 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32696" type="text/javascript"></script> |
|
แผ่นดินธรรม - แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งศาสนา
ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมและสนใจในแผ่นดินทอง แผ่นดินธรรมด้วยทั้งหลาย อาตมาจะได้บรรยายธรรมะในหัวข้อว่า เรื่อง แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ได้สังเกตดูได้พิจารณาดูทบทวนดู รู้สึกว่าหลักเกณฑ์อันนี้ถูกต้องตามหลักแห่งพระพุทธ
post ครั้งแรก: Wed 19 September 2007, 6:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 24 September 2007, 11:00 am
|
หน้าที่ 6 - นิพพาน ตามธรรมชาติ
นี่มีเหตุอันนี้ทำให้ยกมือไหว้ตัวเองได้ เย็นใจอย่างนี้ก็ได้ในคำว่า ตทังคนิพพาน สงเคราะห์ได้ในคำว่า ตทังคนิพพาน คือ เย็นด้วยเหตุอันนั้น เย็นด้วยเรื่องนั้นๆ ที่เกิดขึ้นยกมือไหว้ตัวเองได้ ชื่นใจตัวเองนั้นจะไม่เรียกว่าเย็น เพราะว่าไฟร้อนคือ กิเลสมันไม่มี มันมีแต่ความถูกต้องของธรรมะ แล้วก็เรียกว่า สามายิกนิพพาน สามายะยิกะแปลว่า ชั่วคราวเป็นนิพพานชั่วสมัย คือว่าพอใจตัวเองได้เมื่อไรก็เป็นความเย็น นิพพานคือเย็นใจครั้งหนึ่งครั้งหนึ่ง เรามีความเย็นชนิดนี้อยู่เป็นหลัก ก็เรียกว่า ทำความพอใจแก่ตนเองได้ด้วยการประพฤติกระทำของตน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะนั้นเปรียบเหมือนไฟเป็นของร้อน
เมื่อไรไฟไม่มีก็คือเย็น เรียกว่า นิพพาน ตามธรรมชาติ ทุกคนนี่ใครบ้างที่เห็นว่า กิเลสเกิดอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก กิเลสนี้เกิดเป็นคราวๆ ไอ้ที่ว่างจากกิเลสสิจะมีระยะยาวกว่า ใครเกิดกิเลสอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงตายแล้วเป็นบ้าแล้ว ไม่ได้มานั่งกันอยู่อย่างนี้
กิเลสไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลานาทีอย่างนี้ มันมีเวลาที่มันระงับไป คือ ยังไม่เกิด เวลานั้นแหละคือ เวลาที่เย็น เย็นตรงกับคำว่านิพพาน นิพพานแปลว่าเย็น คนที่ไม่รู้จักนิพพานก็กลัวนิพพาน เขาสอนกันมาผิดๆ ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ว่างเว้องไปหมด ก็กลัวนิพพาน ที่จริงนิพพานเป็น Prositip เป็นสิ่งที่มีได้เอาได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ถ้าว่าเราไม่มีระยะที่ว่างจากกิเลสเสียเลยร้อนไปด้วยกิเลสเราก็ตายหมดแล้ว หรือเป็นบ้าหมดแล้ว ระยะที่มันว่างจากกิเลสมันมีอยู่พอให้เราเป็นสุขรอดชีวิตอยู่ได้ ควรจะขอบพระคุณของพระนิพพานที่มีมาเป็นระยะๆ น้อยๆ ตัวอย่างนี่ช่วยให้ชีวิตรอดอยู่ได้
