 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/328" type="text/javascript"></script> |
|
รหัสลับนาโนเทคโนโลยี ใน รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code)
สุดยอดความลับของนาโนเทคโนโลยีที่แฝงตัวอยู่ใน The Da Vinci Code กำลังจะถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ลำดับเลขฟีโบนักชี ฟี (Φ) อัตราส่วนทองคำ เพนทาเคิล รหัสลิขิต เลโอนาร์โด ดาวินชี สมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน โฮลี่เกรล นาโนไดรฟ์ ฯลฯ
post ครั้งแรก: Mon 8 January 2007, 6:41 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 10 January 2007, 6:43 pm
|
หน้าที่ 9 - กาลิเลโอ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่าทำไมผู้เขียนถึงได้นำเอาเรื่องราวของกาลิเลโอมาแทรกไว้ในบทความนี้ด้วย เพราะในนวนิยายเรื่องรหัสลับดาวินชีไม่ได้มีการกล่าวถึงกาลิเลโอเอาไว้ตรงส่วนไหนเลย และชื่อของกาลิเลโอก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อของประมุขแห่งเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนแต่ประการใด แต่เหตุผลที่ผู้เขียนอยากนำเรื่องราวของกาลิเลโอมานำเสนอไว้ในบทความนี้ด้วยก็เพราะว่า กาลิเลโอ เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในยุคเรอเนซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ แนวคิดและความยึดมั่นในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเขาได้มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในยุคนั้น ซึ่งรวมไปถึงโรเบิร์ต บอยล์ และเซอร์ ไอแซก นิวตัน ซึ่งทั้งสองถูกระบุชื่อไว้ในนวนิยายรหัสลับดาวินชีว่าเป็นประมุขของสมาคมเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนด้วย นอกจากนี้แนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาที่กาลิเลโอยึดมั่นมาตลอดชีวิตของเขาได้ขัดแย้งกับหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาอย่างรุนแรง จนทำให้เขาถูกตุลาการศาสนาพิพากษาลงโทษให้สูญเสียอิสรภาพในช่วงบั้นปลายของชีวิต

กาลิเลอิ กาลิเลโอ (Galilei Galileo) นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ยึดมั่นในความจริงที่ตนเองค้นพบอย่างถึงที่สุด
แดน บราวน์ได้อ้างถึงกาลิเลโอไว้ในนวนิยายชื่อดังอีกเรื่องหนึ่งของเขา นั่นคือ เทวา กับ ซาตาน (Angels & Demons) โดยในเนื้อเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้ แดน บราวน์ได้อ้างว่า กาลิเลโอ เป็นสมาชิกระดับสูงของสมาคมลึกลับอันทรงพลัง อิลลูมินาติ (Illuminati) ซึ่งตั้งตนเป็นศัตรูกับคริสต์จักรโรมันคาทอลิกมาอย่างยาวนาน (ที่มา เทวา กับ ซาตาน ฉบับภาษาไทย บทที่ 9 หน้า 43)
ความเป็นมาของจักรวาลวิทยา ตั้งแต่ยุคของอริสโตเติลจนถึงเซอร์ ไอแซก นิวตัน
อริสโตเติลเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ โดยที่โลกจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ทุกดวงต่างพากันโคจรรอบโลกเป็นวงกลม ต่อมาในคริสต์วรรษที่ 2 ปโตเลมี นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวกรีกได้เพิ่มเติมรายละเอียดแนวคิดของอริสโตเติลให้สมบูรณ์มากขึ้นโดยการสร้างแบบจำลองจักรวาลขึ้นมา โดยกำหนดให้โลกเป็นจุดศูนย์กลางซึ่งถูกล้อมรอบด้วยทรงกลมที่ขยายใหญ่ออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นเป็นเส้นทางโคจรของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์อีกห้าดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ โดยที่ดาวเคราะห์เหล่านี้แต่ละดวงยังมีเคลื่อนที่ไปตามแนววงโคจรเล็กๆตามแนวของวงโคจรขนาดใหญ่ แบบจำลองจักรวาลของปโตเลมีมีวิธีการคำนวณตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างเป็นระบบ จึงทำให้แบบจำลองจักรวาลนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งรวมไปถึงคริสต์ศาสนจักรด้วย เพราะว่าแบบจำลองดังกล่าวนี้มีความสอดคล้องกับบันทึกในพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นอย่างมาก

