สารบัญ
หน้าที่ 8 - Phi กับ โครงสร้างโมเลกุลบัคกี้บอล
ภาพรายเส้นแสดงลักษณะรูปร่างแบบทรังเคทเต็ด ไอโคซาฮีดรอน ซึ่งเป็นโครงสร้างโมเลกุลของบัคกี้บอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งจิตรกรชาวอิตาเลียนชื่อ ปิเอโร เดลลา ฟรานเซสกา วาดไว้ในหนังสือ Libellus de Quinque Corpibus Regularibus ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค. ศ. 1480 ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งวาติกัน
ภาพเหมือนของลูก้า พาซิโอลี นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียนผู้ซึ่งทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษาเกี่ยวกับรูปทรงแบบหลายเหลี่ยมหรือพอลิฮีดรอลแบบต่างๆ ภาพนี้วาดขึ้นโดยจิตรกรชาวอิตาเลียนชื่อ จาคอโป เดอ บาร์บารี (Jacopo de Barbari) ในปี ค.ศ. 1495 (ภาพจาก
http://www.col-camus-soufflenheim.ac-strasbourg.fr/Page.php?IDP=640&IDD=0)
ภาพเหมือนของโยฮันเนส นิวดอร์เฟอร์ (Johannes Neudorfer) ในขณะที่เขากำลังสอนลูกชายของเขาเกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตแบบทรงเหลี่ยมสิบสองหน้า (dodecahedron) ภาพนี้วาดโดยจิตรกรในยุคเรอเนซองส์ชื่อ นิโคเลาส์ เนิฟชาเตล (Nicolaus Neufchatel) ในปี ค.ศ. 1561 (ภาพจาก
http://www.col-camus-soufflenheim.ac-strasbourg.fr/Page.php?IDP=640&IDD=0)
ภาพ สัตยาธิษฐานแห่งพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย หรือ Sacrament of the Last Supper หรือ La cène (ค.ศ. 1955) ของซาลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) ใช้หลักการของฟี (Phi) ในการทำให้ภาพทั้งสองข้างมีความสมดุลกัน โดยพระเยซูประทับอยู่บริเวณกึ่งกลางของภาพโดยมีเหล่าอัครสาวกนั่งอยู่ทางซ้ายมือและขวามือฝั่งละ 6 คน การนำ Phi มาใช้ในการกำหนดสัดส่วนของภาพ ทำให้ภาพนี้มีความสมดุลเป็นอย่างยิ่ง และถ้าสังเกตภาพนี้ให้ดีจะพบว่ามีโครงสร้างของรูปทรงแบบทรังเคเต็ดไอโคซาฮีดรอน (truncated icosahedron) ซึ่งเป็นรูปทรงโครงสร้างโมเลกุลของบัคกี้บอลที่มีความเกี่ยวข้องกับค่า Phi ปรากฏอยู่ด้านบนของภาพนี้ด้วย
The Last Supper (พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย)
The Last Supper หรือ พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย เป็นภาพที่แสดงถึงเหตุการณ์ในชั่วขณะที่พระเยซูได้ตรัสขึ้นว่า จะมีคนหนึ่งในพวกท่านทรยศต่อเรา ซึ่งทำให้เหล่าสาวกต่างพากันตระหนกตกใจโดยแต่ละคนมีสีหน้าท่าทางและปฏิกิริยาแตกต่างกันไป ยูดาห์ อิสคาริโอท (Judah Iscariot) ผู้ทรยศลุกขึ้นมาจูบพระเยซูเป็นอาณัติสัญญาณให้ทหารโรมันรู้ว่าคนไหนคือพระเยซู ในภาพนี้พระเยซูถูกห้อมล้อมด้วยอัครสาวกทั้ง 12 คน เรียงรายซ้ายขวาข้างละ 6 คน ซึ่งจับกลุ่มเป็นหมู่ย่อยกลุ่มละ 3 คน โดยความสำคัญของภาพนี้อยู่ที่การแสดงอารมณ์ออกมาได้เป็นเลิศ ให้แสงและเงาเหมือนจริง แสงสว่างภายนอกหน้าต่างตรงพระเศียรทำให้พระเยซูดูมีรัศมีตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องวาดเป็นสัญลักษณ์เหมือนในสมัยกลาง นอกจากนี้ยังช่วยดึงดูดสายตาให้สนใจพระเยซูเป็นสำคัญ ในปัจจุบัน ภาพนี้ประดับอยู่บนฝนังของวิหารซานตามาเรียเดลเลกราซี (Santa Maria delle Grazie) ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
