คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32725" type="text/javascript"></script>
รอยของพระธรรม
อนิจจิตนักศึกษาและครูบาอาจารย์ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ก่อนอื่นทั้งหมดขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ คือว่ามันเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ในการมานี้เป็นประโยชน์กันทุกฝ่ายผู้มาก็ได้รับประโยชน์เป็นความรู้ เป็นต้น วัดก็ได้รับประ
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 34,233 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 21 September 2007, 3:45 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 14 December 2007, 10:37 am

หน้าที่ 3 - ชนะกิเลส
ดังนั้นขอให้ทุกคนศึกษาธรรมะอย่างมีระบบ แต่ก็ไม่ต้องเกินขอบเขต ต้องไม่เกิน ไม่ต้องมีส่วนเกิน เท่าที่เป็นระบบนี่มันก็ไม่เกิน ถ้าเกินก็ตัดออกให้ระบบมันสั้นเข้ามา ให้พอดีสำหรับที่จะดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน ทีนี้ที่เรียกว่ารอยของพระธรรมนี่ เป็นรอยของบุคคลที่ชนะกิเลสได้แล้ว ชนะกิเลสได้แล้ว มีรอยไว้อยู่ ทั้งอย่างที่เป็นหลักวิชชาก็มีเรียนกันอยู่ เป็นหลักปฏิบัติในการปฏิบัติกันอยู่ ส่วนผลของการปฏิบัตินั้นก็มีกันตามส่วน มีการปฏิบัติถูกต้องที่ไหนก็มีการบรรลุผลที่ดีที่สุดอยู่ที่นั่นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะเป็นอยู่โดยชอบแล้วโลกนี้ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ท่านอัตมาภาพภิกขุเหล่านี้จะเป็นอยู่โดยชอบแล้วโลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์



54038




คำว่าเป็นอยู่โดยชอบนั่นแหละก็ดี ถ้าเป็นบาลีก็ ธรรมาวิหาโร เป็นคำกิริยาว่า สัมมาวิหารยุง ถ้าอยู่กันโดยชอบแล้ว อสันโยโลโกวิหันเตหัตสะ โลกนี้ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ อย่างไรเรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบกำปั้นทุบดินก็เป็นอยู่อย่างไม่มีผิดพลาด ผิดพลาดเป็นเหตุให้กิเลสเกิดขึ้นหรือส่งเสริมกิเลส ถ้ามันไม่มีทางให้กิเลสเกิดแล้วกำจัดกิเลสก็เรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ โดยส่วนใหญ่ โดยหลักในระบบก็หมายถึงอริยมรรคมีองค์ 8 นี่แหละ เป็นอยู่อย่างอริยมรรคมีองค์ 8 ก็เรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ เป็นอยู่อย่างนั้นโดยที่สุด

แล้วโลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ เมื่ออริยมรรคมีองค์ 8 นี้เข้าใจว่านักเรียนนักศึกษาทั้งหลายคงจะได้ยินได้ฟังมาแล้ว บางคนคงจะท่องได้ จำได้ สวดได้ ถ้าใครยังไม่จำได้ จำไม่ได้ เรียนรู้ไว้เถิดเป็นสิ่งสูงสุดในฐานะเป็นศาสนาเป็นเนื้อเป็นตัวของศาสนา เป็นหัวใจด้วย เป็นทั้งตัวทั้งหัวใจของพุทธศาสนาแล้วแต่ว่าจะมองกันในแง่ไหน


ความถูกต้อง 8 ประการนั้นเรียกว่า เป็นอยู่โดยชอบ จะมีคำชนิดที่สั้นมาก ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของสติปฐานทั้ง 4 สติปฐานทั้ง 4 ได้ตรัสไว้อย่างยืดยาวเท่าไรก็ตามสวดกันหลายชั่วโมง และมีคำที่เป็นใจความสั้นๆ ประโยคสั้นๆ ว่า สัมปชาโน สติมา อวิรินัยโลเก วิชชาโทมะนัสสัง หรือบางทีก็อตโตสัมปชาโน อินัยโลเก อวิชชาโทมะนัสสัง ไม่จำก็ได้บาลียุ่งๆนี่ แต่ใจความเป็นภาษาไทยสั้นๆ ก็คือว่า มีสติสัมปชัญญะนำอวิชชาหรือโทมนัสในโลกออกเสียได้ ซ้ำที่สติสัมปชัญญะนำอวิชชาหรือโทมนัสในโลกออกเสียได้ ขอซ้ำอีกทีนึงสำหรับคนที่ไม่ได้จดมีสติสัมปชัญญะ นำอวิชชาหรือโทมนัสในโลกออกเสียได้

