คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32725" type="text/javascript"></script>
รอยของพระธรรม
อนิจจิตนักศึกษาและครูบาอาจารย์ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ก่อนอื่นทั้งหมดขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ คือว่ามันเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ในการมานี้เป็นประโยชน์กันทุกฝ่ายผู้มาก็ได้รับประโยชน์เป็นความรู้ เป็นต้น วัดก็ได้รับประ
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 34,240 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 21 September 2007, 3:45 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 14 December 2007, 10:37 am

หน้าที่ 2 - รอยของพระธรรม
บางคนไม่เอา บางคนเอาน้อย บางคนเอามากเกินไป บางคนจะเอาอะไรมันมากเกินไปชีวิตนี้ อย่างนี้ก็มีอยู่ จะต้องเป็นที่แน่นอนว่าเราจะเอาอะไรกันบ้าง สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้

ถ้าให้เลือกเอาตามชอบใจดูจะไม่สิ้นสุด ถ้าท่านเอาสิ่งที่ตรงกันข้ามตะเลิดเปิดเปิงก็ไม่ควรเอา เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้เราทุกคนมองดูตัวเอง มองดูผู้อื่น มองดูเพื่อนมนุษย์ทั้งโลกว่าเขาต้องการอะไร คือเขาต้องการมากเกินไปกว่าความดับทุกข์จนเรียกได้ว่าต้องการจนเป็นบ้า ต้องการเรื่องสวยงาม เรื่องอะเหร็ดอร่อย เรื่องสนุกสนาน เรื่องอำนาจวาสนาเรื่องอะไรสารพัดอย่างกระทั่งต้องการสวรรค์มากกว่าต้องการความดับทุกข์ ความดับทุกข์ไม่ค่อยมีความหมายสำหรับคนจำพวกนี้ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าสวรรค์ตามความคิดของเขามีความหมายมาก


54037




ดังนั้นเขาจึงตะเลิดเปิดเปิงในความต้องการ เรื่องความดับทุกข์ไม่สนใจ สนใจที่จะมีรถยนต์ราคาแสน ราคาล้าน ต้องการบ้านราคาหลายสิบล้าน ต้องการอะไรอย่างนั้น จนไม่มีที่สิ้นสุด เห็นเป็นเรื่องดีกว่าความดับทุกข์ หรือคิดว่าถ้าถึงนั้นแล้วมันจำไม่มีความทุกข์ นี่มันเป็นเรื่องที่คิดผิดทั้งสองอย่าง มันอยู่ที่จิตใจวางไว้ถูกหรือวางไว้ผิด มันจะเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์อยู่ที่จิตใจวางไว้ถูกหรือวางไว้ผิด ให้มันร่ำรวยมีรถยนต์ราคาล้านๆ มีรถหลายคัน มีบ้านราคาหลายสิบล้าน ตั้งหลายหลัง บ้านมีอะไรเต็มไปหมดตามอัตรานั้น และมันตั้งใจผิดก็เท่านั้นแหละมันก็ตกนรก หรือถ้าไม่มีอะไรเลยก็ได้

แต่ถ้าตั้งใจไว้ถูกมันก็จะไม่มีความทุกข์เลยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันคนละเรื่องกันถ้าจะพูดถึงความดับทุกข์ ความดับทุกข์ก็ขอให้เป็นเรื่องของความดับทุกข์และให้มันถูกต้อง นี่เรามาคำนวณใคร่ครวญกันดูให้ดี ถ้าอย่างไรเราต้องการกันอย่างพอเหมาะพอดี เรียกว่าต้องการชีวิตชนิดที่ว่าไม่มีความทุกข์เลย และก็มีการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายเพียงเท่านี้เอาไหม ตกลงไหม เรามีชีวิตชนิดที่ว่าไม่เป็นทุกข์เลย ก็หมายความว่ามันเย็น ไม่ร้อน ไม่เป็นทุกข์ แล้วก็อิ่มคือไม่ต้องตาย ความพอใจมาแต่ความอิ่ม เมื่ออิ่มมันก็ไม่มีความทุกข์