ภาพ The Last Supper บนผนังของวิหารซานตามาเรียฯ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของนวนิยายรหัสลับดาวินชี จริงหรือไม่ที่ว่าภาพนี้มีสัญลักษณ์หรือรหัสลับที่เลโอนาร์โด ดาวินชี ได้แอบซ่อนเอาไว้เพื่อที่จะบอกเป็นนัยว่าที่แท้จริงแล้ว จอกศักดิ์สิทธิ์ หรือโฮลีเกรล (Holy Grail) ที่ผู้คนจำนวนมากต่างพากันเสาะแสวงหามาทุกยุคทุกสมัยนั้นคืออะไรกันแน่ ระหว่างถ้วยไวน์ที่พระเยซูทรงใช้ดื่มในพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย หรือว่าเป็นจอกที่ใช้รองรับพระโลหิตของพระเยซูในระหว่างที่ถูกตรึงกางเขน หรือว่าจะเป็นสายโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมานานสองพันปี
ตามเนื้อเรื่องในนวนิยายรหัสลับดาวินชี เลโอนาร์โด ดาวินชี ผู้เป็นประมุขของสมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนได้แฝงรหัสลับที่ใช้บอกเล่าประวัติที่แท้จริงของพระเยซูเอาไว้ในภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย โดยเลโอนาร์โดตั้งใจจัดองค์ประกอบของภาพให้เป็นรหัสลับในตัวเอง โดยให้พระเยซูกางมือออกเป็นขาข้างหนึ่งของตัวอักษร M และให้กลุ่มอัครสาวกที่นั่งอยู่ซีกขวาอีก 3 คน ได้แก่ แมรี่ แม็กดาลีน (ซึ่งความจริงน่าจะเป็น เซนต์จอห์น มากกว่า) ยูดาห์ และปีเตอร์ จับกลุ่มกันเป็นขาอีกข้างหนึ่งของตัวอักษร M ทำให้เมื่อมองดูบริเวณว่างที่อยู่ระหว่างพระเยซูกับอัครสาวกทั้งสามจะเห็นเป็นตัวอักษร M อยู่บริเวณกลางภาพพอดี ซึ่งเหมือนกับว่าเลโอนาร์โดจงใจที่จะสื่อถึงตัวอักษร M ในชื่อของแมรี่ ชาวมักดาลา หรือ แมรี่ แม็กดาเลน (Mary Magdalene) เอาไว้ในภาพนี้นั่นเอง นอกจากนี้บริเวณช่องว่างดังกล่าวยังสามารถมองเป็นตัวอักษร V ที่ลอยอยู่เหนือตัวอักษร M ได้อีกด้วย โดยตัวอักษร V มีลักษณะคล้ายกับรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่มีฐานอยู่ด้านบน ซึ่งก็คล้ายกับสัญลักษณ์ของ จอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเพศหญิง อย่างไรก็ตามในภาพนี้ไม่มีภาชนะใดๆ เลยที่มีลักษณะคล้ายกับจอกหรือถ้วยมีขาที่ใช้ในการดื่มไวน์ปรากฏอยู่เลย ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่า เลโอนาร์โด ดาวินชี วาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อจะบอกใบ้ให้ทราบว่าจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ถ้วยไวน์ที่พระเยซูใช้ดื่มกับอัครสาวกในพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายก่อนที่จะถูกทหารโรมันจับไปประหารชีวิต แต่เป็นหญิงสาวที่ชื่อ แมรี่ แม็กดาลีน ซึ่งเป็นเจ้าของรหัสลับตัวอักษร M และ V ที่ซ่อนอยู่ในภาพนี้นั่นเอง
แต่ในมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อภาพ The Last Supper นั้นกลับคิดว่าประเด็นสำคัญของภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่รหัสลับที่เลโอนาร์โดแอบซ่อนเอาไว้ แต่กลับอยู่ที่ว่าภาพนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงอัจฉริยภาพทางด้านจิตรกรรมของเลโอนาร์โด ดาวินชี ที่สามารถกำหนดสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และทัศนียภาพของภาพนี้ก็มีความสมบูรณ์มากจนราวกับว่าเลโอนาร์โด ดาวินชีได้นำคอมพิวเตอร์กราฟฟิกมาใช้ในการออกแบบทัศนียภาพของภาพนี้เลยทีเดียว ถ้าจะลองวิเคราะห์ว่าเลโอนาร์โดใช้วิธีการใดในการกำหนดสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆในภาพได้อย่างเป็นอย่างดีนั้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่เลโอนาร์โดได้นำเอา Phi และลำดับเลขฟีโบนักชี มาใช้ในการออกแบบภาพนี้ โดยท่านผู้อ่านสามารถสังเกตได้จากภาพข้างล่างนี้
สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำที่ปรากฏอยู่ในภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดาวินชี (ภาพจาก
http://www.phimatrix.com/images/s-lastsupper.jpg)
ส่วนลำดับเลขฟีโบนักชีนั้น ท่านผู้อ่านอาจจะลองสังเกตจำนวนของสิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้ อาทิเช่น พระเยซูมี 1 คน ในห้องนี้มีโต๊ะยาว 1 ตัว อัครสาวกนั่งแยกกันเป็น 2 ฝั่ง หน้าต่างมี 3 บาน อัครสาวกนั่งจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆกลุ่มละ 3 คน เมื่อรวมจำนวนกลุ่มย่อยของอัครสาวกเข้ากับพระเยซู (4+1) จะได้เท่ากับ 5 รูปติดฝาฝนังทั้งสองฝั่งรวมกันมีทั้งหมด 8 รูป และจำนวนบุคคลทั้งหมดในภาพมีจำนวนทั้งสิ้น 13 คน เป็นต้น ตัวเลขฟีโบนักชีพวกนี้ผู้เขียนลองนึกขึ้นมาเอง ท่านผู้อ่านท่านใดที่สนใจอาจจะลองนับดูเล่นๆก็ได้ เพราะบางทีท่านอาจจะเจอรหัสลับอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกก็ได้
ภาพลายเส้นที่เลโอนาร์โอ ดาวินชี เขียนขึ้นมาในปี ค.ศ. 1495 เพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนขององค์ประกอบต่างๆที่อยู่ในภาพ The Last Supper ซึ่งเพื่อพิจารณาจากรูปสามเหลี่ยมที่อยู่ภายในวงกลมน่าจะพอบอกเราได้ว่าเลโอนาร์โดได้นำเอาค่า Phi มาใช้ในการกำหนดสัดส่วนต่างๆของภาพนี้อย่างแน่นอน (ภาพจาก
http://www.universalleonardo.org/work.php?id=455)
แผ่นแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ , Pyramide,
The Shimizu TRY 2004 Mega-City Pyramid,666
พีระมิดแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
ลาปีรามีด (La Pyramide) หรือพีระมิดแก้วที่เป็นทางเข้าใหม่ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1989 โดยการออกแบบของ ไอ เอ็ม เป่ย (Ieoh Mong Pei) สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน โดยการใช้กระจกทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 698 แผ่น ประกอบกันมาเป็นพีระมิดแก้ว โดยมีน้ำหนักรวมกันถึง 180 ตัน และใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 3 ปี
ส่วนสาเหตุที่ใช้พีระมิดแก้วเป็นทางเข้าของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ก็เพราะต้องการที่จะสื่อถึงความทันสมัยและความเก่าแก่อยู่รวมกันในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากนี้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ยังมีโบราณวัตถุของอียิปต์โบราณอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้การใช้พีระมิดแก้วเป็นทางเข้าใหม่จึงมีความเหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตาม ในนวนิยายเรื่อง รหัสลับดาวินชี นั้น แดน