นี่คือเป็นรอยพระธรรมที่สั้นที่สุด ชัดเจนที่สุด เป็นรอยที่หลงไม่ได้ เป็นรอยที่เราจะเดินตามกันได้โดยไม่อยาก อยู่ในวิสัยที่เราจะปฏิบัติได้ทั้งวันทั้งคืนมีสติสัมปชัญญะ นำอวิชชาและโทมนัสในโลกออกไปได้ ปฏิบัติตัวอย่างนี้ จะไปถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง มารู้เรื่องอวิชชาและโทมนัสซึ่งมีอยู่ในโลก อวิชชาคือส่วนที่น่ารัก น่าพอใจ ทำอยากได้ มีมากอย่างไม่รู้กี่ร้อยกี่พันอย่าง โทมนัสคือสิ่งที่ขัดใจ ขัดแค้น โกรธเคือง ไม่เป็นสุข นี่เรียกว่าโทมนัสบาลีเรียกว่าอวิชชาหรือโทมนัส เราเรียกเป็นไทยๆ ว่าความยินดี ยินร้าย อวิชชาความยินดี โทมนัสความยินร้าย


มีอยู่ในโลกแล้วก็นำออกเสียได้ อวิชชาหรือโทมนัส โดยเป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ทำอยู่อย่างนี้เท่านั้นแหละนั่นคือการเดินตามรอยพระธรรม เดินตามรอยพระพุทธเจ้า เดินตามรอยพระอรหันต์ อยู่ในรอยของพระธรรมอย่างยิ่ง แต่มันก็มีเรื่องที่จะต้องศึกษาหรือคำอธิบาย เราอยู่ในโลกนี้ ถูกรบกวน ถูกกระชากลากถูก หรือว่าถูกตบหน้าได้ เซไปเซมาอยู่ด้วยเรื่อง 2 อย่างนี้ เรื่องด้วยของ 2 อย่างนี้ คือ อวิชชาและโทมนัส บางเรื่องมาทำให้ยินดี บางเรื่องมาทำให้ยินร้าย ที่ทำให้ยินดีนั้นไม่ใช่ความสงบมันก็เสียสมดุลเป็นบวก

ถ้ายินร้ายก็ทำให้เป็นทุกข์ทรมานเสียสมดุลเป็นลบ ถ้าเป็นพุทธศาสนาต้องอยู่ตรงกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตรงกลาง มันไม่บวก มันไม่ลบ เดี๋ยวนี้เราไม่มีสติสัมปชัญญะพอ คือบางทีเราจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป ตั้งแต่เกิดมาในโลกนี้ เราได้รับการสั่งสอนมาในเรื่องนี้ แต่แล้วเราก็ได้เพิ่มรากเหง้าหรือต้นตอของกิเลสเพิ่มขึ้นๆ โดยไม่รู้สึกตัว


อย่างนี้อาจจะแปลกสำหรับบางคน แต่ที่จริงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด พอเราเกิดมาจากท้องแม่ ซึ่งเมื่ออยู่ในท้องแม่หรือเมื่อเกิดมาใหม่ๆนั้น ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหาอะไร มันมีจิตใจที่เที่ยง แต่พอทารกนั้นรู้จักกินนม รู้จักกินอาหาร รู้จักอะไรต่างๆ มันก็เกิดในความรู้สึกใหม่ๆ อันแรกก็คือ พอใจอร่อยกินนมแม่ก็พอใจ ก็เกิดความคิดปรุงแต่งตามความพอใจ ในบางเวลาไม่ได้กิน

บางเวลาเขาไม่ให้กิน บางเวลามันมีเรื่องอื่นมาขัดขวางก็ยินร้าย เมื่อยินดียินร้าย ในที่นี้ความยินดียินร้ายซึ่งเป็นความรู้สึกเท่านั้นแหละที่เกิดขึ้นนี่ มันทำให้เกิดความรู้สึกอันเลวร้ายที่สุดต่อไปอีก คือความรู้สึกว่าตัวกู ในชั้นแรกมันรู้สึกว่าเป็นตัวกู รู้สึกแต่ว่าพอใจหรือไม่พอใจอะไร อร่อยหรือไม่อร่อย เป็นความอยากในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ มีความอยากจะทำลายสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ พอมีความอยากความต้องการ ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นความโง่ของจิตชนิดหนึ่ง ไอ้ความโง่ชนิดที่เป็นความอยาก ความต้องการที่เกิดขึ้นแล้วมันก็ปรุง ให้เกิดความรู้สึกประเภทตัวกูที่ได้มาเป็นของกู มันก็เลยเป็นกูที่อยาก ที่ต้องการเอามาเป็นของกู นี่ความเลวร้ายถึงที่สุด ที่เรียกว่าตัวตนมันก็เกิดขึ้นแล้ว