ถ้ามันอยาก มันหิว มันก็มีความทุกข์ เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักว่าควรอยากอะไร ไม่ควรอยากอะไร จะอิ่มอะไรก็ไม่รู้ไปเสียทั้งนั้น เอาความหิวมาเป็นความอิ่มมากลับกันเสียได้ เป็นความสุขชนิดหัวมังกุดท้ายมังกร เอาเรื่องความบ้าหลังในเรื่องของวัตถุ ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟื้อว่าเป็นความสุขอย่างนี้ก็มี ความอิ่มคำนี้สำคัญมาก บาลีเรียกว่าจุดฐิ จุดฐิ ที่มาเป็นคำว่าสันโดษ ยินดีพอใจ จุดฐิแปลว่าความอิ่ม ไม่มีใครจะเป็นคนอิ่มนอกจากพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่มีความต้องการ ไม่มีกิเลส ไม่มีเหตุให้ต้องการ ไม่มีอวิชชาสำหรับไปคิดว่าต้องการอะไร ท่านก็ไม่มีความหิว ในบาลีกล่าวไว้แปลกมากคือ ในบางสูตรกล่าวเรื่องการหมดจดสิ้นสุดของกิเลสอย่างนั้น อย่างนั้น และก็มีประโยคนึงว่าความอิ่มของท่านถึงที่สุดนี่ มีว่าอย่างนี้ ความอิ่มของท่านถึงที่สุด

ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ยังมีหิวอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยตรงโดยอ้อม รับโดยเปิดเผยเองก็ตามใจ อิ่มยังไม่สมบูรณ์ นี่คำว่าสันโดษ สันโดษนี่ของพระอรหันต์เท่านั้นแหละที่จะสมบูรณ์ ของคนทั่วๆไปมันก็สันโดษแกล้งๆกันไปทั้งนั้น ที่ว่าสันโดษเพราะมันหาไม่ได้ คือมันไม่รู้จักทำจิตใจให้พอใจ ให้หยุดมันก็สันโดษไม่ได้ ในความอิ่มเป็นชื่อเดียวกับความสิ้นสุดความทุกข์ ดับสิ้นสุดแห่งความทุกข์ก็เป็นความอิ่ม เรียกสมมุติอีกอย่างนึงก็ว่าเป็นความสุข

เรื่องความสุขนี้รู้จักกันไว้ให้ดีๆ มันมีอยู่ 2 ชนิด ซึ่งมันหลอกลวงได้มาก ความสุขชนิดหนึ่งเกิดมาจากกิเลสได้เหยื่อ มีเหยื่อให้กิเลสกิน กิเลสก็พอใจก็เป็นความสุขนี่ ความสุขชนิดนี้เกิดมาจากการที่กิเลสได้เหยื่อตามที่มันต้องการ ทีนี้ความสุขอีกชนิดหนึ่งเกิดมาจากการที่ไม่มีกิเลสหรือกิเลสไม่ต้องได้เหยื่อ ไม่ต้องได้เหยื่อ กิเลสถูกทำให้หมดไป ให้ลดไป ให้หายไป หรือจะพูดใกล้เคียงกันว่าเมื่อกิเลสไม่ต้องการกินเหยื่อ เมื่อกิเลสไม่หิว ไม่มีกิเลสจะหิว ก็มีความสุข ความสุขอย่างที่หนึ่ง


เมื่อกิเลสได้กินเหยื่อ ความสุขอย่างที่สองก็เมื่อไม่มีเหยื่อให้กิเลสกิน จิตไม่มีกิเลส จิตก็สงบระงับก็เป็นสุขมาทางนี้ ทางที่ไม่ต้องมีกิเลสสำหรับกินเหยื่อ มีทางหนึ่งที่กิเลสต้องได้เหยื่อ ทางที่กิเลสต้องการ รู้สึกเป็นสุข นั่นก็คือคนทั่วไปหรือปุถุชน ต้องการเหยื่อแห่งราคา แห่งโทสะ โมหะ อย่างที่รู้จักกันดีแล้ว อะไรเป็นความสนุกสนานอะเหร็ดอร่อย ทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง เป็นความเพลิดเพลินอันหลอกลวง ก็เรื่องที่กิเลสได้เหยื่อก็จะเห็นว่าเป็นความสุข เป็นเรื่องของปุถุชน ขอพูดลุกล้ำไปสักหน่อยว่า