มิฉะนั้นเป็นบ้าหมดแล้ว ตายหมดแล้ว คำว่านิพพานแปลว่าเย็น ไม่ค่อยเอามาพูด ไม่ค่อยเอามาสอนกัน พูดกันอย่างย่อๆ พูดกันอย่างลวกๆ ว่า ไม่รู้อยู่ที่ไหน แล้วก็ไป แล้วก็ไม่มีเรื่องมีราวอะไร คำว่าเย็นนี่ภาษาบาลี คือ คำว่านิพพานนั้นเอง เย็นนี้เย็นได้ทั้งทางวัตถุเย็นก็เรียกว่านิพพานของวัตถุ สัตว์เดรัจฉานเย็นก็เรียกว่า นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์เย็นก็เรียกว่านิพพานของมนุษย์ สอนบาลีนิดหน่อยเผื่อว่าบางคนไม่เชื่อ
ช่างทองเขาหลอมทองลุกโชนขาว แล้วเขาก็เอาน้ำรด ทองก็เปลี่ยนเป็นสีดำ กิริยานี้เรียกว่า นิพาไปยะ สุวรรณนัง นิพาไปยะ อย่างทองนั้นให้ไปนิพพาน ทองนี้ยังไปนิพพานได้ แล้วคนโง่ก็โง่ โง่ถึงขนาดไหน วัตถุมันยังนิพพานได้ ถ่านไฟแดงๆ พอคีมคีบจากเตามันก็เย็นดำลงเรียกว่า นิพพาน หรือว่าอาหารที่ปรุงอยู่ในครัวกำลังร้อนอยู่กินไม่ได้ต้องรอก่อน อาหารอย่างเช่น ข้าวต้มเย็นแล้ว กินได้แล้ว เด็กก็ร้องตะโกนมาจากในครัวว่าข้าวต้มนิพพานแล้ว มาๆๆ กิน ใช้คำว่านิพพานแม้กระทั่งวัตถุขนาดนี้หมายความว่าเย็น ที่มีเรื่องสัตว์เดรัจฉานที่นำมาจากป่า ฝึกอย่างนั้น ฝึกอย่างนี้จนหมดความเป็นป่า สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นหมดความเป็นป่า หมดอันตรายโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้นิพพาน
คำบาลีใช้คำว่านิพพานด้วยเหมือนกัน แล้วเป็นคนทั้งทียังนิพพานไม่ได้ สัตว์ป่ามันยังนิพพานได้ ทีนี้ก็ว่าคนเราร้อนอยู่ด้วยกิเลส ไฟกิเลส กิเลสไม่เกิดมันก็เย็น ถ้ากิเลสมันเกิดมันก็ร้อน เราอยากจะมีชีวิตเย็น เย็นอกเย็นใจ คำนี้ใช้แก่ความเย็นอกเย็นใจคำภาษาชาวบ้าน เมื่อไรใครพูดว่าต้องการความเย็นอกเย็นใจ
ถ้าพูดเป็นบาลีก็คือ เขาต้องการนิพพาน เมื่อวันประกวดนางงามให้พระสิทธัตถะเลือก เมื่อพระสิทธัตถะเดินผ่านเจ้าหญิงโคตมคนหนึ่ง หญิงสาวโคตมคนนั้นก็พูดขึ้นว่า บุรุษนี้เป็นลูกของใคร แม่ของเขาจะนิพพาน หมายถึงพระสิทธัตถะที่เดินมา บุรุษนี้เป็นลูกของใคร พ่อของเขาจะนิพพาน บุรุษนี้เป็นสามีของหญิงใด หญิงนั้นจะนิพพาน
ใช้คำว่านิพพุโต นิพพุโต นิพพุโต นิพพุตา โนนะสานาตาใช้คำว่านิพพาน นี่มันหมายความว่าไอ้คำว่านิพพานมันหมายความถึงเย็น เย็นอกเย็นใจ เย็นแท้จริง อย่ากลัวนิพพาน นิพพานช่วยเราอยู่ทุกเวลานาที ไม่ให้เป็นโรคประสาท ไม่ให้นอนไม่หลับ ไอ้คนที่มันนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาทจนเป็นบ้าเพราะมันไม่รู้จักนิพพานกันเสียเลย เดี๋ยวนี้ก็เป็นกันเสียมากแล้วนะนอนไม่หลับ มันน่าละอายแมว ไอ้แมวมันนอนหลับไม่ต้องกินยานอนหลับ