บราวน์ได้อ้างว่าพีระมิดแก้วของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ถูกสร้างขึ้นจากแผ่นกระจกจำนวน 666 แผ่น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวตะวันตกถือว่าเป็นเลขของซาตาน หรือปฏิปักษ์ของพระคริสต์ (Anti Christ) ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะแดน บราวน์ อยากให้เนื้อเรื่องนวนิยายของเขามีมนตร์ขลัง น่าเชื่อถือ และเต็มไปด้วยเงื่อนปมลึกลับมากมายที่สอดประสานกันเป็นอย่างดี และเขาก็ทำได้ดีซะด้วย!! เพราะว่าในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังก่อสร้างพีระมิดแก้วนั้นมีหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสหลายฉบับรายงานว่าพีระมิดแก้วของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์สร้างขึ้นจากกระจกจำนวนทั้งสิ้น 666 แผ่น จึงทำให้เกิดกระแสข่าวลือขึ้นมาในช่วงเวลานั้น ดังนั้นเมื่อนวนิยายเรื่องรหัสลับดาวินชีได้เริ่มวางจำหน่ายและมีชื่อเสียงโด่งดังมากก็ทำให้กระแสข่าวลือเรื่องกระจก 666 แผ่นกลับมาอยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง


พีระมิดแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และมหาพีระมิดแห่งเคออปส์ (Pyramid of Cheops) ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตศักราช บริเวณที่ราบสูงกีเซ่ห์ (Gizdh) หรือ กีซ่า (Giza) ในประเทศอียิปต์ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับ Phi เป็นอย่างมาก
เมื่อกล่าวถึงเรื่องพีระมิดแล้ว ก็ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีกับรูปทรงพีระมิดไว้ในบทความนี้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่ารูปทรงพีระมิดมีความเกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพีระมิดที่มีขนาดเล็กเพียงไม่กี่นาโนเมตรที่เกิดขึ้นจากการจัดเรียงตัวของอะตอม ไปจนถึงพีระมิดขนาดยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามหาปิระมิดกิเซ ที่ประเทศอียิปต์หลายเท่าตัว
อภิมหาโครงการหรือ เมกาโปรเจ็กต์ ของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า The Shimizu TRY 2004 Mega-City Pyramid เป็นโครงการก่อสร้างพีระมิดแก้วขนาดยักษ์ที่บรรจุเมืองขนาดใหญ่ทั้งเมืองเอาไว้ภายใน ณ บริเวณอ่าวโตเกียว โดยพีระมิดแก้วที่ว่านี้มีความสูงถึง 2 กิโลเมตร หรือสูงกว่ามหาพีระมิดที่กิเซ ประเทศอียิปต์ถึง 12 เท่า สามารถรองรับประชากรได้เกือบ 8 แสนคน โดยถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็จะทำให้พีระมิดแก้วนี้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก! แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่การเลือกใช้วัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง เช่น ฐานรับน้ำหนักปิระมิดและโครงสร้างหลัก เช่น เสาและคานต่างๆจะผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุแบบใหม่ที่มีการผสมท่อนาโนคาร์บอน (carbon nanotubes) เข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถทนทานต่อแผ่นดินไหว แรงลมจากมหาสมุทร และคลื่นสึนามิ นอกจากนี้กระจกและส่วนนอกของพีระมิดจะถูกเคลือบด้วยฟิล์มที่มีความบางในระดับนาโนเมตรซึ่งบรรจุเซลล์โฟโต้โวลตาอิก (photovoltaic cells) เอาไว้เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงแดดไปเป็นไฟฟ้าเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักของพีระมิดยักษ์แห่งนี้