ทุกคนในโลกมันจะเป็นไปอย่างนี้ อุตส่าห์เล่าเรียนอย่างนักเรียนนักศึกษา ก็จะได้ทำงานชนิดที่ได้เงินมากแล้วก็ไปซื้อหาสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น เรียนเมื่อได้เงินมาก เพื่อเอาเงินไปซื้อหาเหยื่อเลี้ยงกิเลส ก็ได้ความสุขชนิดที่กิเลสได้เหยื่อ เป็นความสุขสนุกสนานอะเหร็ดอร่อยไปตามแบบนั้นจะเป็นกันเสียทั้งโลก ทีนี้ควรจะรู้ในส่วนที่เป็นตรงกันข้ามบ้างว่า มันมีอีกอันหนึ่งที่ตรงกันข้ามคือไม่เกิดกิเลสและไม่ต้องการเหยื่อ เรื่องทั้งหมดมันมีแต่จิตยืนอยู่เป็นประธาน จิตเป็นกลางๆ ยืนอยู่เป็นประธาน ถ้าจิตปรุงแต่งเป็นกิเลส กิเลสครอบงำจิต กิเลสครอบครองชีวิตมันก็เป็นไปตามอำนาจของกิเลส เมื่อจิตไม่มีกิเลส มีแต่วิชชา ปัญญา โพธิเหล่านี้ไม่มีกิเลส วิชชาหรือปัญหาครอบงำชีวิต ชีวิตมันก็เป็นไปตามแบบของปัญญา หรือโพธิซึ่งตรงกันข้ามกับกิเลส

ฝ่ายหนึ่งเรียกว่ากิเลสมาจากความโง่ ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าไม่มีกิเลสมาจากโพธิคือความฉลาด ถ้าจิตเป็นกิเลสมันก็ต้องการเหยื่อของกิเลส ถ้าจิตมันเป็นโพธิมันก็ไม่ต้องการเหยื่อของกิเลส เกิดความเกียจชัง ขยักแขยง ไอ้เหยื่อของกิเลสมันก็ต้องการอย่างหนึ่ง เรารู้จักกันให้ดีว่ามันมีความเป็นไปหรือข้อเท็จจริงในชีวิตมันเป็นอย่างนี้


ถ้าจิตพึงเป็นกิเลสจิตมีกิเลสก็เป็นไปตามแบบของกิเลส จิตพึงเป็นโพธิ มีโพธิอยู่กับจิตมันก็เป็นไปตามแบบของโพธิ โพธิๆ คือปัญญา คือความรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ ถ้าเราจะศึกษาชนิดที่เป็นประโยชน์แม้จริงก็คือจิตศึกษาให้เกิดโพธิชนิดที่จะไม่เกิดกิเลส การศึกษาอย่างอื่น ร้อยอย่าง พันอย่างก็ตามใจว่ามันไม่สู้การศึกษาชนิดที่ทำให้เกิดโพธิได้ เดี๋ยวนี้ในโลกมันก็ศึกษาเพื่อพร้อมไปรับใช้กิเลสกันเสียมาก วิชาที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งหลายก็เพื่อไปรับใช้กิเลสกันเสียเป็นส่วนมาก ก็ใช้วิชานั้นผลิตสิ่งที่เป็นเหยื่อแก่กิเลสและก็เป็นอุปกรณ์ จึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยกิเลส มีความทุกข์ร้อนเราจะทำกันอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่จะต้องคิดดูให้ดีๆ

เอาล่ะทีนี้ก็จะพูดถึงรอยของพระธรรม ที่อยู่เป็นระบบ เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันเป็นระบบครบถ้วนสมบูรณ์ เรื่องของพระธรรม แต่ว่าใจความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่ากำจัดกิเลส กำจัดกิเลสอย่างเป็นระบบ การสอนธรรมะหรือการศึกษาธรรมะมันมีอยู่ 2 ชนิดคือ ว่าอย่างฉาบฉวยไม่มีระบบนี่ก็พวกหนึ่ง อย่างมีระบบครบถ้วนนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง พวกที่สั่งสอนอย่างฉาบฉวยไม่มีระบบก็คือ พูดไปตามความคิดนึก เชื่อขณะ คิดอะไรก็เป็นประโยคหนึ่งน่าฟังมันก็ยึดถือกันไป เป็นใหญ่ เป็นโต เป็นศักดิ์สิทธ์ เป็นขลัง เป็นอะไร แต่ไม่มีระบบ ตายด้าน ไม่ถึงกับดับทุกข์ได้ พูดอย่างมีระบบที่มันครบถ้วนในทุกแง่ทุกมุมจะมองเห็นได้ชัดเจนว่ามันจะไปสู่ความดับทุกข์ได้อย่างไร


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,258 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

รอยของพระธรรม [34,241]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,400]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,658]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,954]
Global Warming { English } [117,084]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.