โดยที่เด็กทารกนั้นไม่รู้สึกตัวและมันก็ไม่หยุดและยังมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกมากขึ้นๆ จนเป็นเด็ก โตขึ้นมาเป็นเด็กเดินได้ วิ่งได้ เป็นเด็กวัยรุ่น เป็นเด็กหนุ่มสาวอะไรก็ตาม มันมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกยินดียินร้าย เมื่อยินร้ายก็กู ยินดีก็กู ก็กูอยู่ดี มากขึ้นๆ จนถึงที่สุด ซึ่งเป็นความทุกข์ถึงที่สุด ตามเรื่องราวที่กล่าวไว้ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ถ้ายังไม่เคยรู้เรื่องก็ควรจะสนใจศึกษาให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท


โดยย่อก็มีว่าเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และข้างนอกเรามีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ข้างในก็ 6 ข้างนอกก็ 6 มันพอดีกัน 6 คู่ ยกตัวอย่างเพียงคู่แรกคือ ตา ตาเห็นกันเข้าก็รู้ เหมือนกับเกิดวิญญาณทางตา นั่นคือ จักขุวิญญาณ ตาหนึ่ง สองรูป สามจักขุวิญญาณ เพราะตากระทบรูปเกิดจักขุวิญญาณ 3 ประการนี้ทำความรู้สึกกันอย่างนี้เรียกว่า ผัสสะ ผัสสะนี้มันยังโง่มันไม่มีการศึกษา มันได้ยินได้ฟังอะไรมาเลยเป็นผัสสะของปุถุชนคนโง่ ก็เป็นผัสสะโง่ มันก็เกิดเวทนาโง่ออกมา นั่นคือเวทนาสำหรับหลงรักหลงโกรธ สุขเวทนาก็ยินดี ทุกข์เวทนาก็ยินร้าย นี่เป็นเวทนาสำหรับจะยินดีหรือยินร้าย เวทนาโง่ ทีนี้เวทนาโง่เกิดแล้วก็ทำให้เกิดความอยากที่โง่ ความอยากที่ไม่มีสติปัญญา อยู่ด้วยความอยากที่โง่นี้เรียกว่า ตัณหาบ้าง โลภะบ้างแล้วแต่จะเรียก ตัณหาคือความอยากที่โง่ เมื่อความอยากไปตามนั้นแหละ

ถ้าว่าน่ารักก็อยากได้ น่าเกียจก็อยากตีซะให้ตาย ในความอยากนั้นรุนแรงเข้า รุนแรงเข้ามันก็ปรุงให้เกิดความรู้สึกอันที่ 2 คือ มีตัวกู ผู้อยาก หัวใจของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า อนัตตา อนัตตามันไม่มีตัวตนอันแท้จริง ตัวกูหรือตัวตนที่แท้จริงมิได้มี มันเพียงแต่เป็นจิตผลของความอยาก ซึ่งในความรู้สึกอยากถึงที่สุดแล้วมันจะเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูผู้อยาก ก็เลยเรียกว่าอนัตตาไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง เป็นเพียงความคิดปรุงแต่งอย่างโง่เขลา พอมีตัวกูผู้อยากอย่างนี้แล้วมันก็ยึดเอาสิ่งต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นของกู นี่ก็มีตัวกูโดยสมบูรณ์ เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูขึ้นมาโดยสมบูรณ์ เรียกว่า ภพ เรียกว่า ชาติ เด็กเกิดมาจากท้องแม่ยังไม่มีภพชาติอันสมบูรณ์ จนกว่าเด็กจะเกิดความรู้สึกมาถึงขั้นนี้ มาถึงขั้นว่ามีตัวกู มีภพมีชาติเรียกว่าตัวกูนั้นสมบูรณ์ แล้วมันก็ยึดเอาทุกอย่างเป็นของกู ที่เป็นสุขก็ของกู ที่เป็นทุกข์ก็ของกู อะไรก็ของกู ที่น่ารักก็ของกู ที่น่าเกียจก็ของกู น่าโกรธก็ของกู น่ากลัวก็ของกู อะไรก็เป็นของกูไปหมด นี่เรียกว่าทุกข์เพราะยึดไว้ถือไว้ซึ่งของหนัก นี่เรื่องปฏิจจสมุปบาทมีเรื่องย่อๆอย่างนี้ เป็นเรื่องอริยสัจที่ขยายมาให้เต็มที่ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เป็นพระพุทธเจ้า โดยรายละเอียดได้ศึกษาเอาไว้ก็จะเป็นการดี


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,249 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

รอยของพระธรรม [34,234]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,330]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,600]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,410]
Global Warming { English } [116,737]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.