คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32725" type="text/javascript"></script>
รอยของพระธรรม
อนิจจิตนักศึกษาและครูบาอาจารย์ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ก่อนอื่นทั้งหมดขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ คือว่ามันเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ในการมานี้เป็นประโยชน์กันทุกฝ่ายผู้มาก็ได้รับประโยชน์เป็นความรู้ เป็นต้น วัดก็ได้รับประ
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 34,235 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 21 September 2007, 3:45 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 14 December 2007, 10:37 am

หน้าที่ 4 - ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
มันมีความสำคัญอย่างยิ่งอยู่ตรงที่ว่า มันเป็นความโง่ของคนนั้นเอง สร้างขึ้นมาเองโดยไม่รู้สึกตัว ที่เกี่ยวพันธ์ทุกข์มันน่าปวดหัว มันสร้างขึ้นมาเอง มันสร้างขึ้นมาเอง โดยความโง่ของตัว แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว และในที่สุดมันก็ฆ่าตัว ตัวมันก็เป็นทุกข์ เกิดความรู้สึกกลัวเมื่อใดก็มีความทุกข์เมื่อนั้น ความรู้สึกว่าเป็นตัวกูของกูเกิดเมื่อไหร่มันก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็ทุกข์กันใหญ่เลย นี่มันน่าปวดหัวตรงที่ว่ามันสร้างความโง่ขึ้นมาเอง สำหรับตัวเองก็เป็นทุกข์ แล้วก็โดยไม่รู้ตัว มาเพื่อจำง่าย หรือก็อยากจะเล่านิทานสั้นๆ ที่เล่าเมื่อวานนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่ามันมีคนโง่คนหนึ่งมันเอาเครื่องเขียน สี มาเขียนเป็นรูปมาร รูปยักษ์ รูปมารขึ้นมา พอมันเขียนเสร็จเลยเหลือบดูมันก็กลัว มันเขียนรูปสีมันก็กลัว เขียนรูปยักษ์มันก็กลัว เขียนรูปมารมันก็กลัว ทั้งที่มันเขียนเอง แต่พอมันมองดูแล้วมันลืมไปที่มันเขียนขึ้นเองแล้วมันก็กลัวจึงไม่เขียนต่อ มันเติมลายละเอียดลงไปชัดเข้าชัดเข้าก็เลยยิ่งกลัว ยิ่งกลัว ที่ไปเขียนจนถึงที่สุด เป็นของจริง เหมือนของจริงที่สุด

แล้วมันก็มองดู แล้วมันก็กลัวถึงที่สุด แล้วมันก็ตาย มันกลัวจนตาย นี่คิดดูไอ้ชาติโง่ มันทำขึ้นเองโดยไม่รู้สึกตัว โดยความโง่ของตัวแล้วก็ไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรขึ้น แล้วมันก็ตาย เพราะไอ้สิ่งนี้คือเป็นทุกข์ถึงที่สุด เมื่อตัวกูของกูเจริญขึ้นไปถึงที่สุด ก็เติมมันลงไปเรื่อย มีความรู้สึกประเภทโง่เขลาเป็นตัวกูของกูมากขึ้นๆ มันก็มีความทุกข์ถึงที่สุด เรียกว่ามันตาย เพราะฉะนั้นรู้เอาไว้ว่าไอ้เรื่องความทุกข์มันน่าปวดหัวที่มันทำขึ้นเอง สร้างขึ้นเอง โดยไม่รู้สึกตัว แล้วมันก็รับผลของมันเอง นี่มนุษย์ตอนนี้น่าสงสารนัก เกิดมาจากท้องแม่จิตใจเกลี้ยงไม่มีปัญหาอะไร


