 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32725" type="text/javascript"></script> |
|
รอยของพระธรรม
อนิจจิตนักศึกษาและครูบาอาจารย์ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ก่อนอื่นทั้งหมดขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ คือว่ามันเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ในการมานี้เป็นประโยชน์กันทุกฝ่ายผู้มาก็ได้รับประโยชน์เป็นความรู้ เป็นต้น วัดก็ได้รับประ
post ครั้งแรก: Fri 21 September 2007, 3:45 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 14 December 2007, 10:37 am
|
หน้าที่ 1 - สันติสุข
โลกนี้ก็มีสันติสุขทีนี้ยังจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาเอง คือพระศาสนาไม่สาบสูญไปเสีย ยังมีชีวิตอยู่ นี่แหละประโยชน์ที่พึงจะได้ ที่อยู่อย่างนี้ก็นับว่ามากหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายทำให้สำเร็จประโยชน์ เรามานั่งกันกลางดินนี่ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องกำหนดไว้ในใจ ข้อแรกก็ว่า ธรรมะนี่เกิดกลางดิน เพราะพระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน ท่านตรัสรู้กลางดิน ท่านสอนกลางดิน ท่านอยู่กลางดิน ท่านนิพพานคือตายก็กลางดิน นั่นมันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ท่านสอนกลางดินโดยส่วนใหญ่พระไตรปิฎก นั้นเป็นสูตรที่กลับกันมันนั่งกันกลางดิน เพราะว่าธรรมะศาลาก็กลางดิน ก็จัดได้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าที่ไหน แผ่นดินจึงเป็นที่เกิดของธรรมะ เรามานั่งกันกลางดินก็ควรจะพอใจเป็นพิเศษกว่าการนั่งเรียนศึกษากันบนตึกราคาแพง อย่างที่มหาวิทยาลัย เป็นต้น
เมื่อนั่งกลางดินมีจิตใจอย่างไรขอให้กำหนดไว้ให้ดีๆ ถ้าไปนั่งบนตึกเรียนมีจิตใจอย่างไรก็จะได้กำหนดเพื่อเปรียบเทียบกันดูและจิตใจชนิดไหนที่เหมาะจะศึกษาและปฏิบัติธรรมะข้อนี้ก็จะรู้ได้เอง การมีจิตใจต่ำ การมีความเป็นอยู่ต่ำ จิตใจมันก็ใฝ่สูง ถ้าจิตใจมันอยู่สูง จิตใจมันก็ไปต่ำ นี่ควรจะกำหนดข้อนี้ไว้ด้วย จะได้พยายามเป็นอยู่อย่างต่ำ อย่างง่าย อย่างถูกที่สุด ถ้าเป็นอย่างพระสาวกแล้วก็เป็นอยู่อย่างไม่ต้องใช้เงินเลย อย่างนี้เป็นต้น นั่นขอให้ตั้งสังเกต ตั้งแต่เรื่องเหล่านี้เป็นต้นไป ทีนี้เรื่องที่จะพูดกันวันนี้ เท่าที่ได้รับทราบมาเป็นความประสงค์จะให้พูดเรื่อง แนวการปฏิบัติเพื่อความเป็นอยู่ของพุทธบริษัท สำหรับจะได้ดำเนินตาม
อาตมาก็จะขอตั้งชื่อเสียใหม่ สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ ว่าจะบรรยายเรื่อง รอยของพระธรรม ร่องรอยของพระธรรม ขอให้พยายามทำใจกำหนด ฟังให้ดีๆ เพราะว่ามันเป็นการลำบากอยู่ ในการที่จะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และมีผู้ฟังชนิดที่แตกต่างกันมาก ระดับหนึ่งเป็นศิษย์ ระดับหนึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ก็มี มันก็เป็นการยากที่จะพูดประโยคเดียวคำเดียวให้เหมาะสมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นจะต้องคอยกำหนดเอาเอง กำหนดเอาใจความเป็นสำคัญ สำนวนที่พูด คำที่พูดนั้นก็ไม่สำคัญอะไรนัก มันสำคัญอยู่ที่เนื้อหาของเรื่องที่พูด ขอให้กำหนดให้ได้ตามภูมิแห่งสติปัญญาของตนของตน
ที่ว่าจะพูดเรื่องรอยของพระธรรมนั้น หมายความว่า รอยนี้หรือพระธรรมนี้เป็นสิ่งที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้ว ได้ดำเนินไปแล้ว รอยแห่งการดำเนินไปแล้วนั้น มีอยู่สำหรับพวกเราจะต้องเดินตามแม้ว่าจะต้องลำบากบ้าง ถึงขนาดที่เรียกว่า แกะรอย ก็ยังเป็นการสมควรอยู่นั่นเองที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสในทำนองอย่างนี้ ตัวทางเดินเก่า ท่านเรียกว่าทางเดินเก่า ทางที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเคยได้เดินไปแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลายได้เคยเดินไปแล้ว พระอริยสงฆ์ได้เคยเดินไปแล้ว ทางเดินเก่า ไม่มีร่องรอยพอที่จะกำหนดได้ ไม่เหลือวิสัย ท่านตรัสไว้อย่างไร