แบบจำลองโครงสร้างของพีระมิดแก้ว ณ บริเวณชายฝั่งของอ่าวโตเกียวที่บรรจุเมืองขนาดใหญ่เอาไว้ทั้งเมือง
(ภาพประกอบจาก
http://dsc.discovery.com/convergence/engineering/pyramidcity/interactive/interactive.html)
ภาพวาดของพีระมิดแก้วขนาดยักษ์ที่มีเมืองขนาดใหญ่อยู่ภายในเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
พีระมิดนาโน โดยปรากฏการณ์ทางควอนตัม
พีระมิดนาโน (nano-pyramid) ที่มีขนาด 10 x 10 นาโนเมตร ที่เกิดขึ้นจากการประกอบตัวเอง (self-assembled) ของอะตอมเจอร์มาเนียม (สีชมพูและมีน้ำเงิน) บนชั้นฐานที่เป็นอะตอมซิลิกอน (สีเขียว) โดยที่นักวิจัยจะนำโครงสร้างดังกล่าวนี้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงซึ่งทำงานโดยอาศัยปรากฏการณ์ทางควอนตัม (ภาพประกอบจาก
http://www.wellcome.ac.uk/doc_WTD015829.html)
ภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกแสดงลักษณะการจัดเรียงตัวของอะตอมเป็นรูปทรงพีระมิดที่มีขนาดในระดับนาโนเมตร(ภาพประกอบจาก
http://math.nist.gov/mcsd/savg/vis/nano/pyramide.rot.gif)
พีระมิดขนาดนาโนของ Cu2O ที่มีลักษณะคล้ายกับพีระมิดของชนเผ่ามายา โครงสร้างดังกล่าวสังเคราะห์ขึ้นจากการออกซิเดชันฟิล์มบางของทองแดงที่อุณหภูมิประมาณ 1,000 องศาเซลเซียส (ผลงานของ Liang Wang และ Guangwen Zhou จาก University of Pittsburgh)
พีระมิด อัล คาสติลโล (El Castillo) แห่งชิเชนอิตซา (Chichen Itza) ที่ชาวเผ่ามายาสร้างขึ้นในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 ณ บริเวณคาบสมุทรยูคาตัง (Yucatan) ประเทศเม็กซิโก พีระมิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้นๆ มีบันไดกลางรอบด้าน ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทสี่เหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปเพื่อใช้ทำพิธีสังเวยเทพเจ้า
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ เลขอาถรรพณ์ 666
ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธะสัญญาใหม่ (New Testament) เล่มที่ 27 ซึ่งเป็นเล่มสุดท้าย วิวรณ์ (Revelation) ในบทที่ 13 ได้มีการกล่าวถึงสัตว์ร้าย (beast) ซึ่งน่าจะหมายถึงซาตานที่เป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ โดยสัตว์ร้ายที่ว่านี้มีชื่อที่ตรงกับตัวเลขที่มนุษย์ใช้กันอยู่คือ 666 นั่นเอง โดยปรากฏข้อความว่า
ถ้าผู้ใดมีความเข้าใจก็ให้ตรึกตรองเลขของสัตว์ร้ายนั้น เพราะเป็นเลขของบุคคลผู้หนึ่ง เลขของมันคือ หกร้อยหกสิบหก
ความเชื่อเกี่ยวกับเลข 666 มีมานานหลายยุคหลายสมัยและกระจายเข้าไปในหลายแหล่งอารยธรรมของโลก ไม่ว่าจะเป็นโรมัน ฮีบรู และอารยธรรมตะวันตกเกือบทั้งสิ้น เหรียญทองคำโบราณที่ทำขึ้นในยุคบาบีโลนซึ่งถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเบอร์ลิน เป็นเหรียญสองด้านที่มีด้านหนึ่งเป็นการแสดงว่าพวกเขาบูชาพระอาทิตย์ แต่เหรียญอีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นตารางสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มีแบ่งออกเป็นช่องจำนวนทั้งหมด 36 ช่อง (6x6) โดยที่แต่ละช่องจะมีการเติมตัวเลขลงไปตั้งแต่ 1 ถึง 36 โดยไม่ซ้ำกัน แต่ที่น่าแปลกคือผลรวมของตัวเลขในแต่ละแถวจะมีค่าเท่ากับ 111 ในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอน และแนวทแยง ซึ่งถ้าเอาคูณด้วยเลข 6 เข้าไปจะพบว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเลข 666 นั่นเอง
รายละเอียดด้านหน้าและหลังของเหรียญตราแห่งดวงอาทิตย์ Sigilla Solis หรือ sun seal ของชาวบาบีโลเนียน (ภาพจาก
http://www.aloha.net/~mikesch/666.htm)
ตัวเลขในแต่ละช่องของตารางที่ปรากฏอยู่บริเวณด้านหลังของเหรียญตราแห่งดวงอาทิตย์ โดยที่ผลรวมของตัวเลขในแต่ละแถวไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอน หรือทแยงมุม จะมีค่าเท่ากับ 111 เสมอ ซึ่งเมื่อคูณด้วยจำนวน 6 แถวในแนวแกนตั้งและแนวแกนนอนจะได้ผลรวมเท่ากับ 666
ในวิชาเคมีก็มีสารเคมีชนิดหนึ่งคือ เฮกซะคลอโรไซโคลเฮกเซน (1,2,3,4,5,6 - hexachloro-cyclohexane, C6H6Cl6) หรือเบนซีนเฮกซะคลอไรด์ (benzene hexachloride) ซึ่งเป็นสารสำคัญของยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก ส่วนมากถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ทางเกษตรกรรมเพื่อป้องกันและกำจัดแมลงและสัตว์อื่นๆ ซึ่งนักเคมีมักจะตั้งชื่อเล่นให้สารชนิดนี้ว่า 666
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 50 ความเห็น, หน้า่ |
1|
2| -
3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 13 ธ.ค. 2549 (02:31) ด้วย หาข้อมูลมาเรื่อยๆก็มาเจอบทความนี้ น่าสนใจดีก็เลยแวะมาอ่านดูได้ความรู้เยอะมากเลย ทำให้ได้ความคิดในการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
ฉัตรชัย นามมี/robman_19@163.com (IP:202.28.35.1)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 29 ธ.ค. 2549 (11:42) ว้าว มหัศจรรย์จริงๆ ตัวเลขระทึกโลก
ขอบคุณนะคะ ที่นำเกร็ดความรู้มาให้อ่าน
อยู่หลังเขา (IP:203.151.137.28)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 15 ม.ค. 2550 (19:28) ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องPHI คับ ผมอยากรู้เรื่องราวของเลขฟีโบนักชีอีกเยอะๆเรยคับ ผมอ่าน รหัสลับดาวินชี มีหลายเรื่องที่ทึ่งอย่างแรง ไม่ว่าจะประวัติของศาสนา ทุกอย่างทำให้ผมตระหนักได้อย่างนึงคับ ประวัติศาสตร์มีหน้าที่บอกเล่าแก่ลูกหลานจิง แต่ประวัติศาสตร์ที่ดีมีไว้แก่ผู้ชนะเท่านั้นใช่มั้ยคับ แร้วประวัติศาสตร์ที่แท้จิง ก้อถูกผู้ชนะปกปิดไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติ หรือแม้แต่กระทั่งประเทศไทย!
yukimura_27@hotmail.com (IP:203.113.41.135)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 16 ม.ค. 2550 (13:05) ขอบคุณมากเลยนะครับผมได้ความรู้มากเลยครับ
ในชีวิตผมฝันว่าผมอยาก เป้นหมอนะครับ
rkob_rkob@hotmail.com (IP:61.91.35.196)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 17 ม.ค. 2550 (19:56) บทความสนุกและให้ความรู้มากครับ
ไม่รู้ว่าคุณเปาเปา คห.15 ยังงงอยู่หรือเปล่า
คือลำดับเลขFibonacci 1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 .......................
ตำแหน่งที่ 5 คือเลข 5 พอดี วิธีคิดคือ เอาเลขที่ถัดไป 1หลัก ซึ่งคือ 3 บวกกับเลขที่ถัดไป 2 หลัก
ซึ่งคือ 2 เท่ากับ 3+2 = 5
เอาใหม่ สมมุติตำแหน่งที่ 7 ก็เอาตำแหน่งที่ 6 คือเลข 8 บวกเลขที่ถัดไป 2 หลัก คือ 5
เท่ากับ 8+5 = 13 ดังนั้นตำแหน่งที่ 7 คือ 13
ชัชวาลย์ (IP:124.120.40.156)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 17 ม.ค. 2550 (22:02) ผมอยากได้ข้อมูล เกี่ยวกบตัวอย่างที่แตกต่างมากกว่านี้อ่ะคับ ใครพอจะช่วยหาตัวอย่างเพิ่มเติมหรือ จะช่วยแนะวิธีคิดหาตัวอย่างได้บ้างคับ phi
touy_chal@hotmail.com (IP:203.114.99.136)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 23 ม.ค. 2550 (16:37) จากบทความ หน้า 2 ที่ว่า ค่าที่แท้จริงของ Phi เท่ากับ (1 + 5)/2) หรือประมาณ 1.61803398874989... <br />
ไม่ทราบว่า เอา 1 + 5 แล้วหารด้วย 2 หรืออย่างไร ก็มีค่าเท่ากับ 3 หรือเขียนในรูปอย่างไร<br />
ช่วยไขด้วยครับ
thongdand_n@chaiyo.com (IP:203.172.217.57)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 29 ม.ค. 2550 (19:35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 13 ก.พ. 2550 (21:44) บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดครับอาจารย์ สุดยอด........ขอคารวะ
คำหล้า/kiatp123@hotmail.com (IP:222.123.31.193)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 7 ส.ค. 2550 (09:05) ชอบมากๆเลยค่ะ เคยอ่านใน my math ฉบับที่ 29 แล้วล่ะค่ะ คิดตั้งน้านนาน แต่ก็ยังคิดไม่ออก ใครคิดออกแล้วช่วยหน่อยนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 15 ส.ค. 2550 (14:43) ทึ่งมาก...คิดได้ไง
ตอนอ่านหนังสือรหัสลับดาวินชี ก็วางหนังสือไม่ลงเลย มีแต่คำถามและข้อสงสัยเต็มไปหมด ทุกวันนี้ยังคงสนใจอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไพเออรี่กับอัศวินเทมปลาอยู่เลยค่ะ
ปล. แพ้ทางคณิตศาสตร์สุดๆ (เคยไหมคะแนนเต็ม 50 ได้ตั้ง 1 คะแนน)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 2 ต.ค. 2550 (14:02) น่าทึ่งจริงๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 8 ต.ค. 2550 (08:28) วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
http://www.whatami.com
แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 8 ต.ค. 2550 (08:30) วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
http://www.whatami123.com
แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
(ขออภัยลิ้งค์เก่าผิดพลาด)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 12 ธ.ค. 2550 (11:23) น่าสนใจมากมาก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 25 ธ.ค. 2550 (16:01) ดาวินชีคิดได้ไงอะ มันเป็นทฤษฎีามแบบฉบับธรรมชาติจริงๆ นับถืออะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 25 ม.ค. 2551 (17:15) รอยหยักเค้าจะมีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปรึป่าว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 7 ก.พ. 2551 (11:19) เป็นไปได้...... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 เม.ย. 2551 (11:37) ชอบบทความนี้มากเลย จะมาติดตามต่อครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 1 มิ.ย. 2551 (10:49) อ่านแล้วก็เข้าใจยากเหมือนกันนะคับ