แต่พอมาได้รับอะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นเข้านี่ มันก็ค่อยๆ รู้สึกอร่อย ไม่อร่อย คือ ยินดียินร้ายเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ก็มีความอยากไปตามความยินดียินร้ายเพิ่มขึ้น และมันเกิดความรู้สึกว่ากูผู้อยากขึ้นมา ตามความรู้สึกยินดียินร้ายเพิ่มมากขึ้น จนได้เป็นทุกข์ถึงที่สุด เพราะว่ามีตัวกูแล้วมันก็ยึดถือเป็นนั่น นี่ของกูมาก อะไรๆ ในโลกจะถูกยึดคืนเป็นของกู ก็ถูกสอนให้ยึดถือกันมาตั้งแต่เล็กๆ นี่ไม่ใช่ว่าจะเนรคุณผู้สอน แต่อยากจะบอกให้รู้เป็นการสอนผิด ที่พ่อแม่ พี่เลี้ยงอะไรก็ตามมันสอนเด็กทารกนั้นเข้าใจว่าพ่อของกู แม่ของกู บ้านของกู เรือนของกู อะไรก็ของกูหมด เด็กทารกไม่ได้รับคำสั่งสอนให้รู้จักยึดถือเป็นของกู มากขึ้นๆ โตขึ้นมาก็ยึดถือได้เอง มันมีความรู้สึกผิดแล้ว มันจะรู้สึกผิดได้เอง ของกู ตัวกู ของกู

จนบัดนี้ จนเดี๋ยวนี้มีเท่าไร มีหนาแน่นเท่าไร และมีความทุกข์เท่าไรก็ลองคิดดู มันมีเรื่องเหตุปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมก็ตามแล้วแต่จะเรียก เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดความยินดียินร้าย ที่พูดแล้วอยากจะใช้คำว่ายินดียินร้าย ถ้ายินดีก็เรียกว่าอวิชชา ถ้ายินร้ายก็เรียกว่าโทมนัส ดังนั้นในชีวิตคนธรรมดาสามัญจึงเต็มไปด้วยอวิชชาและโทมนัส ดังนั้นการปฏิบัติที่รัดกุมที่สุด ก็คือนำออกเสียซึ่งอวิชชาและโทมนัส นำออกด้วยอะไร นำออกด้วยความรู้ด้วยสติสัมปชัญญะ สติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว นั่นก็คือความรู้ ความรู้คือรู้อะไรเป็นอะไร อะไรเข้ามาทางตา สติระลึกได้ทันควันว่าเป็นอารมณ์ที่เข้ามาทางตา ตามธรรมชาติมีสติสัมปชัญญะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้เอง มันก็ไม่เกิดความยินดี เรียกว่านำความยินดีออกมาในโลกจนได้


มีสติสัมปชัญญะคือถ้ามาในลักษณะตรงกันข้ามให้โกรธ ให้เกียจ ให้กลัว เพราะมีสติสัมปชัญญะเช่นนั้นเอง มันก็ไม่เกิดยินร้าย ยินดียินร้ายมันก็ไม่เกิดความอยาก ตามความยินดียินร้ายแล้วมันก็ไม่เกิดปัญหาคือความอยาก ไม่เกิดอุปทานคือตัวกูผู้อยากเกิดภพ เกิดชาติ เกิดความเต็มเปี่ยม ความรู้สึกว่าตัวกูมันไม่เกิด ความยินดียินร้ายมันไม่เกิด ไอ้สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มาทำให้เป็นทุกข์ได้ มันต้องมีสติสัมปชัญญะอย่างเพียงพอ เป็นทุกข์ขณะที่มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันก็ไม่มียินดี ยินร้าย

นี่คือการเดินอยู่ในรอยของพระธรรมอย่างแท้จริง ไม่เกิดยินดียินร้าย ตามเวทนานั้นคือมีผัสสะ มีสติสัมปชัญญะผัสสะไม่โง่ เวทนาก็ไม่โง่ ก็ไม่เกิดปัญหา คือความอยากที่โง่มันก็ไม่เกิดอุปทานที่เป็นตัวกูของกู มันก็เลยไม่เป็นทุกข์อย่างไง เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็อยู่ที่ว่าเราไม่มีสติสัมปชัญญะ บางทีก็ไม่มีเอาเสียเลย บางทีก็มีน้อยเกินไป บางทีก็มีช้าเกินไปไม่ทันแก่เหตุการณ์หรือเวลา จงพยายามฝึกสติสัมปชัญญะให้มาก ให้เร็ว สำหรับจะใช้ในขณะที่มีผัสสะ มีผัสสะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ให้ผัสสะนั้นมันตื่นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็ไม่คลอดเวทนาโง่ ตัณหาโง่ อุปทานโง่ ก็เลยไม่มีความทุกข์นี่ มันต้องกันไม่ให้มีความทุกข์ เรื่องมันมีเท่านี้ หัวใจของมหาสติมหาสูตร

มันมีประโยคสั้นๆว่า สัมปชาโน สติมา วินัยยะโลเก อวิชชา โทมนัสสัง มีสติสัมปชัญญะ นำอวิชชาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ความยินดียินร้ายในโลกที่มีอยู่ตามธรรมดาโลก ในจิตใจที่ยังเป็นโลกมันจะมียินดียินร้ายก็นำออกเสียได้ ไม่ทำให้มันเกิดมาเสียได้ คือไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดอุปทาน ไม่เกิดภพ เกิดชาติ เป็นตัวกู มันไม่มีตัวกู และมันก็ไม่เอาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายมาเป็นของกู ก็ไม่มีความทุกข์อะไร


เดี๋ยวนี้มันมีอวิชชาโทมนัสทางตาสวยหรือไม่สวย ทางหูไพเราะไม่ไพเราะ ทางจมูกหอมหรือเหม็น ทางลิ้นอร่อยหรือไม่อร่อย ทางผิวหนังนิ่มนวลหรือกระด้าง ทางจิตนี่ยินดีหรือยินร้าย มันเป็นคู่ เป็นคู่สำหรับทางจิตคือความรู้สึก ยินดีหรือยินร้ายที่เป็นคู่ๆ ความรู้สึกที่เป็นคู่นั่นแหละสำหรับคำว่ายินดีหรือยินร้ายมีมากมาย หลายคู่หรือหลายสิบคู่ เคยเห็นใครรวบรวมไว้ได้ตั้ง 37 คู่ ความรู้สึกว่าสุขหรือทุกข์นี่ ความรู้สึกว่ายินดียินร้ายเป็นคู่แรก ยินดีคู่กับยินร้าย สุขหรือทุกข์ น่ารักหรือไม่น่ารัก เลยไปถึงความรู้สึกได้หรือเสีย ได้มาหรือเสียไป แพ้หรือชนะ

กระทั่งเรื่องสุขทุกข์ บุญบาป ความเป็นหญิงความเป็นชาย อย่างนี้ให้เกิดความรู้สึกตรงกันข้าม เป็นบวก เป็นลบนั้น ไม่ได้อยู่แต่นรกและสวรรค์ว่าเป็นเรื่องบ้าบอ ในความรู้สึกบวก ในความรู้สึกลบ อย่าให้ความรู้สึกคู่ๆ อย่างนี้เข้ามาหลอกได้ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ในความรู้สึกที่เป็น ที่แสดงผลออกมาเป็นคู่บวกหรือลบ

ดังนั้นพระอรหันต์จึงเป็นผู้ที่มีจิตใจ ไม่มีความทุกข์เลย ก็ไม่มีความรู้สึกเป็นบวกหรือเป็นลบ ในสิ่งใด มันไม่มีความรู้สึกเป็นบวกหรือเป็นลบในจิตใจของพระอรหันต์ ดังนั้นท่านจึงไม่รู้สึกเป็นคู่ๆใดๆหมด ไม่บวกไม่ลบ ไม่Prositip ไม่Nextkatip ไม่Oftimid ไม่Prosimid ไม่รู้สึกแต่ในแง่ดี ไม่รู้สึกแต่ในแง่ร้าย ที่เกิดเป็นคู่ทั้งหลายและก็ไม่มี เรียกว่าอยู่ตรงกลาง เป็นตัวพุทธศาสนาแท้เพื่ออยู่ตรงกลาง ไม่ใช่อันนี้หรืออันนั้น ไม่ใช่อันอื่นหรืออันนี้ ไม่ใช่ทำเองหรือคนอื่นทำ ซึ่งเป็นคู่เหวี่ยงสุดโต่ง เป็นคู่ๆมันไม่มี มันมีแต่อยู่ตรงกลาง ดีและชั่วก็อยู่ตรงกลาง


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 3) หน้าถัดไป (หน้า 5) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,249 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

รอยของพระธรรม [34,236]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,332]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,600]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,412]
Global Warming { English } [116,739]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.