แต่คนนี่ต้องกินยานอนหลับ วันก่อนได้ยินโฆษณาทางวิทยุว่าปีหนึ่งต้องกินหกร้อยล้านตัน ยานอนหลับที่ใช้อยู่ในโลก หกร้อยล้านตันเฉพาะยาซันฟิไรเฟอร์ที่ช่วยให้นอนหลับ นี่คนอย่างนี้แล้วแมวก็ไม่ต้องกินเลย สุนัขไม่ต้องกินเลย มันก็นอนหลับ เพราะมันมีนิพพานตามธรรมชาติ มันรู้จักจัดรู้จักทำให้มีนิพพานตามธรรมชาติ ในแผ่นดินธรรมต้องเต็มไปด้วยคนนอนหลับ ต้องเต็มไปด้วยคนที่นอนหลับนะ ยานอนไม่หลับให้ละอายแมว
แล้วมันก็เป็นเรื่องของนิพพานชัดๆ อยู่เลย เรียกว่า นิพพานของสังคมก็แล้วกัน นิพพานของสังคม นิพพานเพื่อสังคม คือความเย็นอกเย็นใจของประชาชนที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมไม่ร้อนอกไม่ร้อนใจ สมัยโบราณเสียอีกเมื่อยังเพิ่งมาจากคนป่า ไม่มีเรื่องร้อนอกไม่ร้อนใจเหมือนคนในสมัยนี้ เพราะว่าสมัยนี้มันติดเหยื่อสำหรับยั่วกิเลสมาเกินไปจนคนไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งที่ขายแพงคนก็อุตส่าห์หาเงินมาซื้อ เพื่อเหยื่อสำหรับกิเลส มายั่วกิเลสให้ลุกเป็นไฟอยู่ทั้งวันทั้งคืน
คนสมัยนี้จึงเป็นโรคนอนไม่หลับ เป็นโรคประสาท เป็นโรคบ้า เป็นโรคจิตกันมากมาย ไม่เหมือนกับรุ่นปู่ย่าตายายท่านนอนหลับสนิท นอนง่าย นี่แหละเรื่องทางจิตใจในโลกแผ่นดินธรรม คนต้องหลับสนิท เรื่องนอนหลับหรือพักผ่อนต้องเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างสมบูรณ์ ถ้านอนไม่หลับก็ต้องนึกละอายแมวอย่าว่าอะไรเลย ถ้านอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่ก็นึกละอายแมวบางทีมันได้ช่วยให้นอนหลับ เพราะว่าแมวมันไม่ต้องกินยานอนหลับ มันก็หลับ สัตว์เดรัจฉานทั่วไปมันไม่รู้จักกินยานอนหลับเพราะมันไม่มีจะกิน
แต่มันก็นอนหลับเต็มตามที่ร่างกายมันต้องการ ส่วนคนไปหาเหยื่อมากวน มาล่อกิเลสจนหาเวลาหลับยาก แม้หลับก็สะดุ้ง แม้หลับก็ไม่สนิท เพราะว่ามันมีความรู้สึกผูกพันกันอยู่กับเหยื่อของกิเลส กิเลสทำงานอยู่ใต้สำนึกเรื่อยไป แม้นอนอยู่ทั้งคืนไอ้ความหลับแท้จริงมันก็ไม่มี นี่มันไม่ไหวแล้วเป็นความเสื่อมเสียทางด้านจิตใจ เป็นความเสียหายของโลกในทางวิญญาณ เมื่อทางวิญญาณมันไม่หลับ ทางกายมันก็ไม่หลับ การที่ทำจิตให้หยุดให้หลับในทางวิญญาณ เช่น ทำสมาธิ รู้จักทำสมาธิให้มีความหยุดพักผ่อนทางจิต ในร่างกายก็พลอยได้รับการพักผ่อนไปด้วย ทำสมาธิได้สักชั่วโมงหนึ่งก็เหมือนกับหลับทางร่างกายได้ตั้งหลายๆ ชั่วโมง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม