัก เด็กคือ ไม่ควรจะไปทำให้เขาเจ็บใจ โดยไปย่ำยีของที่เขารัก เด็กทารกก็ต้องถือศีลข้อนี้ นี่พ่อแม่ช่วยอธิบายให้ลูกเข้าใจว่ามันต้องถือศีลข้อกาเมด้วยเหมือนกัน อย่าไปแตะต้องประทุจร้ายของที่เด็กอื่นเขารักให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ข้อนี้มันไม่ใช่ฆ่า ไม่ใช่ขโมย แต่มันเป็นการทำให้เจ็บใจเพราะของรักของเขาถูกละเมิด
นี่มันเป็นปัญหาที่ค่อยๆ มีมากขึ้นๆ และศีลข้อถัดไปก็อย่าประทุจร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นในการโกหกเป็นพยานเท็จ ในบาลีมุ่งพยานเท็จ นี่คือประทุจร้ายความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรม มีความเป็นธรรม อย่าได้ไปประพฤติประทุจร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่นแม้โดยวาจา ศีลข้อห้าข้อสุดท้าย อย่าได้ประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง ทุกคนเกิดมาตามธรรมชาตินั้นก็มีความรู้สึกคิดนึก มีสติสัมปรดีเพียงพอที่จะทำอะไรได้ถูกต้องในระดับนี้ แต่ถ้าว่าประทุจร้ายสติสัมปรดีของตนเอง เช่น ดื่มน้ำเมา เป็นต้น ดื่มของเมา เป็นต้น สติสัมปรดีก็เสียไปหมด เมื่อสติสัมปรดีเสียไปหมดแล้วก็มีแต่จะทำอะไรเสียไปหมด อย่าได้ประทุจร้าย หากสติสัมปรดีของตนจงเว้นเสียสิ่งที่มีผลชนิดนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม