ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog รวมลิงค์ : วิชาการ.คอม
เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits)
รหัสลับนาโนเทคโนโลยี ใน รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code)
ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา (199,165 views) first post: Mon 8 January 2007 last update: Wed 10 January 2007
สุดยอดความลับของนาโนเทคโนโลยีที่แฝงตัวอยู่ใน The Da Vinci Code กำลังจะถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ลำดับเลขฟีโบนักชี ฟี (Φ) อัตราส่วนทองคำ เพนทาเคิล รหัสลิขิต เลโอนาร์โด ดาวินชี สมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน โฮลี่เกรล นาโนไดรฟ์ ฯลฯ

หน้าที่ 1 - ลำดับเลขฟีโบนักชี (Fibonacci numbers)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม





สุดยอดความลับของนาโนเทคโนโลยีที่แฝงตัวอยู่ใน The Da Vinci Code กำลังจะถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ลำดับเลขฟีโบนักชี  ฟี (?) อัตราส่วนทองคำ เพนทาเคิล รหัสลิขิต เลโอนาร์โด ดาวินชี  สมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน โฮลี่เกรล นาโนไดรฟ์ ฯลฯ



จุดประสงค์ที่ผู้เขียน จัดทำบทความนี้ขึ้นมา ก็เพื่ออยากให้คนไทย สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้าน นาโนศาสตร์ (nanoscience) และ นาโนเทคโนโลยี (nanotechnology) ได้อย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์นั้นเข้าใจยาก หรือมีเนื้อหาที่น่าเบื่อหน่าย โดยการสอดแทรกเกร็ดความรู้ ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี เข้าไปในประเด็นต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในเนื้อหาของนวนิยายอาชญากรรมซ่อนเงื่อน ที่โด่งดังติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดของโลก นั่นก็คือ "รหัสลับดาวินชี” (The Da Vinci Code) ผลงานการประพันธ์ของ แดน บราวน์ ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ให้คนทั่วโลกได้ชมกันในขณะนี้ ซึ่งให้ชื่อภาษาไทยว่า “รหัสลับระทึกโลก”โดยประเด็นต่างๆ ที่เลือกมานำเสนอมีดังต่อไปนี้



Fibonacci number spirals in a sunflower seed pod





เลขฟีโบนักชี

ลำดับเลข ฟีโบนักชี (Fibonacci numbers) เป็นลำดับเลขที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแบบหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ เลโอนาร์โด ฟีโบนักชี (Leonardo Fibonacci) แห่งเมื่องปิซา เมื่อศตวรรษที่สิบสาม เลขฟีโบนักชีสามารถเขียนเป็นอนุกรมได้ดังนี้คือ




1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, x, y, x+y,  …



(ตัวเลขตำแหน่งที่ n เท่ากับ ตัวเลขตำแหน่งที่ n-1 บวกกับตัวเลขตำแหน่งที่ n-2, หรือ Xn = Xn-1 + Xn-2)





Fibonacci number spirals in a sunflower seed pod

เมล็ดของดอกทานตะวัน ในวงที่มีเกลียวการหมุนตามเข็มนาฬิกา มีจำนวนทั้งสิ้น 55 เมล็ด (เครื่องหมายสีแดง) ในขณะที่วงที่มีเกลียว การหมุนทวนเข็มนาฬิกา มีจำนวนทั้งสิ้น 89 เมล็ด (เครื่องหมายสีเขียว) (โดยที่ทั้ง 55 และ 89 ต่างก็สอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี)







ต้นตะบองเพชรที่มีลักษณะการจัดเรียงตัวของปุ่มหนามสอดคล้องกับเลขฟีโบนักชี

โดยมีวงเกลียวของปุ่มหนามที่หมุนตามเข็มนาฬิกา  3 วง (เส้นสีแดง)

และมีวงเกลียวที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 5 วง (เส้นสีเหลือง) โดยที่ 3 และ 5 ก็คือลำดับเลขฟีโบนักชี

(ภาพประกอบจาก http://www-gap.dcs.st-and.ac.uk/~history/PictDisplay/Fibonacci.html)





Bones!

ความยาวของกระดูกนิ้วมือแต่ละข้อจะมีอัตราส่วนเรียงตามลำดับเลขฟีโบนักชี







เกลียวการหมุนของยอดปุ่มของกะหล่ำดอกพันธุ์โรมาเนตโก (Romanesco) มีความสอดคล้องกับเลขฟีโบนักชีเช่นเดียวกัน

(ภาพประกอบจาก http://wwpub.naz.edu:9000/~dghidiu7/phi.htm)



จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ลำดับเลขฟีโบนักชี ได้เข้ามาสู่โลกของนาโนเทคโนโลยีแล้ว เมื่อนักวิทยาศาตร์จาก Lawrence Berkeley National Laboratory ในแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จาก Ames Laboratory แห่ง Iowa State University ในการใช้อุปกรณ์ ทางด้านนาโนเทคโนโลยี มาทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นในระดับของอะตอม โดยการใช้กล้องสแกนนิ่งทัลเนลลิ่งเอสทีเอ็ม (Scanning tunneling microscope, STM) ถ่ายภาพลักษณะการจัดเรียงตัว ของอะตอมบนผิวหน้าของผลึกสังเคราะห์ และใช้กล้อง อะตอมิกฟอร์ซไมโครสโคปหรือเอเอฟเอ็ม (Atomic force microscope, AFM) ในการวัดแรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นระหว่างหัวเข็มของกล้อง AFM กับอะตอมบนผิวหน้าผลึก ที่มีการจัดเรียงอะตอมแตกต่างกัน



ซึ่งจากการทดลองพบว่าแรงเสียดทาน ที่วัดได้จากการจัดเรียงตัว ของอะตอมแบบคาบซ้ำ
(periodic) จะมีค่าสูงกว่า การจัดเรียงตัวของอะตอมแบบไม่เป็นคาบซ้ำ (aperiodic) ถึง 8 เท่า! โดยการศึกษา เกี่ยวกับแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น ในระดับอะตอมนี้จะทำให้ นักวิทยาศาสตร์เข้าใจธรรมชาติ ของแรงเสียดทานและสมบัติทางด้านนาโนไทรโบโลยี (nanotribology) เช่น การสึกหรอ การเสียดสี หรือการหล่อลื่น ที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าของสสารต่างๆ ในระดับนาโนเมตรมากขึ้น  









การจัดเรียงตัวของอะตอม บนผิวหน้าผลึกในทิศทางหนึ่ง จะมีอะตอมแต่ละอะตอมอยู่ห่างจากกัน เป็นระยะห่างประมาณ 4 อังสตรอม (?) เท่ากัน แต่ในอีกทิศทางหนึ่ง กลับพบว่าอะตอมแต่ละอะตอม อยู่ห่างจากกันเป็นระยะทาง ที่ไม่เท่ากัน โดยมีระยะห่างระหว่างอะตอม แต่ละตอมเรียงตามลำดับเลขฟีโบนักชี! โดยที่ L=13?, L1=8?, L2=5?, S=8?, S1=5?, S2=3? นอกจากนี้ยังพบว่า การจัดเรียงตัวของอะตอม นผิวหน้าผลึก ที่เป็นแบบคาบซ้ำ จะมีแรงเสียดทานที่กระทำกับหัวเข็มของกล้อง AFM สูงกว่าอะตอม ที่มีการเรียงตัว เป็นแบบไม่เป็นคาบซ้ำ

(ภาพจาก Science (2005) 309: 1354)



นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยชาวจีนที่นำโดย Zexian Cao แห่ง Chinese Academy of Sciences ในกรุงปักกิ่ง ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับแรงเครียด (stress) ของทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ไมโครเมตร ที่มีแกนกลางเป็นเงิน และมีเปลือกหุ้มเป็นซิลิกอนออกไซด์หนา 150 นาโนเมตร เมื่อให้ความเย็น จะพบว่าเปลือกหุ้มซิลิกา ที่อยู่ด้านนอกจะมีการหดตัว มากกว่าแกนกลางที่เป็นเงิน ซึ่งจะส่งผลทำให้ ซิลิกาหดตัวกลายเป็นเม็ดทรงกลมขนาดเล็ก จับอยู่บริเวณผิวหน้าของแกนกลาง โดยเม็ดซิลิกา จะมีลักษณะการจัดเรียงตัว เป็นวงเกลียวที่มีความสอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี  ยกตัวอย่างเช่น ทรงกลมที่มีเปลือกหุ้มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9.5 ไมโครเมตร จะมีเม็ดซิลิกาอยู่ที่ผิวจำนวน 92 เม็ด ที่มีการเรียงตัวเป็นวงเกลียว ตามเข็มนาฬิกา 8 เส้น และทวนเข็มนาฬิกา 5 เส้น (โดยที่ทั้ง 5 และ 8 ต่างก็สอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี) หรือทรงกลม ที่มีเปลือกหุ้มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
18 ไมโครเมตร จะมีเม็ดซิลิกาจำนวน 230 เม็ด เรียงตัวเป็นวงเกลียวตามเข็มนาฬิกา 21 เส้น และทวนเข็มนาฬิกา 13 เส้น (โดยที่ทั้ง 13 และ 21 สอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี)





Spherules formed on conically-shaped cores.

รูปประกอบ A, B และ C แสดงให้เห็นถึงลักษณะการจัดเรียงตัว ของเม็ดทรงกลม ขนาดเล็กของซิลิกา ที่อยู่บนผิวหน้าของแกนกลางที่เป็นเงิน

โดยรูป A แสดงให้เห็นการเรียงตัว ของเม็ดซิลิกา เป็นเส้นโค้งที่หมุนตามเข็มนาฬิกา จำนวน 8 เส้น

รูป B แสดงให้เห็นการเรียงตัวเป็นเส้นโค้ง ที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 5 เส้น

รูป C เป็นการสมมุติว่า จุดที่มีเครื่องหมายบอกตำแหน่ง เป็นจุดสิ้นสุดของวงเกลียว ซึ่งจะพบว่าเม็ดซิลิกา จะมีวงเกลียวทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 13 เส้น และมีวงเกลียวตามเข็มนาฬิกาจำนวน 21 เส้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมือน กับการเรียงตัวของเกสรดอกตะบองเพชร Mammillaria nejapensis ในรูป D (ภาพประกอบจาก http://www.physorg.com/news5895.html และวารสาร Science (309) 909)










Pinecone!

ปุ่มของลูกสนมีการจัดเรียงตัวเป็นเกลียวที่มีจำนวนปุ่มตรงกับเลขฟีโบนักชี







เมล็ดดอกทานตะวัน มีการจัดเรียงตัวเป็นเกลียวที่หมุนตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา โดยที่จำนวนเมล็ดที่อยู่ในเกลียว แต่ละเกลียวจะตรงกับเลขฟีโบนักชี นอกจากนี้ จำนวนเมล็ดที่อยู่ในเกลียว ที่หมุนตามเข็มนาฬิกาและตามเข็มนาฬิกา ยังมีอัตราส่วนเท่ากับอัตาส่วนทองคำ “phi”







อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียวเปลือกหอยนอติลุสที่มีความสอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี


หน้าที่ 2 - ฟี (Phi) อัตราส่วนทองคำ (Golden ratio)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม






ฟี (Phi) อัตราส่วนทองคำ (Golden ratio) 

Phi (Φ) (อ่านออกเสียงว่า “ฟี”) ก็คือตัวเลข 1.618… เป็นค่าคงที่ของธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งหลายประการ แต่คุณสมบัติที่น่าสนใจที่สุด ของ Phi ก็คือ Phi มีความเกี่ยวพัน กับลำดับเลขฟีโบนักชี เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ถ้าเอาเลขฟีโบนักชีตัวใดตัวหนึ่งมา แล้วหารด้วยเลขฟีโบนักชี ในลำดับที่มาก่อนหน้าหนึ่งตำแหน่ง มักจะได้ผลหารเท่ากับ หรือใกล้เคียงกับ Phi หรือ 1.618… เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรานำเลขฟีโบนักชีสองจำนวน ที่อยู่ติดกันมาหารกัน เช่น 309/191 จะได้ผลหารเท่ากับ 1.6179 หรือเอา 118/73 จะได้ผลหารเท่ากับ 1.6164 ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับ Phi เป็นอย่างมาก และถ้าเราพิจารณาเลขฟีโบนักชีที่มีค่ามากๆ จะพบว่าอัตราส่วนของเลขสองจำนวนจะเท่ากับ 1.6180339887... เสมอ

ค่าที่แท้จริงของ Phi เท่ากับ (1 + 5)/2) หรือประมาณ 1.61803398874989...






สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ
(Golden Rectangle)

คือ สี่เหลียมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนด้านยาวต่อด้านสั้นเท่ากับอัตราส่วนทองคำ หรือ phi นั่นเอง ความพิเศษของสี่เหลี่ยมทองคำก็คือถ้าเราแบ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และส่วนที่สองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็จะพบว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็ก ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ยังคงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเรายังแบ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ ที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยวิธีการเดียวกันนี้ ก็จะได้สี่เหลี่ยมจตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ ที่มีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนไม่รู้จบ



เพื่อให้เข้าใจสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำมากขึ้น ลองพิจารณาจากรูปประกอบนี้ 

ถ้าสมมุติให้สี่เหลี่ยม ABCD เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนทองคำแล้ว จะทำให้ AD/AB = AE/ED = phi โดยที่ FE = AE และ FE/ED= phi จะส่งผลให้สี่เหลี่ยม FCDE เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนทองคำเช่นเดียวกันซึ่งจะทำให้ AD/EF = BD/CE = phi เช่นเดียวกัน

Phi มีบทบาทในการเป็นรากฐานที่สำคัญให้กับธรรมชาติ คน สัตว์ พืช หรือแม้แต่อะตอม ซึ่งต่างก็มีสัดส่วนที่ตรงกับอัตราส่วนของ Phi ต่อ 1 อย่างน่าอัศจรรย์! จึงทำให้การปรากฏอยู่ ของตัวเลข Phi ในธรรมชาติ มีมากเกินกว่าที่จะเป็นการบังเอิญ จนราวกับว่าตัวเลข Phi ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า จนนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน ชื่อ Luca Pacioli จึงได้เรียบเรียงตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ The Devine Proportion (สัดส่วนแห่งสวรรค์) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Phi ขึ้นมาโดยเฉพาะ  จนถึงทุกวันนี้ได้มีการค้นพบว่า Phi เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และสิ่งต่างๆอย่างมากมาย เช่น ศาสตร์สัญลักษณ์ในวงการศิลปะ, สถาปัตยกรรม เช่น พีระมิดอียิปต์, ดนตรี, เกลียวสับปะรด, หลุมดำ, ซุปเปอร์โนวา (supernova) และทฤษฎี string ฯลฯ ตัวอย่างของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Phi มีดังนี้



  1. อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียวรอบเปลือกหอยนอติลุส

  2. อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของวงขดเกลียวของเมล็ดทานตะวันแต่ละวงเทียบกับวงถัดไป

  3. อัตราส่วนของสัดส่วนหน่วยโครงสร้างร่างกายมนุษย์ เช่น ระยะจากหัวถึงพื้นหารด้วยระยะจากสะดือถึงพื้น ระยะจากไหล่ถึงปลายนิ้วมือหารด้วยระยะจากข้อศอกถึงปลายนิ้วมือ หรือระยะจากสะโพกถึงพื้นหารด้วยระยะจากหัวเข่าถึงพื้น เป็นต้น

  4. งานศิลปะและสถาปัตยกรรมของจำนวนมากมาย เช่น มหาวิหารพาร์ธีนอน (Parthenon) ในเอเธนส์ หรือ มหาวิหารน็อตเตอร์ดาม (NotreDame Cathedral) ในปารีส เป็นต้น





มหาวิหารพาร์ธีนอนในกรุงเอเธนส์ที่มีสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำซ่อนอยู่อย่างไม่รู้จบ ซึ่งส่งผลให้มหาวิหารแห่งนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่มีความสมมาตรและสวยงามมาก

จนกลายเป็นต้นแบบให้กับสิ่งก่อสร้างในภายหลังอีกหลายแห่ง

(ภาพประกอบจาก http://britton.disted.camosun.bc.ca/goldslide/jbgoldslide.htm)







มหาวิหารน็อตเตอร์ดามแห่งปารีส และมหาวิหารพาร์ธีนอนในเอเธนส์ ต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับ Phi ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเอาความยาวของเส้นสีขาวหารด้วยความยาวของเส้นสีฟ้าจะมีผลหารเท่ากับ Phi หรือ 1.618…











สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าและส่วนต่างๆของ โมนาลิซา

ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของโลก ที่วาดขึ้นโดย เลโอนาร์โด ดา วินชี


(ภาพประกอบจาก http://us.geocities.com/jyce3/leo.htm)



ภาพ “โมนาลิซา” (Mona Lisa) เป็นผลงานชิ้นเอกของ เลโอนาร์โด ดา วินชี จิตรกรชาวอิตาเลียน ซึ่งในขณะนี้ตั้งแสดงอยู่ที่ห้องเดอะแกรนแกลเลอรี่ ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส ในนาม “ลา โฌกงด์” (La Joconde) โมนาลิซาในภาพเป็นภาพเหมือนของหญิงสาวชื่อ “ลา จิโอกอนดา” (La Gioconda) ภรรยาของฟรานเซสโก เดล จิโอกอนดา ที่ เลโอนาร์โด วาดขึ้นโดยใช้เทคนิคการวาดภาพแบบสฟูมาโต (sfumato) เพื่อให้โทนสีของภาพออกมาดูนุ่มเบา



ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โมนาลิซา กลายเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ก็คงเป็นเพราะสีหน้าและรอยยิ้ม ที่โมนาลิซาแสดงออกมานั้นให้ความรู้สึกที่น่าฉงนมาก เพราะว่าบางมุมก็รู้สึกถึงความมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ขณะที่บางมุมก็ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยก หรือบางครั้งก็รู้สึกราวกับว่า โมนาลิซาอยากจะบอกกับคนที่กำลังจ้องมองดูเธออยู่ว่า “ฉันรู้เรื่องที่คุณยังไม่รู้อีกเยอะแยะเลยนะ  จะบอกให้! ”








เดอะวิทรูเวียนแมน (the Vitruvian Man) เป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากของ เลโอนาร์โด ดาวินชี เนื่องจากเป็นภาพ ที่แสดงออกถึงความสามารถทางการวาดภาพ ที่เป็นศิลป์ผนวกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร ์ของดาวินชีในการกำหนดสัดส่วน ทางคณิตศาสตร์ของร่างกายมนุษย์ โดยดาวินชีได้นำ Phi มาให้ในกำหนดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนได้ภาพวาดของมนุษย์เพศชาย ที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบ และมีสัดส่วนถูกต้องมากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นผลงาน ทางด้านกายวิภาคศาสตร์ ที่ก้าวล้ำสมัยมาก ซึ่งในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ


เพนตาเคิล (pentacle) หรือรูปดาวห้าแฉก เป็นสัญลักษณ์ของศาสนา ยุคก่อนคริสตกาล มีความหมาย ในการเป็นตัวแทนของเพศหญิง โดยที่เพนทาเคิล จะมีความเกี่ยวข้องกับ Phi เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนต่างๆ ถูกที่แบ่งโดยเส้นทุกเส้น ในเพนทาเคิลจะมีค่าเท่ากับ Phi ทั้งหมด





ส่วน เพนตากอน (pentagon) หรือรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่า ก็มีความเกี่ยวข้องกับ Phi ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนระหว่างความยาวของเส้นทแยงมุมกับความยาวด้านของรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่าจะมีค่าเท่ากับ Phi เสมอ! 




รูปแสดงอัตราส่วน ระหว่างความยาวเส้นทแยงมุม กับความยาวด้าน ของเพนตากอน

และความยาวของส่วนต่างๆ ที่เกิดจากการตัดกัน ของเส้นแทยงมุม จะมีค่าเท่ากับ Phi เสมอ

เพนตาเคิล (รูปดาวห้าแฉก) และเพนตากอน (รูปห้าเหลี่ยมด้านเท่า) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่นิยมใช้ในทางศาสนา ลัทธิความเชื่อ และวงการศิลปะ ต่างก็มีความสัมพันธ์กับ Phi หรืออัตราส่วนทองคำ (golden ratio) เป็นอย่างมากจนน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งถ้าสังเกตรูปประกอบ ให้ดีจะเห็นว่า ทั้งเพนตาเคิลและเพนตากอน ซ้อนกันไปมาอย่างไม่รู้จบ และสัดส่วนต่างๆที่เกิดขึ้นจากเส้นที่ตัดกันไปมา ต่างก็มีความสัมพันธ์กับ Phi ทั้งสิ้น



นอกเหนือไปจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ และรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่าหรือเพนตากอนแล้ว รูปเรขาคณิตชนิดอื่นๆ ก็มีอัตราส่วนทองคำด้วยเช่นกัน เช่น รูปสามเหลี่ยมทองคำ และรูปสิบเหลี่ยมทองคำ เป็นต้น




รูปสามเหลี่ยมทองคำแบบมุมแหลม (Golden Triangle) ที่มีด้านยาวต่อด้านสั้นเป็นอัตราส่วนทองคำ ซึ่งมีสามเหลี่ยมทองคำแบบมุมแหลมและแบบมุมป้านขนาดเล็กซ้อนทับกันซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้จบ







รูปสิบเหลี่ยมทองคำ (golden decacon) หรือรูปสิบเหลี่ยมด้านเท่าที่บรรจุอยู่ภายในวงกลม จะพบว่าอัตราส่วนระหว่างรัศมีวงกลม ( r ) ต่อความยาวด้านของรูปสิบเหลี่ยม ( s ) จะมีค่าเท่ากับ phi



หน้าที่ 3 - สัดส่วนเทพประทาน (The Divine Proportion)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม


Phi กับ หลายสิ่งหลายอย่างรอบๆตัว





Phi กับ ดีเอ็นเอ


สัดส่วนต่างๆของดีเอ็นเอ (DNA) มีความเกี่ยวข้องกับ phi เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น อัตราส่วนระหว่างความยาวของ major groove ต่อ minor groove ของดีเอ็นเอก็มีค่าเท่ากับ phi หรืออัตราส่วนต่างๆของภาคตัดขวางของดีเอ็นเอก็ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับ phi ทั้งสิ้น








ภาคตัดขวาง (cross section) ของดีเอ็นเอที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิคแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์



 


ภาคตัดขวางของดีเอ็นเอ ซึ่งแสดงวงรอบที่เกิดจากการหมุนเกลียวของดีเอ็นเอครบหนึ่งรอบ ซึ่งประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์จำนวน 10 คู่ โดยที่นิวคลีโอไทด์แต่ละคู่จะทำมุมต่อกัน 36 องศา ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในรูปสิบเหลี่ยมทองคำ (golden decagon) ที่เกิดจากรูปห้าเหลี่ยมทองคำหรือเพนตากอนสองรูปซ้อนทับกันอยู่ โดยหมุนรูปหนึ่งไป 36 องศา โดยที่อะตอมต่างๆที่พบในดีเอ็นเอถูกแสดงด้วยสีที่แตกต่างกันโดยที่ คาร์บอน = สีส้ม, ออกซิเจน = สีฟ้า, ไนโตรเจน = สีแดง, ไฮโดรเจน = สีขาว และฟอสฟอรัส = สีม่วง)

(ภาพประกอบจาก http://ec.europa.eu/research/rtdinfo/special_ms/03/article_2311_en.html)



 


DNA is the molecular basis of heredity. In this model cross-section, the various atoms are represented by different colours: carbon in orange, oxygen in blue, nitrogen in red,hydrogen in white, and phosphorous in violet. On the right, view of the horizontal axis of the helix. © INSERM/J.L.Martin/J.C.LambryB-DNA major and minor grooves in phi proportion



ความยาวของ ดีเอ็นเอ เท่ากับ 34 นาโนเมตร เกิดจากการรวม major groove ที่มีความยาว 21 นาโนเมตร เข้ากับ minor groove ที่มีความยาว 13 นาโนเมตร เข้าด้วยกัน (13 + 21 = 34) ท่านผู้ท่านรู้สึกคุ้นๆเลขเหล่านี้บ้างไหมครับ ใช่แล้วครับมันก็คือ เลขฟีโบนักชี นั่นเอง!



สัดส่วนต่างๆของดีเอ็นเอ มีความเกี่ยวข้องกับ Phi เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น

ความยาวของ major groove (21 นาโนเมตร) ต่อความยาวของ minor groove (13 นาโนเมตร) จะมีค่าเท่ากับ 1.615…ซึ่งใกล้เคียงกับ Phi

(รูปประกอบจาก http://milan.milanovic.org/math/english/body/pages/12.dna-b.html)



นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าโมเลกุลบัคมินสเตอร์ฟูลเลอรีน (Buckminsterfullerene) หรือ บัคกี้บอล ก็มีความเกี่ยวข้องกับ Phi และเพนตากอนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจาก บัคกี้บอล มีโครงสร้างโมเลกุล ประกอบด้วยคาร์บอน 60 อะตอม (C60) เชื่อมต่อกันเป็นรูปทรงกลม คล้ายกับลูกฟุตบอล ซึ่งเป็นรูปทรงแบบไอโคซาฮีดรอน บัคกี้บอล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโมเลกุล ประมาณ 1 นาโนเมตร ประกอบด้วย วงหกเหลี่ยมของคาร์บอน (hexagons) จำนวน 20 วง และวงห้าเหลี่ยม (pentagons) จำนวน 12 วง โดยที่บัคกี้บอล ถือว่าเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ ที่มีรูปทรงสมมาตรที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยค้นพบจนถึงปัจจุบัน



นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าโมเลกุลบัคมินสเตอร์ฟูลเลอรีน (Buckminsterfullerene) หรือบัคกี้บอล (Bucky ball) ก็มีความเกี่ยวข้องกับ phi และเพนตากอนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากบัคกี้บอลมีโครงสร้างโมเลกุลประกอบด้วยคาร์บอน 60 อะตอม (C60) เชื่อมต่อกันเป็นรูปทรงกลมคล้ายกับลูกฟุตบอลซึ่งเป็นรูปทรงแบบไอโคซาฮีดรอน (icosahedron) บัคกี้บอลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโมเลกุลประมาณ 1 นาโนเมตร ประกอบด้วยวงหกเหลี่ยมของคาร์บอน (hexagons) จำนวน 20 วง และวงห้าเหลี่ยม (pentagons) จำนวน 12 วง โดยที่บัคกี้บอลถือว่าเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ที่มีรูปทรงสมมาตรที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบจนถึงปัจจุบัน เพราะว่าโมเลกุลบัคกี้บอลมีแกนสมมาตรมากถึง 120 แกนทำให้สามารถรองรับและถ่ายเทแรงกระทำซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีทำให้ไม่ต้องมีโมเลกุลหรือโครงสร้างอื่นใดมารองรับภายใน ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวสามารถนำไปเป็นแบบสำหรับการสร้างอาคารรูปทรงโดมขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องมีเสาและคานมารองรับน้ำหนักของตัวอาคารแต่อย่างใด











รูปทรงโมเลกุลบัคมินสเตอร์ฟูลเลอรีน



Truncated icosahedron

รูปแสดงโครงสร้างของบัคกี้บอลที่ประกอบไปด้วยเพนตากอนหรือวงห้าเหลี่ยมจำนวน 12 วง โดยที่เพนตากอนแต่ละวงจะถูกห้อมล้อมด้วยเฮกซากอนหรือวงหกเหลี่ยมจำนวน 5 วง

ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า โครงสร้างของบัคกี้บอลนี้มีประวัติยาวนานนับหลายร้อยปี เพราะมีการค้นพบหลักฐานว่ารูปร่างของบัคกี้บอลถูกบันทึกไว้เป็นครั้งแรกที่ห้องสมุดแห่งวาติกัน

ซึ่งวาดขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์และศิลปินชื่อ ปิเอโร เดลลา ฟรานเซสกา (Piero Della Francesca) ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1480 โน่นเลยทีเดียว



บัคกี้บอลมีสมบัติเชิงฟิสิกส์และเคมีที่แปลกประหลาดหลายประการ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด และใช้เป็นพาหนะนำส่งยาแบบนำวิถี (drug delivery)

นอกจากนี้ยังสามารถนำบัคกี้บอลไปใช้ประโยชน์ในด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ (nanoelectronic)ได้อย่างมากมาย

อ่านเรื่อง บัคกี้บอล…ยามหัศจรรย์แห่งยุคนาโน เขียนโดย ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ได้ที่ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=276


นอกจากนี้ จะเป็นด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม ที่มีการพบว่าเลโอนาร์โด ดาวินชี ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัคกี้บอลด้วยเช่นเดียวกัน ! ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า เลโอนาร์โด เป็นผู้ที่รักในวิชาสัณฐานวิทยาเป็นอย่างมาก โดยผลงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่โด่งดังที่สุดของเขา ก็คือการวาดภาพอธิบายรูปทรงแบบหลายเหลี่ยม หรือพอลิฮีดรอล (polyhedral) อันสวยงามวิจิตรดังที่ปรากฎในหนังสือ “The Divine Proportion” หรือ สัดส่วนเทพประทาน ของ ลูก้า พาซิโอลี (Luca Pacioli) นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน  



โดยที่รูปทรงแบบพอลิฮีดรอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงแบบไอโคซาฮีดรอน (icosahedron) มีความเกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งต่างๆที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนหลายชนิดมีรูปทรงแบบนี้ เช่น รูปทรงของผลึกขนาดนาโน รูปทรงโมเลกุลบัคกี้บอล หรือรูปทรงเปลือกหุ้มไวรัสบางชนิด เป็นต้น








ภาพวาดของ เลโอนาร์โด ดาวินชีแสดงรูปทรงแบบทรังเคทไอโคซาฮีดรอล (truncated icosahedron)

ที่ปรากฎในหนังสือ The Divine Proportion ในปี ค.ศ. 1509




หน้ากากทองคำ (Golden Mask)


ท่านผู้อ่านเคยคิดไหมว่า ใบหน้าที่หล่อหรือสวยนั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร? 



คำตอบก็คงมีหลากหลายมาก ตั้งแต่ ใบหน้าควรมีความสมมาตร ได้รูป ผิวพรรณดี ไม่มีริ้วรอย ฯลฯ แต่ สตีเฟน มาร์ควอร์ต (Stephen Marquardt) ซึ่งเป็นหมอศัลยกรรมพลาสติก กล่าวว่าใบหน้ามนุษย์ที่งดงามที่สุดต้องมีสัดส่วนของบริเวณสำคัญบนใบหน้าตรงกับ “หน้ากากทองคำ” (golden mask) โดยหน้ากากทองคำที่ว่านี้ก็เกี่ยวข้องกับ phi อีกเช่นกัน!



ทั้งนี้ก็เพราะว่าหน้ากากทองคำถูกสร้างขึ้นมาจากรูปสิบเหลี่ยมทองคำที่มีเส้นเชื่อมโยงทุกจุดเข้าหากันนั่นเอง  






หน้ากากทองคำ ที่ใช้กำหนดรูปหน้าในอุดมคติ


 ถ้าผู้อ่านท่านใดเชื่อแนวคิดนี้และสนใจ ที่จะดัดแปลงหน้าตาตนเองให้คล้ายคลึงกับหน้ากากทองคำแล้วละก้อ เห็นทีที่จะต้องพึ่งหมอศัลยกรรมมือดี ที่รู้เรื่องหน้ากากทองคำให้ช่วยดัดแปลงหน้าตาให้ แต่ผู้เขียนคิดว่าคนเราควรพึงพอใจกับหน้าตาของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจะดีกว่า ยกเว้นแต่ว่าหน้าตามันแย่จริงๆ เพราะถ้าเกิดไปทำศัลยกรรมแล้ว ดีไม่ดีหน้าตาจะยิ่งแย่เข้าไปกว่าเดิม


(รายละเอียดเกี่ยวกับ หน้ากากทองคำ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ หนังสือ กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง 2 ของ ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ)




Cover of 'The Golden Ratio: The Story of Phi, the World's Most Astonishing Number'

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อัตราส่วนทองคำ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ

The Golden Ratio: The Story of Phi, the World's Most Astonishing Number (Broadway Books)



หน้าที่ 4 - จาก รหัสลิขิต (Cryptex) ถึง ระบบเครื่องกลไฟฟ้าขนาดนาโน (Nano-electromechanical systems; NEMS)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม


รหัสลิขิต (Cryptex)


ในนวนิยายเรื่อง The Da Vinci Code ได้มีเนื้อเรื่องบางส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้อความลับ เอาไว้ด้วย “รหัสลิขิต” (cryptex) ซึ่งการที่จะเปิดรหัสลิขิตได้ ต้องอาศัยรหัส ที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ 5 ตัว จากหน้าปัด 5 หน้าปัด โดยที่แต่ละหน้าปัด จะมีตัวอักษรทั้งหมดเท่ากับ 26 ตัวอักษร นั่นหมายความว่ารหัสที่เป็นไปได้ ที่สามารถใช้เปิดรหัสลิขิตนี้ได้ จะมีจำนวนทั้งหมดถึง 265 รหัส หรือเท่ากับ 11,881,376 รหัสเลยทีเดียว!








รูปแสดงลักษณะของรหัสลิขิตที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องรหัสลับระทึกโลก




ในความเป็นจริงแล้ว ศาสตร์แห่งการเข้ารหัสสารสนเทศ (Cryptography) นั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล โดยการที่เรา นำสารสนเทศ มาเปลี่ยนแปลง เพื่อซ่อนความหมายที่แท้จริงของข่าวสาร เรียกว่า การเข้ารหัส (Encryption) การที่ต้องเข้ารหัส ก็เพื่อทำให้แน่ใจ ว่าคนที่เราไม่ต้องการสื่อสารด้วย จะไม่สามารถอ่านสารสนเทศอ่านข่าวสารของเราได้ ส่วนกระบวนการนำข้อความที่เข้ารหัสไว้ มาถอดรหัสให้ได้ข้อความเดิมเรียกว่า การถอดรหัส (Decryption)



Cryptography เป็นศาสตร์ที่นำคณิตศาสตร์ มาใช้ในการถอดรหัสสารสนเทศ นอกจากนี้ Cryptography ยังช่วยให้เราสามารถส่งสาร ที่เป็นความลับผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ไม่มีความปลอดภัย เช่น อินเทอร์เน็ต ได้โดยที่ความลับไม่รั่วไหล และจะมีเพียงผู้ที่เราต้องการให้เป็นผู้รับสารเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถอ่านข่าวสารนั้นได้

ในขณะที่ Cryptography เป็นศาสตร์แห่งการเข้ารหัส แต่ในทางกลับกันก็มีอีกศาสตร์หนึ่งนั่นคือ Cryptanalysis ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการวิเคราะห์และถอดรหัส ของสารลับ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเหตุผลเชิงวิเคราะห์ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางคณิตศาสตร์ ในการหาแบบแผนต่างๆเพื่อถอดรหัสให้ได้




ในตอนนี้ ถ้ามีใครให้ผู้เขียนสร้างรหัส ที่เป็นคำที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ 5 ตัว ขึ้นมาเพียงคำเดียว ที่สามารถใช้เป็นตัวแทนของนาโนเทคโนโลยี และรวบรวมข้อมูลทางด้านนาโนเทคโนโลยี เอาไว้ได้มากที่สุดว่าควรเป็นคำใด ผู้เขียนเชื่อว่าคำๆนั้นน่าจะเป็นคำว่า





A-T-O-M-S (อะตอม)


ทั้งนี้ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นมาจากอะตอม และโลกของนาโนเทคโนโลยีก็คือโลกของการจัดการ การประกอบ และการใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆที่มีความเล็กในระดับของอะตอมนั่นเอง!


สำหรับการนำนาโนเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ทางด้านรหัสวิทยา ที่น่าสนใจมากก็คือวิทยาการ “รหัสลับทางควอนตัม (quantum cryptography)”  ซึ่งอาศัยหลักการที่ว่า “ปริมาณพื้นฐานทางฟิสิกส์ สามารถตรวจวัดได้ แต่ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณ ที่ต้องการจะตรวจวัดนั้นๆ” ซึ่งเป็นการยืนยันว่า เมื่อมีการดักจับข้อมูล ก็จะทำให้ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้รับข้อมูลได้รับข้อมูล ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะทราบได้ในทันที ว่ามีการดักจับข้อมูลเกิดขึ้น



นอกจากนี้ควอนตัมฟิสิกส์ยังมีหลักความไม่แน่นอน ของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg’s Uncertainty Principle) และยังมีพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนต่างๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น สภาวะ“ซูเปอร์โพสิชัน” (superposition) ที่อนุภาคตัวเดียวสามารถเป็นได้ หลายสถานะในเวลาเดียวกัน เช่นอาจแทนให้เป็นข้อมูลบิต 0 เป็นบิต 1 หรือเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักดักฟัง
หรือพวกมิจฉาชีพ และบุคคลที่เราไม่ต้องการใช้รู้ข้อมูลลับทั้งหลาย จะสามารถแอบล้วงความลับจากการสื่อสารด้วยวิธีการนี้ได้



จึงทำให้ข้อมูลที่สื่อสาร โดยการใช้วิทยาการรหัสลับทางควอนตัม มีความปลอดภัยสูงมาก จึงสามารถนำไปใช้ในการสื่อสารข้อมูล ความลับของทางราชการ ความลับทางทหาร และปลอดภัยในทางการค้าขาย แบบพานิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) อย่างเช่น การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น










รูปแสดงหลักการอย่างง่ายในการใช้กุญแจควอนตัม (Quantum encryption key) ที่อาศัยพื้นฐานหลักการของคู่ที่มีการพัวกัน (Entanlged) ของทิศทางการสั่นของสนามไฟฟ้าของโฟตอนเพื่อเข้าและถอดรหัสลับด้วยคำสั่งปฏิบัติการแบบ Bitwise XOR ลงในภาพของ Venus von Willendorf







ระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาคหรือเมมส์  (micro-electromechanical systems; MEMS) เป็นอุปกรณ์ หรือระบบที่มีขนาดเล็ก ในระดับไมโครเมตร ซึ่งประกอบด้วยระบบไฟฟ้า และระบบกลไกเชิงกล ซึ่งถูกสร้างขึ้น ด้วยเทคโนโลยีทางด้านสารกึ่งตัวนำ (semiconductor) แบบเดียวกับที่ใช้ ในการผลิตวงจรรวม หรือ ไอซี (integrated circuit; IC) แต่อุปกรณ์เมมส์ จะแตกต่าง ไปจากอุปกรณ์ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชนิดอื่น ตรงที่เมมส์ สามารถทำหน้าที่เชิงกลได้ เช่น เซ็นเซอร์ (sensors) และ แอ็กชูเอเตอร์ (actuators) ที่มีความจำเป็น ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม หลากหลายประเภท เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยียานยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ เครื่องมือวัดทางอุตสาหกรรม  และอุปกรณ์ชนิดอื่นๆ ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมในอนาคต







ภาพอุปกรณ์เมมส์ (ซ้าย) และอาร์เรย์ที่เป็นกระจกขนาดจิ๋ว (ขวา)



พัฒนาการของอุปกรณ์เมมส์ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันนี้ อุปกรณ์เมมส์ มีขนาดเล็กมากในขณะที่มีศักยภาพสูงจนน่าทึ่ง ไม่ว่าจะกระจกขนาดจิ๋ว (micromirrors) หลายล้านตัว ที่ถูกบรรจุอยู่ในโปรเจกเตอร์ แบบดิจิตอล ไมโครเซ็นเซอร์ ตรวจจับการเคลื่อนไหว (microscale motion sensors) ที่ทำหน้าที่ปล่อยถุงลมนิรภัยในรถยนต์ อุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิก (microfluidics) ที่ทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการบนแผ่นชิพ (lab-on-a-chip) ที่สามารถใช้วิเคราะห์สารเคมี และชีวเคมีปริมาณน้อยมากๆ ได้ และในอีกไม่นานนี้ อุปกรณ์เมมส์ กำลังถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงจนถึงระดับนาโน (ต่ำกว่า 100 นาโนเมตรลงไป) ให้ได้ ซึ่งนั่นก็คือก ารเริ่มต้นของเทคโนโลยี ระบบเครื่องกลไฟฟ้าขนาดนาโน หรือ เนมส์ (Nano-electromechanical systems; NEMS) นั่นเอง





หน้าที่ 5 - เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) และ ประมุขแห่งเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน (the Priory of Sion)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม




ประมุขแห่งเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน (the Priory of Sion)




เลส์ โดสซิเยส์เซอเกรส์ (Les Dossiers Secrets) ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ในหอสมุดแห่งชาติ ในปารีสไว้ตรงกับหมายเลข 4o lm1 249 ได้แสดงรายชื่อของเหล่าประมุข ของสมาคมลับ เดอะไพรเออรี่ออฟไซออน ซึ่งมีทั้ง เลโอนาร์โด ดาวินชี, ซานโดร บอตตีเชลลี, โรเบิร์ต บอยล์, เซอร์ไอแซก นิวตัน, วีกเตอร์ อูโก ฯลฯ










เอกสารลับ “เลส์ โดสซิเยส์เซอเกรส์” (Les Dossiers Secrets) ที่มีการอ้างถึงรายชื่อของประมุขแห่งสมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน

(ข้อมูลจาก http://www.perillos.com/pds_ds.html)







เลโอนาร์โด ดา วินชี 



เลโอนาร์โด ดา วินชี  (Leonardo da Vinci) เป็นอัจฉริยบุคคลชาวอิตาเลียน ที่มีความสามารถหลากหลาย เป็นทั้งจิตรกร นักประดิษฐ์ นักกายวิภาค วิศวกร สถาปนิก ประติมากร นักเรขาคณิต ฯลฯ เลโอนาร์โดมีชีวิตอยู่ ในระหว่าง ค.ศ. 1452 ถึง ค.ศ. 1519 ซึ่งอยู่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ดาวินชีได้บันทึกแนวคิด จินตนาการ ข้อสังเกตและความรู้ ทั้งหลายที่เขามี ลงในสมุดที่มีความหนากว่า 1,000 หน้า สมุดบันทึกเล่มนั้น มีภาพของอาวุธสงครามประเภทต่างๆ เรือรบ มนุษย์กบ เทคนิคการป้องกันนํ้าท่วม วิธีสร้างปืนใหญ? เครื่องจักรไอนํ้า เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ร่มชูชีพ รถถัง เครื่องปรับอากาศ เกียร์ ใบพัดเครื่องบิน ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ดาวินชียังได้พยายาม ศึกษาธรรมชาติของแสง สรีรวิทยาของมนุษย์และสัตว์ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และคลื่นนํ้าอีกด้วย



โดยที่ภาพวาดต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยี หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีใครรู้จักเลย ในยุคสมัย 500 ปีที่แล้ว ดังนั้นบุคคลต่างๆที่ได้ศึกษาสมุดบันทึกเล่มนี้ ต่างก็เห็นพ้่องกันว่าดาวินชี มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล เกินผู้่คนยุคนั้น เป็นเวลาหลายศตวรรษ







รูปปั้น เลโอนาร์โด ดา วินชี  (ภาพจาก http://www.voyle.net/Nano%20Research-05-100+/research-05-0178.htm)







ดาวินชีเป็นคนที่มีความรอบรู้ในศิลปะและวิทยาการหลากหลายด้าน หรือที่เรียกว่ามีความเป็นสหวิทยาการ (interdisciplinary) สูงมาก ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการวิจัยและพัฒนาทางด้านนาโนเทคโนโลยี เพราะการจะสร้างหรือสังเคราะห์สิ่งใดๆ ขึ้นมาด้วยนาโนเทคโนโลยีนั้น ไม่สามารถกระทำได้จากการอาศัยความรู้ความเข้าใจ ในวิทยาการสาขาใดสาขาหนึ่ง เพียงสาขาเดียว ยกตัวอย่างเช่น การสร้างอุปกรณ์นาโน (nanodevices) ที่วิศวกรเครื่องกล มักจะบอกว่ามันมีขนาดเล็กเกินไป กว่าที่จะสร้างขึ้นมาได้ ในขณะที่นักเคม ีมักกล่าวว่ามันเป็นโมเลกุล ที่มีขนาดใหญ่เกินไป ที่จะสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้



ดังนั้นทางออกที่เป็นไปได้ คือการสร้างอุปกรณ์นาโน โดยอาศัยการลอกเลียนแบบจักรกลชีวภาพ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น เอนไซม์ โปรตีน ดีเอ็นเอ หรือเซลล์สิ่งมีชีวิต เพื่อสร้างอุปกรณ์ขนาดนาโนชนิดต่างๆ เป็นต้น




ในศตวรรษที่ 15 ดาวินชีได้ออกแบบอุปกรณ์หลายอย่างๆ ที่เขาได้รับแรงบันดาลใจ มาจากสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น การออกแบบเครื่องร่อน ที่ได้รับแรงบันดาลใจ มาจากการที่เขาศึกษาเรื่องนก ซึ่งดาวินซีได้กล่าวว่า การที่จะใช้ปีกช่วยบินได้สำเร็จนั้น จำเป็นต้องทำการศึกษา ลักษณะการไหลของอากาศ ผ่านส่วนโค้งของปีกนกให้ดีเสียก่อน นอกจากนี้ดาวินชี ยังได้ออกแบบอุปกรณ์ ที่ช่วยให้มนุษย์บินเหมือนนกได้ ภาพวาดอุปกรณ์ของเขาชิ้นนี้ มีลักษณะคล้ายกับปีกค้างคาว มีโครงร่างที่ทำจากไม้ และมีผ้ายึดชิ้นส่วนย่อย แต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน หรือการที่เขาออกแบบอุปกรณ์ ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถว่ายน้ำได้ดีขึ้นโดยใช้อุปกรณ์ติดขาที่มีลักษณะคล้ายกับตีนกบ เป็นต้น









ภาพวาดของดาวินชีแสดงการออกแบบอุปกรณ์ช่วยบินที่มีลักษณะคล้ายกับปีกค้างคาว




งานวิจัยสาขาหนึ่งของนาโนเทคโนโลยี ก็คือการเลียนแบบธรรมชาติ (Biomimetic) ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะนำการปรับใช้ของจากธรรมชาติ และเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อนำใช้ในการออกแบบและพัฒนา เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาชุดว่ายน้ำ ที่ใช้วัสดุเลียนแบบผิวหนังของปลาฉลาม ที่ออกแบบโดยใช้หลักการไฮโดรไดนามิก (hydrodynamic) ในการช่วยลดแรงเสียดทานของน้ำ การพัฒนาวัสด ุสำหรับการผลิตเสื้อผ้าอัจฉริยะ ที่สามารถตอบสนอง ต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจ จากการหดและขยายของขนลูกสน ที่เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ การผลิตเทปตีนตุ๊กแก ที่มีเส้นใยเล็กๆเพื่อให้ยึดติดกับผนัง เลียนแบบตีนตุ๊กแก  การผลิตวัสดุนาโน เลียนแบบโครงสร้างระดับนาโน ของใบบัว เพื่อใช้ทำวัสดุที่มีคุณสมบัติ ทำความสะอาดตัวเอง และวัสดุที่สามารถกันน้ำได้ เป็นต้น





ดาวินชีมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการออกแบบประดิษฐกรรมใหม่ หลายอย่าง ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ของเขาส่วนใหญ่ มักเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ และเป็นพื้นฐานของสิ่งประดิษฐ์ในปัจจุบันนี้ด้วย เช่น รถยนต์ที่วิ่งด้วยกลไลเชิงกล เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ เป็นต้น โดยอุปกรณ์ และเครื่องจักรกล ที่เขาได้ออกแบบไว้ ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับการสร้างสรรเครื่องจักรกล ประเภทต่างๆมาโดยตลอดระยะเวลา 500 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งทุกวันนี้เครื่องกลประสิทธิภาพสูง ประเภทต่างๆ เช่น ระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค ได้ถูกย่อส่วนลงจนมีขนาดเล็ก เท่ากับเซลล์แบคทีเรีย









ภาพวาดของดาวินชีแสดงหลักการทำงานของเครื่องกลประเภทต่างๆ



หน้าที่ 6 - เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) (หน้านี้ยังไม่เสร็จ)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
บทความนี้ยังไม่จบครับ....


คอยติดตามตอนต่อไป ที่นี่ เร็วๆนี้







เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขา Bioprocess จาก Institute National Polytechnique de Toulouse ประเทศฝรั่งเศส และ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Biotechnology จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ปัจจุบัน เป็นนักวิชาการประจำ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นผู้เขียนบทความ และแต่งหนังสือ เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี และเป็นผู้บรรยาย เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี ตามมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆหลายแห่ง





ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา เป็นอีกหนึ่งท่าน ที่ขอเป็นอีกแรง ช่วยผลักดัน การเผยแพร่เรื่องราววิทยาศาสตร์ดีๆ
สู่ประเทศไทย ผ่านวิชาการ.คอม



หน้าที่ 7 - พฤกษศาสตร์ กับ เลขฟีโบนักชี
พฤกษศาสตร์ กับ เลขฟีโบนักชี

ในวิชาพฤกษศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับลำดับเลขฟีโบนักชีและ Phi เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น จำนวนกลีบดอกไม้เกือบทุกชนิดจะตรงกับเลขฟีโบนักชี การแตกกิ่งก้านของพืชบางชนิดจะมีจำนวนกิ่งตรงกับเลขฟีโบนักชี การแตกใบอ่อนบริเวณปลายยอดพืชมีความสอดคล้องกับเลขฟีโบนักชีลำดับต่ำๆ หรือการเรียงใบของพืชบางชนิดมีความสอดคล้องกับเลขฟีโบนักชี เป็นต้น



เลขฟีโบนักชี กับ จำนวนกลีบดอกไม้

ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่าดอกไม้หลายๆชนิดที่ท่านเห็นอยู่ทุกๆวันมักจะมีจำนวนกลีบดอกตรงกับตัวเลขที่พบในลำดับเลขฟีโบนักชีเสมอ

จากการศึกษาพบว่าดอกไม้เกือบทุกชนิดจะมีจำนวนกลีบดอกเท่ากับลำดับเลขฟีโบนักชี ซึ่งก็คือ 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34,.. กลีบ หรือไม่ก็มีจำนวนกลีบดอกตรงกับจำนวนเท่าของเลขฟีโบนักชี โดยมีดอกไม้จำนวนเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีจำนวนกลีบดอกไม่ตรงกับเลขฟีโบนักชี
951


หน้าที่ 8 - Phi กับ โครงสร้างโมเลกุลบัคกี้บอล
ภาพรายเส้นแสดงลักษณะรูปร่างแบบทรังเคทเต็ด ไอโคซาฮีดรอน ซึ่งเป็นโครงสร้างโมเลกุลของบัคกี้บอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งจิตรกรชาวอิตาเลียนชื่อ ปิเอโร เดลลา ฟรานเซสกา วาดไว้ในหนังสือ “Libellus de Quinque Corpibus Regularibus” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค. ศ. 1480 ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งวาติกัน



952




ภาพเหมือนของลูก้า พาซิโอลี นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียนผู้ซึ่งทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษาเกี่ยวกับรูปทรงแบบหลายเหลี่ยมหรือพอลิฮีดรอลแบบต่างๆ ภาพนี้วาดขึ้นโดยจิตรกรชาวอิตาเลียนชื่อ จาคอโป เดอ บาร์บารี (Jacopo de Barbari) ในปี ค.ศ. 1495 (ภาพจาก http://www.col-camus-soufflenheim.ac-strasbourg.fr/Page.php?IDP=640&IDD=0)






953





ภาพเหมือนของโยฮันเนส นิวดอร์เฟอร์ (Johannes Neudorfer) ในขณะที่เขากำลังสอนลูกชายของเขาเกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตแบบทรงเหลี่ยมสิบสองหน้า (dodecahedron) ภาพนี้วาดโดยจิตรกรในยุคเรอเนซองส์ชื่อ นิโคเลาส์ เนิฟชาเตล (Nicolaus Neufchatel) ในปี ค.ศ. 1561 (ภาพจาก http://www.col-camus-soufflenheim.ac-strasbourg.fr/Page.php?IDP=640&IDD=0)






954






ภาพ “สัตยาธิษฐานแห่งพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย” หรือ “Sacrament of the Last Supper” หรือ “La cène” (ค.ศ. 1955) ของซาลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) ใช้หลักการของฟี (Phi) ในการทำให้ภาพทั้งสองข้างมีความสมดุลกัน โดยพระเยซูประทับอยู่บริเวณกึ่งกลางของภาพโดยมีเหล่าอัครสาวกนั่งอยู่ทางซ้ายมือและขวามือฝั่งละ 6 คน การนำ Phi มาใช้ในการกำหนดสัดส่วนของภาพ ทำให้ภาพนี้มีความสมดุลเป็นอย่างยิ่ง และถ้าสังเกตภาพนี้ให้ดีจะพบว่ามีโครงสร้างของรูปทรงแบบทรังเคเต็ดไอโคซาฮีดรอน (truncated icosahedron) ซึ่งเป็นรูปทรงโครงสร้างโมเลกุลของบัคกี้บอลที่มีความเกี่ยวข้องกับค่า Phi ปรากฏอยู่ด้านบนของภาพนี้ด้วย






The Last Supper (พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย)

955




“The Last Supper” หรือ “พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย” เป็นภาพที่แสดงถึงเหตุการณ์ในชั่วขณะที่พระเยซูได้ตรัสขึ้นว่า “จะมีคนหนึ่งในพวกท่านทรยศต่อเรา” ซึ่งทำให้เหล่าสาวกต่างพากันตระหนกตกใจโดยแต่ละคนมีสีหน้าท่าทางและปฏิกิริยาแตกต่างกันไป ยูดาห์ อิสคาริโอท (Judah Iscariot) ผู้ทรยศลุกขึ้นมาจูบพระเยซูเป็นอาณัติสัญญาณให้ทหารโรมันรู้ว่าคนไหนคือพระเยซู ในภาพนี้พระเยซูถูกห้อมล้อมด้วยอัครสาวกทั้ง 12 คน เรียงรายซ้ายขวาข้างละ 6 คน ซึ่งจับกลุ่มเป็นหมู่ย่อยกลุ่มละ 3 คน โดยความสำคัญของภาพนี้อยู่ที่การแสดงอารมณ์ออกมาได้เป็นเลิศ ให้แสงและเงาเหมือนจริง แสงสว่างภายนอกหน้าต่างตรงพระเศียรทำให้พระเยซูดูมีรัศมีตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องวาดเป็นสัญลักษณ์เหมือนในสมัยกลาง นอกจากนี้ยังช่วยดึงดูดสายตาให้สนใจพระเยซูเป็นสำคัญ ในปัจจุบัน ภาพนี้ประดับอยู่บนฝนังของวิหารซานตามาเรียเดลเลกราซี (Santa Maria delle Grazie) ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี





ภาพ The Last Supper บนผนังของวิหารซานตามาเรียฯ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวนิยายรหัสลับดาวินชี จริงหรือไม่ที่ว่าภาพนี้มีสัญลักษณ์หรือรหัสลับที่เลโอนาร์โด ดาวินชี ได้แอบซ่อนเอาไว้เพื่อที่จะบอกเป็นนัยว่าที่แท้จริงแล้ว “จอกศักดิ์สิทธิ์” หรือโฮลีเกรล (Holy Grail) ที่ผู้คนจำนวนมากต่างพากันเสาะแสวงหามาทุกยุคทุกสมัยนั้นคืออะไรกันแน่ ระหว่างถ้วยไวน์ที่พระเยซูทรงใช้ดื่มในพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย หรือว่าเป็นจอกที่ใช้รองรับพระโลหิตของพระเยซูในระหว่างที่ถูกตรึงกางเขน หรือว่าจะเป็นสายโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมานานสองพันปี



ตามเนื้อเรื่องในนวนิยายรหัสลับดาวินชี เลโอนาร์โด ดาวินชี ผู้เป็นประมุขของสมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนได้แฝงรหัสลับที่ใช้บอกเล่าประวัติที่แท้จริงของพระเยซูเอาไว้ในภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย โดยเลโอนาร์โดตั้งใจจัดองค์ประกอบของภาพให้เป็นรหัสลับในตัวเอง โดยให้พระเยซูกางมือออกเป็นขาข้างหนึ่งของตัวอักษร “M” และให้กลุ่มอัครสาวกที่นั่งอยู่ซีกขวาอีก 3 คน ได้แก่ แมรี่ แม็กดาลีน (ซึ่งความจริงน่าจะเป็น เซนต์จอห์น มากกว่า) ยูดาห์ และปีเตอร์ จับกลุ่มกันเป็นขาอีกข้างหนึ่งของตัวอักษร “M” ทำให้เมื่อมองดูบริเวณว่างที่อยู่ระหว่างพระเยซูกับอัครสาวกทั้งสามจะเห็นเป็นตัวอักษร “M” อยู่บริเวณกลางภาพพอดี ซึ่งเหมือนกับว่าเลโอนาร์โดจงใจที่จะสื่อถึงตัวอักษร “M” ในชื่อของแมรี่ ชาวมักดาลา หรือ แมรี่ แม็กดาเลน (Mary Magdalene) เอาไว้ในภาพนี้นั่นเอง นอกจากนี้บริเวณช่องว่างดังกล่าวยังสามารถมองเป็นตัวอักษร “V” ที่ลอยอยู่เหนือตัวอักษร “M” ได้อีกด้วย โดยตัวอักษร “V” มีลักษณะคล้ายกับรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่มีฐานอยู่ด้านบน ซึ่งก็คล้ายกับสัญลักษณ์ของ “จอก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเพศหญิง อย่างไรก็ตามในภาพนี้ไม่มีภาชนะใดๆ เลยที่มีลักษณะคล้ายกับจอกหรือถ้วยมีขาที่ใช้ในการดื่มไวน์ปรากฏอยู่เลย ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่า เลโอนาร์โด ดาวินชี วาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อจะบอกใบ้ให้ทราบว่าจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ถ้วยไวน์ที่พระเยซูใช้ดื่มกับอัครสาวกในพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายก่อนที่จะถูกทหารโรมันจับไปประหารชีวิต แต่เป็นหญิงสาวที่ชื่อ แมรี่ แม็กดาลีน ซึ่งเป็นเจ้าของรหัสลับตัวอักษร “M” และ “V” ที่ซ่อนอยู่ในภาพนี้นั่นเอง



แต่ในมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อภาพ The Last Supper นั้นกลับคิดว่าประเด็นสำคัญของภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่รหัสลับที่เลโอนาร์โดแอบซ่อนเอาไว้ แต่กลับอยู่ที่ว่าภาพนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงอัจฉริยภาพทางด้านจิตรกรรมของเลโอนาร์โด ดาวินชี ที่สามารถกำหนดสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และทัศนียภาพของภาพนี้ก็มีความสมบูรณ์มากจนราวกับว่าเลโอนาร์โด ดาวินชีได้นำคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมาใช้ในการออกแบบทัศนียภาพของภาพนี้เลยทีเดียว ถ้าจะลองวิเคราะห์ว่าเลโอนาร์โดใช้วิธีการใดในการกำหนดสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆในภาพได้อย่างเป็นอย่างดีนั้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่เลโอนาร์โดได้นำเอา Phi และลำดับเลขฟีโบนักชี มาใช้ในการออกแบบภาพนี้ โดยท่านผู้อ่านสามารถสังเกตได้จากภาพข้างล่างนี้




956




สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำที่ปรากฏอยู่ในภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดาวินชี (ภาพจาก http://www.phimatrix.com/images/s-lastsupper.jpg)






ส่วนลำดับเลขฟีโบนักชีนั้น ท่านผู้อ่านอาจจะลองสังเกตจำนวนของสิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้ อาทิเช่น พระเยซูมี 1 คน ในห้องนี้มีโต๊ะยาว 1 ตัว อัครสาวกนั่งแยกกันเป็น 2 ฝั่ง หน้าต่างมี 3 บาน อัครสาวกนั่งจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆกลุ่มละ 3 คน เมื่อรวมจำนวนกลุ่มย่อยของอัครสาวกเข้ากับพระเยซู (4+1) จะได้เท่ากับ 5 รูปติดฝาฝนังทั้งสองฝั่งรวมกันมีทั้งหมด 8 รูป และจำนวนบุคคลทั้งหมดในภาพมีจำนวนทั้งสิ้น 13 คน เป็นต้น ตัวเลขฟีโบนักชีพวกนี้ผู้เขียนลองนึกขึ้นมาเอง ท่านผู้อ่านท่านใดที่สนใจอาจจะลองนับดูเล่นๆก็ได้ เพราะบางทีท่านอาจจะเจอรหัสลับอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกก็ได้





ภาพลายเส้นที่เลโอนาร์โอ ดาวินชี เขียนขึ้นมาในปี ค.ศ. 1495 เพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆที่อยู่ในภาพ The Last Supper ซึ่งเพื่อพิจารณาจากรูปสามเหลี่ยมที่อยู่ภายในวงกลมน่าจะพอบอกเราได้ว่าเลโอนาร์โดได้นำเอาค่า Phi มาใช้ในการกำหนดสัดส่วนต่างๆของภาพนี้อย่างแน่นอน (ภาพจาก http://www.universalleonardo.org/work.php?id=455)






957





แผ่นแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ , Pyramide,

The Shimizu TRY 2004 Mega-City Pyramid,666

พีระมิดแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์


ลาปีรามีด (La Pyramide) หรือพีระมิดแก้วที่เป็นทางเข้าใหม่ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1989 โดยการออกแบบของ ไอ เอ็ม เป่ย (Ieoh Mong Pei) สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน โดยการใช้กระจกทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 698 แผ่น ประกอบกันมาเป็นพีระมิดแก้ว โดยมีน้ำหนักรวมกันถึง 180 ตัน และใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 3 ปี



ส่วนสาเหตุที่ใช้พีระมิดแก้วเป็นทางเข้าของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ก็เพราะต้องการที่จะสื่อถึงความทันสมัยและความเก่าแก่อยู่รวมกันในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากนี้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ยังมีโบราณวัตถุของอียิปต์โบราณอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้การใช้พีระมิดแก้วเป็นทางเข้าใหม่จึงมีความเหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตาม ในนวนิยายเรื่อง รหัสลับดาวินชี นั้น แดน บราวน์ได้อ้างว่าพีระมิดแก้วของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ถูกสร้างขึ้นจากแผ่นกระจกจำนวน 666 แผ่น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวตะวันตกถือว่าเป็นเลขของซาตาน หรือปฏิปักษ์ของพระคริสต์ (Anti Christ) ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะแดน บราวน์ อยากให้เนื้อเรื่องนวนิยายของเขามีมนตร์ขลัง น่าเชื่อถือ และเต็มไปด้วยเงื่อนปมลึกลับมากมายที่สอดประสานกันเป็นอย่างดี และเขาก็ทำได้ดีซะด้วย!! เพราะว่าในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังก่อสร้างพีระมิดแก้วนั้นมีหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสหลายฉบับรายงานว่าพีระมิดแก้วของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์สร้างขึ้นจากกระจกจำนวนทั้งสิ้น 666 แผ่น จึงทำให้เกิดกระแสข่าวลือขึ้นมาในช่วงเวลานั้น ดังนั้นเมื่อนวนิยายเรื่องรหัสลับดาวินชีได้เริ่มวางจำหน่ายและมีชื่อเสียงโด่งดังมากก็ทำให้กระแสข่าวลือเรื่องกระจก 666 แผ่นกลับมาอยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

970


971









พีระมิดแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และมหาพีระมิดแห่งเคออปส์ (Pyramid of Cheops) ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตศักราช บริเวณที่ราบสูงกีเซ่ห์ (Gizdh) หรือ กีซ่า (Giza) ในประเทศอียิปต์ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับ Phi เป็นอย่างมาก


972









เมื่อกล่าวถึงเรื่องพีระมิดแล้ว ก็ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีกับรูปทรงพีระมิดไว้ในบทความนี้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่ารูปทรงพีระมิดมีความเกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพีระมิดที่มีขนาดเล็กเพียงไม่กี่นาโนเมตรที่เกิดขึ้นจากการจัดเรียงตัวของอะตอม ไปจนถึงพีระมิดขนาดยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามหาปิระมิดกิเซ ที่ประเทศอียิปต์หลายเท่าตัว



อภิมหาโครงการหรือ “เมกาโปรเจ็กต์” ของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “The Shimizu TRY 2004 Mega-City Pyramid” เป็นโครงการก่อสร้างพีระมิดแก้วขนาดยักษ์ที่บรรจุเมืองขนาดใหญ่ทั้งเมืองเอาไว้ภายใน ณ บริเวณอ่าวโตเกียว โดยพีระมิดแก้วที่ว่านี้มีความสูงถึง 2 กิโลเมตร หรือสูงกว่ามหาพีระมิดที่กิเซ ประเทศอียิปต์ถึง 12 เท่า สามารถรองรับประชากรได้เกือบ 8 แสนคน โดยถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็จะทำให้พีระมิดแก้วนี้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก! แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่การเลือกใช้วัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง เช่น ฐานรับน้ำหนักปิระมิดและโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคานต่างๆจะผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุแบบใหม่ที่มีการผสมท่อนาโนคาร์บอน (carbon nanotubes) เข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถทนทานต่อแผ่นดินไหว แรงลมจากมหาสมุทร และคลื่นสึนามิ นอกจากนี้กระจกและส่วนนอกของพีระมิดจะถูกเคลือบด้วยฟิล์มที่มีความบางในระดับนาโนเมตรซึ่งบรรจุเซลล์โฟโต้โวลตาอิก (photovoltaic cells) เอาไว้เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงแดดไปเป็นไฟฟ้าเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักของพีระมิดยักษ์แห่งนี้



973









แบบจำลองโครงสร้างของพีระมิดแก้ว ณ บริเวณชายฝั่งของอ่าวโตเกียวที่บรรจุเมืองขนาดใหญ่เอาไว้ทั้งเมือง
(ภาพประกอบจาก http://dsc.discovery.com/convergence/engineering/pyramidcity/interactive/interactive.html)


974











ภาพวาดของพีระมิดแก้วขนาดยักษ์ที่มีเมืองขนาดใหญ่อยู่ภายในเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว




975








พีระมิดนาโน โดยปรากฏการณ์ทางควอนตัม



พีระมิดนาโน (nano-pyramid) ที่มีขนาด 10 x 10 นาโนเมตร ที่เกิดขึ้นจากการประกอบตัวเอง (self-assembled) ของอะตอมเจอร์มาเนียม (สีชมพูและมีน้ำเงิน) บนชั้นฐานที่เป็นอะตอมซิลิกอน (สีเขียว) โดยที่นักวิจัยจะนำโครงสร้างดังกล่าวนี้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงซึ่งทำงานโดยอาศัยปรากฏการณ์ทางควอนตัม (ภาพประกอบจาก http://www.wellcome.ac.uk/doc_WTD015829.html)





976








ภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกแสดงลักษณะการจัดเรียงตัวของอะตอมเป็นรูปทรงพีระมิดที่มีขนาดในระดับนาโนเมตร(ภาพประกอบจาก http://math.nist.gov/mcsd/savg/vis/nano/pyramide.rot.gif)





977








พีระมิดขนาดนาโนของ Cu2O ที่มีลักษณะคล้ายกับพีระมิดของชนเผ่ามายา โครงสร้างดังกล่าวสังเคราะห์ขึ้นจากการออกซิเดชันฟิล์มบางของทองแดงที่อุณหภูมิประมาณ 1,000 องศาเซลเซียส (ผลงานของ Liang Wang และ Guangwen Zhou จาก University of Pittsburgh)




978








พีระมิด อัล คาสติลโล (El Castillo) แห่งชิเชนอิตซา (Chichen Itza) ที่ชาวเผ่ามายาสร้างขึ้นในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 ณ บริเวณคาบสมุทรยูคาตัง (Yucatan) ประเทศเม็กซิโก พีระมิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้นๆ มีบันไดกลางรอบด้าน ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทสี่เหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปเพื่อใช้ทำพิธีสังเวยเทพเจ้า



เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “เลขอาถรรพณ์ 666”



ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธะสัญญาใหม่ (New Testament) เล่มที่ 27 ซึ่งเป็นเล่มสุดท้าย “วิวรณ์ (Revelation)” ในบทที่ 13 ได้มีการกล่าวถึงสัตว์ร้าย (beast) ซึ่งน่าจะหมายถึงซาตานที่เป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ โดยสัตว์ร้ายที่ว่านี้มีชื่อที่ตรงกับตัวเลขที่มนุษย์ใช้กันอยู่คือ 666 นั่นเอง โดยปรากฏข้อความว่า
“ถ้าผู้ใดมีความเข้าใจก็ให้ตรึกตรองเลขของสัตว์ร้ายนั้น เพราะเป็นเลขของบุคคลผู้หนึ่ง เลขของมันคือ หกร้อยหกสิบหก”



ความเชื่อเกี่ยวกับเลข 666 มีมานานหลายยุคหลายสมัยและกระจายเข้าไปในหลายแหล่งอารยธรรมของโลก ไม่ว่าจะเป็นโรมัน ฮีบรู และอารยธรรมตะวันตกเกือบทั้งสิ้น เหรียญทองคำโบราณที่ทำขึ้นในยุคบาบีโลนซึ่งถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเบอร์ลิน เป็นเหรียญสองด้านที่มีด้านหนึ่งเป็นการแสดงว่าพวกเขาบูชาพระอาทิตย์ แต่เหรียญอีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นตารางสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มีแบ่งออกเป็นช่องจำนวนทั้งหมด 36 ช่อง (6x6) โดยที่แต่ละช่องจะมีการเติมตัวเลขลงไปตั้งแต่ 1 ถึง 36 โดยไม่ซ้ำกัน แต่ที่น่าแปลกคือผลรวมของตัวเลขในแต่ละแถวจะมีค่าเท่ากับ 111 ในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอน และแนวทแยง ซึ่งถ้าเอาคูณด้วยเลข 6 เข้าไปจะพบว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเลข 666 นั่นเอง








รายละเอียดด้านหน้าและหลังของเหรียญตราแห่งดวงอาทิตย์ “Sigilla Solis” หรือ sun seal ของชาวบาบีโลเนียน (ภาพจาก http://www.aloha.net/~mikesch/666.htm)



979







ตัวเลขในแต่ละช่องของตารางที่ปรากฏอยู่บริเวณด้านหลังของเหรียญตราแห่งดวงอาทิตย์ โดยที่ผลรวมของตัวเลขในแต่ละแถวไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอน หรือทแยงมุม จะมีค่าเท่ากับ 111 เสมอ ซึ่งเมื่อคูณด้วยจำนวน 6 แถวในแนวแกนตั้งและแนวแกนนอนจะได้ผลรวมเท่ากับ 666



ในวิชาเคมีก็มีสารเคมีชนิดหนึ่งคือ เฮกซะคลอโรไซโคลเฮกเซน (1,2,3,4,5,6 - hexachloro-cyclohexane, C6H6Cl6) หรือเบนซีนเฮกซะคลอไรด์ (benzene hexachloride) ซึ่งเป็นสารสำคัญของยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก ส่วนมากถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ทางเกษตรกรรมเพื่อป้องกันและกำจัดแมลงและสัตว์อื่นๆ ซึ่งนักเคมีมักจะตั้งชื่อเล่นให้สารชนิดนี้ว่า 666



หน้าที่ 9 - กาลิเลโอ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่าทำไมผู้เขียนถึงได้นำเอาเรื่องราวของกาลิเลโอมาแทรกไว้ในบทความนี้ด้วย เพราะในนวนิยายเรื่องรหัสลับดาวินชีไม่ได้มีการกล่าวถึงกาลิเลโอเอาไว้ตรงส่วนไหนเลย และชื่อของกาลิเลโอก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อของประมุขแห่งเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนแต่ประการใด แต่เหตุผลที่ผู้เขียนอยากนำเรื่องราวของกาลิเลโอมานำเสนอไว้ในบทความนี้ด้วยก็เพราะว่า กาลิเลโอ เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในยุคเรอเนซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ แนวคิดและความยึดมั่นในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเขาได้มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในยุคนั้น ซึ่งรวมไปถึงโรเบิร์ต บอยล์ และเซอร์ ไอแซก นิวตัน ซึ่งทั้งสองถูกระบุชื่อไว้ในนวนิยายรหัสลับดาวินชีว่าเป็นประมุขของสมาคมเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนด้วย นอกจากนี้แนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาที่กาลิเลโอยึดมั่นมาตลอดชีวิตของเขาได้ขัดแย้งกับหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาอย่างรุนแรง จนทำให้เขาถูกตุลาการศาสนาพิพากษาลงโทษให้สูญเสียอิสรภาพในช่วงบั้นปลายของชีวิต


958







กาลิเลอิ กาลิเลโอ (Galilei Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ยึดมั่นในความจริงที่ตนเองค้นพบอย่างถึงที่สุด



แดน บราวน์ได้อ้างถึงกาลิเลโอไว้ในนวนิยายชื่อดังอีกเรื่องหนึ่งของเขา นั่นคือ “เทวา กับ ซาตาน (Angels & Demons)” โดยในเนื้อเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้ แดน บราวน์ได้อ้างว่า กาลิเลโอ เป็นสมาชิกระดับสูงของสมาคมลึกลับอันทรงพลัง “อิลลูมินาติ (Illuminati)” ซึ่งตั้งตนเป็นศัตรูกับคริสต์จักรโรมันคาทอลิกมาอย่างยาวนาน (ที่มา “เทวา กับ ซาตาน” ฉบับภาษาไทย บทที่ 9 หน้า 43)

ความเป็นมาของจักรวาลวิทยา ตั้งแต่ยุคของอริสโตเติลจนถึงเซอร์ ไอแซก นิวตัน



อริสโตเติลเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ โดยที่โลกจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ทุกดวงต่างพากันโคจรรอบโลกเป็นวงกลม ต่อมาในคริสต์วรรษที่ 2 ปโตเลมี นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวกรีกได้เพิ่มเติมรายละเอียดแนวคิดของอริสโตเติลให้สมบูรณ์มากขึ้นโดยการสร้างแบบจำลองจักรวาลขึ้นมา โดยกำหนดให้โลกเป็นจุดศูนย์กลางซึ่งถูกล้อมรอบด้วยทรงกลมที่ขยายใหญ่ออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นเป็นเส้นทางโคจรของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์อีกห้าดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ โดยที่ดาวเคราะห์เหล่านี้แต่ละดวงยังมีเคลื่อนที่ไปตามแนววงโคจรเล็กๆตามแนวของวงโคจรขนาดใหญ่ แบบจำลองจักรวาลของปโตเลมีมีวิธีการคำนวณตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างเป็นระบบ จึงทำให้แบบจำลองจักรวาลนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งรวมไปถึงคริสต์ศาสนจักรด้วย เพราะว่าแบบจำลองดังกล่าวนี้มีความสอดคล้องกับบันทึกในพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นอย่างมาก


959







แบบจำลองจักรวาลของปโตเลมีที่มีโลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงจันทร์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสาร์โคจรอยู่รอบนอกเป็นชั้นๆ ถัดออกไปเป็นเส้นทางโคจรของดาวประจำที่ ส่วนเขตแดนที่อยู่นอกวงโคจรชั้นนอกสุด จัดเป็นเขตแดนที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้





ความเชื่อในแนวคิดที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลได้สืบทอดต่อมาเป็นเวลายาวนานนับสองพันปี จนกระทั่งใน ค.ศ. 1514 แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติล/ปโตเลมี ก็ต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicholaus Copernicus) นักดาราศาสตร์ชาวโปลิช ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลขึ้นมาใหม่ซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางจักรวาลแทนที่จะเป็นโลก และเขาได้เรียบเรียงคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือชื่อ Commentariolus ต่อจากนั้นโคเปอร์นิคัสก็ได้ทำการอธิบายชี้แจงรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับทฤษฎีจักรวาลของเขาที่แสดงให้เห็นว่าดวงอาทิตย์หยุดนิ่งเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกโคจรไปรอบๆ โดยมีวงโคจรเป็นรูปวงกลม เอาไว้ในหนังสือชื่อ “ว่าด้วยวิวัฒนาการของทรงกลมแห่งสรวงสวรรค์” (De Revolutionibus Orbium Coelestium) หรือ “De Revolutionibus” ซึ่งเป็นหนังสือที่โคเปอร์นิคัสต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงนานเกือบ 30 ปี อย่างไรก็ตาม โคเปอร์นิคัสไม่ได้ระบุชื่อของเขาลงไปในหนังสือทั้งสองเล่มนี้แต่ประการใด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเนื้อหาในหนังสือทั้งสองเล่มขัดแย้งกับคำสอนของคริสต์ศาสนาอย่างรุนแรง และในเวลาต่อมาเมื่อหนังสือ De Revolutionibus ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆก็ทำให้คริสต์ศาสนจักรสั่งห้ามเผยแพร่หนังสือเล่มนี้อย่างเด็ดขาด


960







หน้าปกของหนังสือ “ว่าด้วยวิวัฒนาการของทรงกลมแห่งสรวงสวรรค์” (De Revolutionibus Orbium Coelestium) ของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1543 และแบบจำลองของสุริยจักรวาลตามแนวคิดของโคเปอร์นิคัสที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและมีดาวเคราะห์ต่างๆโคจรล้อมรอบด้วยวงโคจรรูปวงกลม







หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1609 กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาส่องดูดาวพฤหัส และพบว่าดาวพฤหัสมีดวงจันทร์บริวารจำนวน 4 ดวงโคจรอยู่รอบๆดาวพฤหัส ซึ่งการค้นพบดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีจักรวาลวิทยาของโคเปอร์นิคัสและแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของอริสโตเติลและปโตเลมีที่ว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้าโคจรรอบโลกนั้นไม่ถูกต้องแต่อย่างใด


961







บันทึกของกาลิเลโอในระหว่างที่เขากำลังทำการศึกษาติดตามลักษณะการเคลื่อนที่ของหมู่ดาวเมดิเซียน (Medicean stars) หรือดวงจันทร์ทั้งสี่ดวงที่โคจรรอบดาวพฤหัสในแต่ละคืน








กาลิเลโอใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาส่องดูดวงจันทร์และพบว่าดวงจันทร์มีพื้นผิวขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อเต็มไปหมด และไม่ได้สวยงามสมบูรณ์ตามที่ได้บันทึกไว้ในคำสอนทางศาสนาในสมัยนั้น นอกจากนี้เขายังค้นพบวงแหวนของดาวเสาร์ ค้นพบปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรมบนดาวศุกร์ และยังค้นพบจุดดับบนดวงอาทิตย์อีกด้วย




962





ภาพวาดของกาลิเลโอแสดงลักษณะแสงและเงาบนที่ปรากฏบนดวงจันทร์ (ภาพจาก www.loc.gov/exhibits/world/images/s75p2.jpg)





ในยุคสมัยเดียวกันนั้นเอง โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์ชาวออสเตรีย ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของ ทีโค บราห์ (Tycho Brahe) นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกได้ทำการปรับปรุงทฤษฎีจักรวาลของโคเปอร์นิคัสให้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งทำให้เขาได้ค้นพบกฎแห่งการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ในสุริยจักรวาลว่าดาวเคราะห์ต่างๆมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรีหรือรูปไข่แทนที่จะเป็นรูปวงกลม และได้นำเสนอแนวคิดที่ว่าจะต้องมีแรงกระทำบางอย่างที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี



963








แบบจำลองสุริยะจักรวาลของเคปเลอร์ที่มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและมีการนำ “ทรงหลายหน้าปกติ” (platonic solids) ทั้ง 5 ชนิดมาใช้ในการบอกระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์แต่ละดวง แบบจำลองนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือของเคปเลอร์ชื่อ “Mysterium Cosmographicum” ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1596


964







ภาพขยายแบบจำลองสุริยะจักรวาลของเคปเลอร์ที่มีดวงอาทิตย์อยู่ตรงจุดศูนย์กลางล้อมรอบด้วยรูปทรงเหลี่ยมหลายหน้าชนิดต่างๆซึ่งเคปเลอร์นำมาใช้เป็นตัวกำหนดระยะห่างระหว่างดาวแต่ละดวง

หลังจากที่ทั้งกาลิเลโอและเคปเลอร์ได้ทยอยกันตีพิมพ์ผลงานการค้นพบของเขาทั้งสองซึ่งเป็นการสนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลของโคเปอร์นิคัสออกไปออกไปเรื่อยๆ ก็ได้ทำให้ผู้ที่เคร่งครัดในหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาและบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักคำสอนของอริสโตเติลและปโตเลมีเริ่มต่อต้านกาลิเลโอมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ใน ค.ศ. 1616 คริสต์ศาสนจักรได้ประกาศว่าแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลตามแบบโคเปอร์นิคัสเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหันต์ และห้ามมิให้กาลิเอโอทำการเผยแพร่หรือปกป้องแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอีกต่อไป ซึ่งกาลิเลโอต้องจำใจยอมรับคำสั่งดังกล่าว



อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือของกาลิเลโอชื่อ “บทวิพากษ์ว่าด้วยโลกสองระบบ (Dialogue Concerning the Two Chief World Systems) ซึ่งมีเนื้อหาที่สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างน่าเชื่อถือได้ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1632 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วทั้งทวีปยุโรป ทำให้องค์พระสันตปาปาเออร์บันที่ 8 และคริสต์ศาสนจักรไม่พอใจมากที่กาลิเลโอละเมิดฎีกาในปี ค.ศ. 1616 เขาจึงถูกนำตัวมาไต่สวนละถูกตัดสินให้กักบริเวณอยู่ในบ้านตนเองตลอดชีวิต รวมทั้งถูกบังคับให้เขียนยืนยันการละทิ้งแนวคิดของโคเปอร์นิคัส


965





หน้าปกของหนังสือ “บทวิพากษ์ว่าด้วยโลกสองระบบ (Dialogue Concerning the Two Chief World Systems)” ของกาลิเลโอที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1632


966





ส่วนหนึ่งของบันทึกที่กาลิเลโอจำใจต้องเขียนขึ้นมาเพื่อแสดงการยอมรับคำตัดสินของคริสต์ศาสนจักรในการที่จะให้กาลิเลโอเลิกทำการใดๆที่เป็นการสนับสนุนและเผยแพร่แนวคิดของโคเปอร์นิคัสที่ว่าโลกไม่ใช่จุดศูนย์กลางของจักรวาล โดยบันทึกดังกล่าวเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1633 (ภาพจาก www.law.umkc.edu/faculty/projects/ftrials/galileo/recantation.html)
967





การไต่สวนหาความผิดของกาลิเลโอโดยตุลาการศาสนา ณ กรุงโรม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1633 โดยกาลิเลโอถูกกล่าวหาว่า “ประพฤตินอกรีตฝ่าฝืนแนวทางคาทอลิกอย่างร้ายแรง” ซึ่งมีสาเหตุมาจาการที่เขาเขียนหนังสือสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส





หลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกกักบริเวณมาเป็นเวลานาน กาลิเลโอ ก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 และจะเป็นด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม ในปี 1642 ที่กาลิเลโอเสียชีวิต ก็เป็นปีเดียวกันกับที่มหาบุรุษผู้หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งบุรุษผู้นี้ได้สืบทอดมรดกทางความคิดของกาลิเลโอไว้อย่างเหนียวแน่นและเขาได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นว่าแนวคิดที่กาลิเลโอยึดมั่นมาทั้งชีวิตของเขานั้นถูกต้อง…มหาบุรุษผู้นั้นก็คือ เซอร์ ไอแซก นิวตัน นั่นเอง !


968




แม้ว่ากาลิเลโอจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่การขัดแย้งระหว่างวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคริสต์ศาสนจักรเกี่ยวกับทฤษฎีจักรวาลได้ดำเนินต่อมาอย่างเข้มข้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1687 เซอร์ ไอแซก นิวตันได้เฉลยปริศนาเกี่ยวกับแรงกระทำที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรีได้ไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “Philosophiae Naturalis Principia Mathematica” หรือ “Principia” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการฟิสิกส์ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งใน Principia นั้น นิวตันได้ประกาศว่าดวงดาวแต่ละดวงในเอกภพล้วนแล้วแต่มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยที่แรงดึงดูดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามมวลของดาวแต่ละดวง และแรงดังกล่าวนี้ก็คือแรงชนิดเดียวกันกับแรงที่ทำให้วัตถุต่างๆต้องตกลงสู่พื้นโลกเสมอ ซึ่งก็คือ “แรงโน้มถ่วง" นั่นเอง นอกจากนี้กฎแห่งแรงโน้มถ่วงของนิวตันยังได้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งดวงดาวอยู่ห่างจากกัน แรงดึงดูดก็จะยิ่งน้อยลง โดยดาวที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็น 2 เท่าของดาวดวงหนึ่งจะมีแรงดึงดูดน้อยลงเป็น 1 ใน 4 ส่วนของดาวดวงนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ มีวิถีโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี และดวงจันทร์ก็โคจรรอบโลกเป็นวงรีเช่นกัน ซึ่งคำอธิบายที่ชัดเจนเหล่านี้เองที่ทำให้แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติลและปโตเลมีที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องพบกับจุดจบ และก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ขึ้นมาแทน


969



ภาพวาดวงโคจรของดวงดาวต่างๆในหนังสือ “Philosophiae Naturalis Principia Mathematica” ของเซอร์ ไอแซก นิวตัน





ในปี ค.ศ. 1835 สำนักวาติกันได้ถอนหนังสือของกาลิเลโอเรื่อง “บทวิพากษ์ว่าด้วยโลกสองระบบ” ออกจากรายชื่อหนังสือต้องห้ามของวาติกัน และต่อมาในปี ค.ศ. 1992 คริสจักรโรมันคาทอลิกได้ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการว่าแนวคิดเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลของกาลิเลโอนั้นถูกต้อง



ปัจจุบัน กาลิเลโอได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งวิทยาศาสตร์” “บิดาแห่งวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่” “บิดาแห่งวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่” และเขายังเป็นผู้ค้นพบกฎแห่งการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา (pendulum) และกฎการตกอย่างเสรีของวัตถุ อีกด้วย



บทความนี้ยังไม่จบครับ โปรดคอยติดตามบทสรุปของเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนในบทความตอนต่อไป เร็วๆนี้


หน้าที่ 10 - เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขา Bioprocess จาก Institute National Polytechnique de Toulouse ประเทศฝรั่งเศส และ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Biotechnology จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ปัจจุบัน เป็นนักวิชาการประจำ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยบริการวิเคราะห์ทดสอบทางด้านนาโนเทคโนโลยี เป็นผู้เขียนบทความวิชาการและแต่งหนังสือเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี และเป็นผู้บรรยาย เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี ตามมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆหลายแห่ง
993


*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




จำนวน 56 ความเห็น, หน้า | 1 | 2 | 3 |
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 23 ม.ค. 2550 (16:37)
จากบทความ หน้า 2 ที่ว่า ค่าที่แท้จริงของ Phi เท่ากับ (1 + 5)/2) หรือประมาณ 1.61803398874989... <br />

ไม่ทราบว่า เอา 1 + 5 แล้วหารด้วย 2 หรืออย่างไร ก็มีค่าเท่ากับ 3 หรือเขียนในรูปอย่างไร<br />

ช่วยไขด้วยครับ
thongdand_n@chaiyo.com (IP:203.172.217.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 29 ม.ค. 2550 (19:35)

nooaoiz เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 13 ก.พ. 2550 (21:44)
บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดครับอาจารย์ สุดยอด........ขอคารวะ
คำหล้า/kiatp123@hotmail.com (IP:222.123.31.193)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 7 ส.ค. 2550 (09:05)
ชอบมากๆเลยค่ะ เคยอ่านใน my math ฉบับที่ 29 แล้วล่ะค่ะ คิดตั้งน้านนาน แต่ก็ยังคิดไม่ออก ใครคิดออกแล้วช่วยหน่อยนะคะ
เดกสาธิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 15 ส.ค. 2550 (14:43)
ทึ่งมาก...คิดได้ไง



ตอนอ่านหนังสือรหัสลับดาวินชี ก็วางหนังสือไม่ลงเลย มีแต่คำถามและข้อสงสัยเต็มไปหมด ทุกวันนี้ยังคงสนใจอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไพเออรี่กับอัศวินเทมปลาอยู่เลยค่ะ



ปล. แพ้ทางคณิตศาสตร์สุดๆ (เคยไหมคะแนนเต็ม 50 ได้ตั้ง 1 คะแนน)
แสงเดือน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 78 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 2 ต.ค. 2550 (14:02)
น่าทึ่งจริงๆ
the0ne เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 8 ต.ค. 2550 (08:28)
วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ http://www.whatami.com



แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
kaw_47 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 116 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 8 ต.ค. 2550 (08:30)
วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ http://www.whatami123.com





แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน



(ขออภัยลิ้งค์เก่าผิดพลาด)
kaw_47 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 116 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 12 ธ.ค. 2550 (11:23)
น่าสนใจมากมาก
คริสตัล เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 698 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 205 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 25 ธ.ค. 2550 (16:01)
ดาวินชีคิดได้ไงอะ มันเป็นทฤษฎีามแบบฉบับธรรมชาติจริงๆ นับถืออะ
poppytoptop เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 25 ม.ค. 2551 (17:15)
รอยหยักเค้าจะมีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปรึป่าว
tommmun เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 7 ก.พ. 2551 (11:19)
เป็นไปได้......
wallop เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 เม.ย. 2551 (11:37)
ชอบบทความนี้มากเลย จะมาติดตามต่อครับ
suratat เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 1 มิ.ย. 2551 (10:49)
อ่านแล้วก็เข้าใจยากเหมือนกันนะคับ
morkheng เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 21 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 5 ก.ย. 2551 (20:47)

ผมเคยอ่านรหัสลับดาร์วินชีมาแล้วคับ สนุกมาก


mynamenoob เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 5 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 9 ต.ค. 2551 (08:33)

สนุกดีขอรับ{#emotions_dlg.d4}


sibirain เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 98 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 9 ต.ค. 2551 (08:34)

  สนุกดีขอรับ{#emotions_dlg.d4}


sibirain เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 98 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 8 พ.ย. 2551 (14:49)

อยากทราบเรื่อง สัดส่วน Pro Portion ค่ะ
  ใครรู้ก็ช่วยบอกหน่อยนะค่ะ
 คือ.....ต้องทำรายงานส่งครู
  


เดกเหนือ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 17 พ.ย. 2551 (19:47)

ต่อไปนี้ อะไรๆ ก็คงเป็นนาโนกันหมดแล้วสินะ เด๋วก็จะมีหุ่นยนต์นาโนมาคอยรักษาเราอีก เหอะๆๆ ดีจริงๆ ทำให้มนุษย์ตายยากขึ้น


BigBin เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 26 พ.ย. 2551 (11:56)

ขอให้ข้อมูลสำหรับค่า phi ค่ะ
ค่า phi มีค่าเท่ากับ (1+รากที่สองของ 5) /2 ค่ะ 
(ไม่แน่ใจว่ามีคนเข้ามาตอบเรื่องนี้หรือยังนะคะ)


kuuu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 54 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา
(ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 7,282 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 156 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน


Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • thaigoodview
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
    ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : smile@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-5820595
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in1.9066 seconds !