เราก็ควรจะกำหนดให้เป็นเหมือนกัน เดินตาม เดินตามไปไหน จุดหมายปลายทางของพรหมจรรย์ ของศาสนาหรือของการปฏิบัตินี้ก็คือความดับทุกข์สิ้นเชิงนี่จุดหมายอยู่ที่นั่น และที่สำคัญที่สุดก็คือ พระพุทธองค์ได้ตรัสยืนยันว่า แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี พูดแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ เราอย่าเอาอะไรให้มันมากไปกว่านั้น มันยุ่งเปล่าๆ มันเสียเวลาเปล่าๆ เรื่องที่แตกตื่น ฮือฮากันไปตะเลิดเปิดเปิงไปอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเรื่องวิจิตรพิสดาร แปลกประหลาดก็มีมาก ถ้ามันไม่ได้ดับทุกข์ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ให้เรา ท่านตรัสว่า กล่าวแต่เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์ ทำไมต้องพูดถึงเรื่องความทุกข์ล่ะ ก่อนมันต้องดูกันเสียว่ามีความทุกข์กันเสียก่อน
ถ้าไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีปัญหาอะไร คนเรานี่อย่าอวดดีไป ถ้าไม่มีความทุกข์และไม่มีปัญหาอะไรขอให้ดูกันให้ดีๆ มันจะต้องมีปัญหาคือตัวความทุกข์ และพยายามที่จะดับความทุกข์นั้นเสีย
คนบางคนอาจจะเขลาไป รู้สึกว่าไม่มีความทุกข์อะไร พอใจทุกอย่าง หรือว่าเกิดความทุกข์ขึ้นมาบ้างก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนี้ก็มี คนบางคนยังมีแปลกไปกว่านั้นอีก คือเขาพูดว่าถ้าเป็นคนธรรมดา ปกติธรรมดาก็ต้องมีความทุกข์สิ ถ้าไม่มีความทุกข์เลย ก็เป็นคนผิดปกติ ผิดปกติในความหมายที่มันน่ารังเกียจ เป็น Abnomal มันเป็นคนผิดปกติ คนบ้าคนบอไปอย่างนั้น ถ้าไม่มีความทุกข์เลยพวกนั้นก็เห็นว่าเป็นคนผิดปกติเราไม่เอา เราจะเอาแต่ปกติคือมีทุกข์บ้างสุขบ้างคละเคล้ากันไปอย่างนี้ก็มีอยู่ เป็นอันว่าไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องอย่างนี้ เรายังมีปัญหาที่เป็นเครื่องบีบคั้นจิตใจ ทรมานจิตใจ รบกวนจิตใจ แม้ที่สุดแต่ว่าทำจิตให้หม่นหมองก็เรียกว่าความทุกข์ แม้ที่สุดก็แปลว่ารำคาญ ในตัวชีวิตนี้เองมันช่างไม่ได้อย่างใจเลยเสียทุกอย่าง ในความรำคาญแก่ชีวิตนั้นก็ต้องเรียกว่าความทุกข์ด้วยเหมือนกัน มันต้องไม่มี ถ้าไม่มีจะดีไหมหรือจะเหมือนกับคนนั้นว่าเป็นมนุษย์ต้องมีความทุกข์
เรื่องนี้ตามหลักของพระพุทธศาสนาถือว่าเราจะต้องพยายามให้ถึงที่สุดซึ่งแห่งความทุกข์ มีความสิ้นสุดลงแห่งความทุกข์ ก็มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ขึ้นมา เพราะมีความทุกข์นั่นแหละ ความเป็นมนุษย์ของเราจึงไม่เต็ม ถ้ามีความทุกข์มากเท่าใดก็เรียกว่าความเป็นมนุษย์มันพร่องมากเท่านั้น ความเป็นทุกข์น้อยลงไปเท่าใดความเป็นมนุษย์ก็มีมากเท่านั้น ความเป็นมนุษย์เต็มขึ้น เต็มขึ้น ความทุกข์ลดลงไป ลดลงไป พอดับทุกข์ได้สิ้นเชิงความเป็นมนุษย์ก็ถึงที่สุด นี่ฝรั่งเขารู้มาอย่างไรก็ไม่รู้ เขาแปลคำว่าพระอรหันต์นี่เป็นที่ถูกใจมาก ที่เขาแปลว่า The man Perfectted คือพระอรหันต์นี่แหละเป็นคนที่เต็ม มนุษย์ที่เต็มเป็นพระอรหันต์ พูดอย่างไม่เกี่ยวกับศาสนา ก็พูดตามความรู้ทั่วไป ตามหลักทั่วไป ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ได้ ว่าเป็นพระอรหันต์นั่นก็คือมนุษย์จิตเต็ม ไอ้คำนี้เป็นคำที่น่าสนใจ เป็นคำเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธศาสนาโน่น ก่อนมีพุทธศาสนาก็มีคำว่าอรหันต์ อรหันต์นี่ใช้กันอยู่แล้วแหละที่เขาหมายถึงมนุษย์ที่ดีที่สุดที่ประเสริฐที่สุด
แต่มันก็ยังไม่ประเสริฐจริง มันประเสริฐเท่าที่เขารู้ เขาคิดได้ เราก็ยกให้เป็นพระอรหันต์ไป พระพุทธเจ้าไม่ทรงพอพระทัยในความเป็นอรหันต์เพียงเท่านั้น ท่านก็ตรัสเรื่องความดับทุกข์อย่างมากขึ้นไป ขึ้นไปจนดับทุกข์สิ้นเชิงเขาเรียกว่าพระอรหันต์ นี่เรียกว่ามนุษย์ที่ถึงที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์ เราจะเอาหรือไม่เอาก็ลองคิดดู ไม่เอาทั้งหมด เอาสักครึ่งหนึ่งก็ยังดีถมไป ให้ดับทุกข์ได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดีถมไป เอาล่ะเป็นว่าเราต้องการกันแล้วเดี๋ยวนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม