 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/328" type="text/javascript"></script> |
|
รหัสลับนาโนเทคโนโลยี ใน รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code)
สุดยอดความลับของนาโนเทคโนโลยีที่แฝงตัวอยู่ใน The Da Vinci Code กำลังจะถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ลำดับเลขฟีโบนักชี ฟี (Φ) อัตราส่วนทองคำ เพนทาเคิล รหัสลิขิต เลโอนาร์โด ดาวินชี สมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน โฮลี่เกรล นาโนไดรฟ์ ฯลฯ
post ครั้งแรก: Mon 8 January 2007, 6:41 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 10 January 2007, 6:43 pm
|
หน้าที่ 3 - สัดส่วนเทพประทาน (The Divine Proportion)
ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา
ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
Phi กับ หลายสิ่งหลายอย่างรอบๆตัว
Phi กับ ดีเอ็นเอ
สัดส่วนต่างๆของดีเอ็นเอ (DNA) มีความเกี่ยวข้องกับ phi เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น อัตราส่วนระหว่างความยาวของ major groove ต่อ minor groove ของดีเอ็นเอก็มีค่าเท่ากับ phi หรืออัตราส่วนต่างๆของภาคตัดขวางของดีเอ็นเอก็ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับ phi ทั้งสิ้น
ภาคตัดขวาง (cross section) ของดีเอ็นเอที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิคแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์
ภาคตัดขวางของดีเอ็นเอ ซึ่งแสดงวงรอบที่เกิดจากการหมุนเกลียวของดีเอ็นเอครบหนึ่งรอบ ซึ่งประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์จำนวน 10 คู่ โดยที่นิวคลีโอไทด์แต่ละคู่จะทำมุมต่อกัน 36 องศา ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในรูปสิบเหลี่ยมทองคำ (golden decagon) ที่เกิดจากรูปห้าเหลี่ยมทองคำหรือเพนตากอนสองรูปซ้อนทับกันอยู่ โดยหมุนรูปหนึ่งไป 36 องศา โดยที่อะตอมต่างๆที่พบในดีเอ็นเอถูกแสดงด้วยสีที่แตกต่างกันโดยที่ คาร์บอน = สีส้ม, ออกซิเจน = สีฟ้า, ไนโตรเจน = สีแดง, ไฮโดรเจน = สีขาว และฟอสฟอรัส = สีม่วง)
(ภาพประกอบจาก http://ec.europa.eu/research/rtdinfo/special_ms/03/article_2311_en.html)

ความยาวของ ดีเอ็นเอ เท่ากับ 34 นาโนเมตร เกิดจากการรวม major groove ที่มีความยาว 21 นาโนเมตร เข้ากับ minor groove ที่มีความยาว 13 นาโนเมตร เข้าด้วยกัน (13 + 21 = 34) ท่านผู้ท่านรู้สึกคุ้นๆเลขเหล่านี้บ้างไหมครับ ใช่แล้วครับมันก็คือ เลขฟีโบนักชี นั่นเอง!
สัดส่วนต่างๆของดีเอ็นเอ มีความเกี่ยวข้องกับ Phi เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น
ความยาวของ major groove (21 นาโนเมตร) ต่อความยาวของ minor groove (13 นาโนเมตร) จะมีค่าเท่ากับ 1.615
ซึ่งใกล้เคียงกับ Phi
(รูปประกอบจาก
http://milan.milanovic.org/math/english/body/pages/12.dna-b.html)
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่า
โมเลกุลบัคมินสเตอร์ฟูลเลอรีน (Buckminsterfullerene) หรือ
บัคกี้บอล ก็มีความเกี่ยวข้องกับ Phi และเพนตากอนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจาก บัคกี้บอล มีโครงสร้างโมเลกุล ประกอบด้วยคาร์บอน 60 อะตอม (C60) เชื่อมต่อกันเป็นรูปทรงกลม คล้ายกับลูกฟุตบอล ซึ่งเป็นรูปทรงแบบไอโคซาฮีดรอน บัคกี้บอล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโมเลกุล ประมาณ 1 นาโนเมตร ประกอบด้วย วงหกเหลี่ยมของคาร์บอน (hexagons) จำนวน 20 วง และวงห้าเหลี่ยม (pentagons) จำนวน 12 วง โดยที่บัคกี้บอล ถือว่าเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ ที่มีรูปทรงสมมาตรที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยค้นพบจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าโมเลกุลบัคมินสเตอร์ฟูลเลอรีน (Buckminsterfullerene) หรือบัคกี้บอล (Bucky ball) ก็มีความเกี่ยวข้องกับ phi และเพนตากอนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากบัคกี้บอลมีโครงสร้างโมเลกุลประกอบด้วยคาร์บอน 60 อะตอม (C60) เชื่อมต่อกันเป็นรูปทรงกลมคล้ายกับลูกฟุตบอลซึ่งเป็นรูปทรงแบบไอโคซาฮีดรอน (icosahedron) บัคกี้บอลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโมเลกุลประมาณ 1 นาโนเมตร ประกอบด้วยวงหกเหลี่ยมของคาร์บอน (hexagons) จำนวน 20 วง และวงห้าเหลี่ยม (pentagons) จำนวน 12 วง โดยที่บัคกี้บอลถือว่าเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ที่มีรูปทรงสมมาตรที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบจนถึงปัจจุบัน เพราะว่าโมเลกุลบัคกี้บอลมีแกนสมมาตรมากถึง 120 แกนทำให้สามารถรองรับและถ่ายเทแรงกระทำซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีทำให้ไม่ต้องมีโมเลกุลหรือโครงสร้างอื่นใดมารองรับภายใน ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวสามารถนำไปเป็นแบบสำหรับการสร้างอาคารรูปทรงโดมขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องมีเสาและคานมารองรับน้ำหนักของตัวอาคารแต่อย่างใด

รูปทรงโมเลกุลบัคมินสเตอร์ฟูลเลอรีน

รูปแสดงโครงสร้างของบัคกี้บอลที่ประกอบไปด้วยเพนตากอนหรือวงห้าเหลี่ยมจำนวน 12 วง โดยที่เพนตากอนแต่ละวงจะถูกห้อมล้อมด้วยเฮกซากอนหรือวงหกเหลี่ยมจำนวน 5 วง
ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า โครงสร้างของบัคกี้บอลนี้มีประวัติยาวนานนับหลายร้อยปี เพราะมีการค้นพบหลักฐานว่ารูปร่างของบัคกี้บอลถูกบันทึกไว้เป็นครั้งแรกที่ห้องสมุดแห่งวาติกัน
ซึ่งวาดขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์และศิลปินชื่อ ปิเอโร เดลลา ฟรานเซสกา (Piero Della Francesca) ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1480 โน่นเลยทีเดียว
บัคกี้บอลมีสมบัติเชิงฟิสิกส์และเคมีที่แปลกประหลาดหลายประการ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด และใช้เป็นพาหนะนำส่งยาแบบนำวิถี (drug delivery)
นอกจากนี้ยังสามารถนำบัคกี้บอลไปใช้ประโยชน์ในด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ (nanoelectronic)ได้อย่างมากมาย
อ่านเรื่อง
บัคกี้บอล
ยามหัศจรรย์แห่งยุคนาโน เขียนโดย
ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา
ได้ที่
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=276
นอกจากนี้ จะเป็นด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม ที่มีการพบว่าเลโอนาร์โด ดาวินชี ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัคกี้บอลด้วยเช่นเดียวกัน ! ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า เลโอนาร์โด เป็นผู้ที่รักในวิชาสัณฐานวิทยาเป็นอย่างมาก โดยผลงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่โด่งดังที่สุดของเขา ก็คือการวาดภาพอธิบายรูปทรงแบบหลายเหลี่ยม หรือพอลิฮีดรอล (polyhedral) อันสวยงามวิจิตรดังที่ปรากฎในหนังสือ The Divine Proportion หรือ สัดส่วนเทพประทาน ของ ลูก้า พาซิโอลี (Luca Pacioli) นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน
โดยที่รูปทรงแบบพอลิฮีดรอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงแบบไอโคซาฮีดรอน (icosahedron) มีความเกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งต่างๆที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนหลายชนิดมีรูปทรงแบบนี้ เช่น รูปทรงของผลึกขนาดนาโน รูปทรงโมเลกุลบัคกี้บอล หรือรูปทรงเปลือกหุ้มไวรัสบางชนิด เป็นต้น
ภาพวาดของ เลโอนาร์โด ดาวินชีแสดงรูปทรงแบบทรังเคทไอโคซาฮีดรอล (truncated icosahedron)
ที่ปรากฎในหนังสือ The Divine Proportion ในปี ค.ศ. 1509
หน้ากากทองคำ (Golden Mask)
ท่านผู้อ่านเคยคิดไหมว่า ใบหน้าที่หล่อหรือสวยนั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร?
คำตอบก็คงมีหลากหลายมาก ตั้งแต่ ใบหน้าควรมีความสมมาตร ได้รูป ผิวพรรณดี ไม่มีริ้วรอย ฯลฯ แต่ สตีเฟน มาร์ควอร์ต (Stephen Marquardt) ซึ่งเป็นหมอศัลยกรรมพลาสติก กล่าวว่าใบหน้ามนุษย์ที่งดงามที่สุดต้องมีสัดส่วนของบริเวณสำคัญบนใบหน้าตรงกับ หน้ากากทองคำ (golden mask) โดยหน้ากากทองคำที่ว่านี้ก็เกี่ยวข้องกับ phi อีกเช่นกัน!
ทั้งนี้ก็เพราะว่าหน้ากากทองคำถูกสร้างขึ้นมาจากรูปสิบเหลี่ยมทองคำที่มีเส้นเชื่อมโยงทุกจุดเข้าหากันนั่นเอง

หน้ากากทองคำ ที่ใช้กำหนดรูปหน้าในอุดมคติ
ถ้าผู้อ่านท่านใดเชื่อแนวคิดนี้และสนใจ ที่จะดัดแปลงหน้าตาตนเองให้คล้ายคลึงกับหน้ากากทองคำแล้วละก้อ เห็นทีที่จะต้องพึ่งหมอศัลยกรรมมือดี ที่รู้เรื่องหน้ากากทองคำให้ช่วยดัดแปลงหน้าตาให้ แต่ผู้เขียนคิดว่าคนเราควรพึงพอใจกับหน้าตาของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจะดีกว่า ยกเว้นแต่ว่าหน้าตามันแย่จริงๆ เพราะถ้าเกิดไปทำศัลยกรรมแล้ว ดีไม่ดีหน้าตาจะยิ่งแย่เข้าไปกว่าเดิม
(รายละเอียดเกี่ยวกับ หน้ากากทองคำ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ หนังสือ กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง 2 ของ ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อัตราส่วนทองคำ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ
The Golden Ratio: The Story of Phi, the World's Most Astonishing Number (Broadway Books)
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 50 ความเห็น, หน้า่ |
1|
2| -
3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 13 ธ.ค. 2549 (02:31) ด้วย หาข้อมูลมาเรื่อยๆก็มาเจอบทความนี้ น่าสนใจดีก็เลยแวะมาอ่านดูได้ความรู้เยอะมากเลย ทำให้ได้ความคิดในการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
ฉัตรชัย นามมี/robman_19@163.com (IP:202.28.35.1)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 29 ธ.ค. 2549 (11:42) ว้าว มหัศจรรย์จริงๆ ตัวเลขระทึกโลก
ขอบคุณนะคะ ที่นำเกร็ดความรู้มาให้อ่าน
อยู่หลังเขา (IP:203.151.137.28)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 15 ม.ค. 2550 (19:28) ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องPHI คับ ผมอยากรู้เรื่องราวของเลขฟีโบนักชีอีกเยอะๆเรยคับ ผมอ่าน รหัสลับดาวินชี มีหลายเรื่องที่ทึ่งอย่างแรง ไม่ว่าจะประวัติของศาสนา ทุกอย่างทำให้ผมตระหนักได้อย่างนึงคับ ประวัติศาสตร์มีหน้าที่บอกเล่าแก่ลูกหลานจิง แต่ประวัติศาสตร์ที่ดีมีไว้แก่ผู้ชนะเท่านั้นใช่มั้ยคับ แร้วประวัติศาสตร์ที่แท้จิง ก้อถูกผู้ชนะปกปิดไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติ หรือแม้แต่กระทั่งประเทศไทย!
yukimura_27@hotmail.com (IP:203.113.41.135)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 16 ม.ค. 2550 (13:05) ขอบคุณมากเลยนะครับผมได้ความรู้มากเลยครับ
ในชีวิตผมฝันว่าผมอยาก เป้นหมอนะครับ
rkob_rkob@hotmail.com (IP:61.91.35.196)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 17 ม.ค. 2550 (19:56) บทความสนุกและให้ความรู้มากครับ
ไม่รู้ว่าคุณเปาเปา คห.15 ยังงงอยู่หรือเปล่า
คือลำดับเลขFibonacci 1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 .......................
ตำแหน่งที่ 5 คือเลข 5 พอดี วิธีคิดคือ เอาเลขที่ถัดไป 1หลัก ซึ่งคือ 3 บวกกับเลขที่ถัดไป 2 หลัก
ซึ่งคือ 2 เท่ากับ 3+2 = 5
เอาใหม่ สมมุติตำแหน่งที่ 7 ก็เอาตำแหน่งที่ 6 คือเลข 8 บวกเลขที่ถัดไป 2 หลัก คือ 5
เท่ากับ 8+5 = 13 ดังนั้นตำแหน่งที่ 7 คือ 13
ชัชวาลย์ (IP:124.120.40.156)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 17 ม.ค. 2550 (22:02) ผมอยากได้ข้อมูล เกี่ยวกบตัวอย่างที่แตกต่างมากกว่านี้อ่ะคับ ใครพอจะช่วยหาตัวอย่างเพิ่มเติมหรือ จะช่วยแนะวิธีคิดหาตัวอย่างได้บ้างคับ phi
touy_chal@hotmail.com (IP:203.114.99.136)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 23 ม.ค. 2550 (16:37) จากบทความ หน้า 2 ที่ว่า ค่าที่แท้จริงของ Phi เท่ากับ (1 + 5)/2) หรือประมาณ 1.61803398874989... <br />
ไม่ทราบว่า เอา 1 + 5 แล้วหารด้วย 2 หรืออย่างไร ก็มีค่าเท่ากับ 3 หรือเขียนในรูปอย่างไร<br />
ช่วยไขด้วยครับ
thongdand_n@chaiyo.com (IP:203.172.217.57)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 29 ม.ค. 2550 (19:35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 13 ก.พ. 2550 (21:44) บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดครับอาจารย์ สุดยอด........ขอคารวะ
คำหล้า/kiatp123@hotmail.com (IP:222.123.31.193)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 7 ส.ค. 2550 (09:05) ชอบมากๆเลยค่ะ เคยอ่านใน my math ฉบับที่ 29 แล้วล่ะค่ะ คิดตั้งน้านนาน แต่ก็ยังคิดไม่ออก ใครคิดออกแล้วช่วยหน่อยนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 15 ส.ค. 2550 (14:43) ทึ่งมาก...คิดได้ไง
ตอนอ่านหนังสือรหัสลับดาวินชี ก็วางหนังสือไม่ลงเลย มีแต่คำถามและข้อสงสัยเต็มไปหมด ทุกวันนี้ยังคงสนใจอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไพเออรี่กับอัศวินเทมปลาอยู่เลยค่ะ
ปล. แพ้ทางคณิตศาสตร์สุดๆ (เคยไหมคะแนนเต็ม 50 ได้ตั้ง 1 คะแนน)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 2 ต.ค. 2550 (14:02) น่าทึ่งจริงๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 8 ต.ค. 2550 (08:28) วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
http://www.whatami.com
แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 8 ต.ค. 2550 (08:30) วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
http://www.whatami123.com
แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
(ขออภัยลิ้งค์เก่าผิดพลาด)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 12 ธ.ค. 2550 (11:23) น่าสนใจมากมาก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 25 ธ.ค. 2550 (16:01) ดาวินชีคิดได้ไงอะ มันเป็นทฤษฎีามแบบฉบับธรรมชาติจริงๆ นับถืออะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 25 ม.ค. 2551 (17:15) รอยหยักเค้าจะมีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปรึป่าว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 7 ก.พ. 2551 (11:19) เป็นไปได้...... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 เม.ย. 2551 (11:37) ชอบบทความนี้มากเลย จะมาติดตามต่อครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 1 มิ.ย. 2551 (10:49) อ่านแล้วก็เข้าใจยากเหมือนกันนะคับ