แบบจำลองจักรวาลของปโตเลมีที่มีโลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงจันทร์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสาร์โคจรอยู่รอบนอกเป็นชั้นๆ ถัดออกไปเป็นเส้นทางโคจรของดาวประจำที่ ส่วนเขตแดนที่อยู่นอกวงโคจรชั้นนอกสุด จัดเป็นเขตแดนที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้
ความเชื่อในแนวคิดที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลได้สืบทอดต่อมาเป็นเวลายาวนานนับสองพันปี จนกระทั่งใน ค.ศ. 1514 แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติล/ปโตเลมี ก็ต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicholaus Copernicus) นักดาราศาสตร์ชาวโปลิช ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลขึ้นมาใหม่ซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางจักรวาลแทนที่จะเป็นโลก และเขาได้เรียบเรียงคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือชื่อ Commentariolus ต่อจากนั้นโคเปอร์นิคัสก็ได้ทำการอธิบายชี้แจงรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับทฤษฎีจักรวาลของเขาที่แสดงให้เห็นว่าดวงอาทิตย์หยุดนิ่งเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกโคจรไปรอบๆ โดยมีวงโคจรเป็นรูปวงกลม เอาไว้ในหนังสือชื่อ ว่าด้วยวิวัฒนาการของทรงกลมแห่งสรวงสวรรค์ (De Revolutionibus Orbium Coelestium) หรือ De Revolutionibus ซึ่งเป็นหนังสือที่โคเปอร์นิคัสต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงนานเกือบ 30 ปี อย่างไรก็ตาม โคเปอร์นิคัสไม่ได้ระบุชื่อของเขาลงไปในหนังสือทั้งสองเล่มนี้แต่ประการใด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเนื้อหาในหนังสือทั้งสองเล่มขัดแย้งกับคำสอนของคริสต์ศาสนาอย่างรุนแรง และในเวลาต่อมาเมื่อหนังสือ De Revolutionibus ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆก็ทำให้คริสต์ศาสนจักรสั่งห้ามเผยแพร่หนังสือเล่มนี้อย่างเด็ดขาด

หน้าปกของหนังสือ ว่าด้วยวิวัฒนาการของทรงกลมแห่งสรวงสวรรค์ (De Revolutionibus Orbium Coelestium) ของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1543 และแบบจำลองของสุริยจักรวาลตามแนวคิดของโคเปอร์นิคัสที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและมีดาวเคราะห์ต่างๆโคจรล้อมรอบด้วยวงโคจรรูปวงกลม
หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1609 กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาส่องดูดาวพฤหัส และพบว่าดาวพฤหัสมีดวงจันทร์บริวารจำนวน 4 ดวงโคจรอยู่รอบๆดาวพฤหัส ซึ่งการค้นพบดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีจักรวาลวิทยาของโคเปอร์นิคัสและแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของอริสโตเติลและปโตเลมีที่ว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้าโคจรรอบโลกนั้นไม่ถูกต้องแต่อย่างใด
บันทึกของกาลิเลโอในระหว่างที่เขากำลังทำการศึกษาติดตามลักษณะการเคลื่อนที่ของหมู่ดาวเมดิเซียน (Medicean stars) หรือดวงจันทร์ทั้งสี่ดวงที่โคจรรอบดาวพฤหัสในแต่ละคืน
กาลิเลโอใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาส่องดูดวงจันทร์และพบว่าดวงจันทร์มีพื้นผิวขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อเต็มไปหมด และไม่ได้สวยงามสมบูรณ์ตามที่ได้บันทึกไว้ในคำสอนทางศาสนาในสมัยนั้น นอกจากนี้เขายังค้นพบวงแหวนของดาวเสาร์ ค้นพบปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรมบนดาวศุกร์ และยังค้นพบจุดดับบนดวงอาทิตย์อีกด้วย
ภาพวาดของกาลิเลโอแสดงลักษณะแสงและเงาบนที่ปรากฏบนดวงจันทร์ (ภาพจาก www.loc.gov/exhibits/world/images/s75p2.jpg)
ในยุคสมัยเดียวกันนั้นเอง โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์ชาวออสเตรีย ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของ ทีโค บราห์ (Tycho Brahe) นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกได้ทำการปรับปรุงทฤษฎีจักรวาลของโคเปอร์นิคัสให้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งทำให้เขาได้ค้นพบกฎแห่งการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ในสุริยจักรวาลว่าดาวเคราะห์ต่างๆมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรีหรือรูปไข่แทนที่จะเป็นรูปวงกลม และได้นำเสนอแนวคิดที่ว่าจะต้องมีแรงกระทำบางอย่างที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี
แบบจำลองสุริยะจักรวาลของเคปเลอร์ที่มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและมีการนำ ทรงหลายหน้าปกติ (platonic solids) ทั้ง 5 ชนิดมาใช้ในการบอกระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์แต่ละดวง แบบจำลองนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือของเคปเลอร์ชื่อ Mysterium Cosmographicum ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1596
ภาพขยายแบบจำลองสุริยะจักรวาลของเคปเลอร์ที่มีดวงอาทิตย์อยู่ตรงจุดศูนย์กลางล้อมรอบด้วยรูปทรงเหลี่ยมหลายหน้าชนิดต่างๆซึ่งเคปเลอร์นำมาใช้เป็นตัวกำหนดระยะห่างระหว่างดาวแต่ละดวง
หลังจากที่ทั้งกาลิเลโอและเคปเลอร์ได้ทยอยกันตีพิมพ์ผลงานการค้นพบของเขาทั้งสองซึ่งเป็นการสนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลของโคเปอร์นิคัสออกไปออกไปเรื่อยๆ ก็ได้ทำให้ผู้ที่เคร่งครัดในหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาและบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักคำสอนของอริสโตเติลและปโตเลมีเริ่มต่อต้านกาลิเลโอมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ใน ค.ศ. 1616 คริสต์ศาสนจักรได้ประกาศว่าแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลตามแบบโคเปอร์นิคัสเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหันต์ และห้ามมิให้กาลิเอโอทำการเผยแพร่หรือปกป้องแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอีกต่อไป ซึ่งกาลิเลโอต้องจำใจยอมรับคำสั่งดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือของกาลิเลโอชื่อ บทวิพากษ์ว่าด้วยโลกสองระบบ (Dialogue Concerning the Two Chief World Systems) ซึ่งมีเนื้อหาที่สนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างน่าเชื่อถือได้ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1632 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วทั้งทวีปยุโรป ทำให้องค์พระสันตปาปาเออร์บันที่ 8 และคริสต์ศาสนจักรไม่พอใจมากที่กาลิเลโอละเมิดฎีกาในปี ค.ศ. 1616 เขาจึงถูกนำตัวมาไต่สวนละถูกตัดสินให้กักบริเวณอยู่ในบ้านตนเองตลอดชีวิต รวมทั้งถูกบังคับให้เขียนยืนยันการละทิ้งแนวคิดของโคเปอร์นิคัส
หน้าปกของหนังสือ บทวิพากษ์ว่าด้วยโลกสองระบบ (Dialogue Concerning the Two Chief World Systems) ของกาลิเลโอที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1632
ส่วนหนึ่งของบันทึกที่กาลิเลโอจำใจต้องเขียนขึ้นมาเพื่อแสดงการยอมรับคำตัดสินของคริสต์ศาสนจักรในการที่จะให้กาลิเลโอเลิกทำการใดๆที่เป็นการสนับสนุนและเผยแพร่แนวคิดของโคเปอร์นิคัสที่ว่าโลกไม่ใช่จุดศูนย์กลางของจักรวาล โดยบันทึกดังกล่าวเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1633 (ภาพจาก www.law.umkc.edu/faculty/projects/ftrials/galileo/recantation.html)
การไต่สวนหาความผิดของกาลิเลโอโดยตุลาการศาสนา ณ กรุงโรม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1633 โดยกาลิเลโอถูกกล่าวหาว่า ประพฤตินอกรีตฝ่าฝืนแนวทางคาทอลิกอย่างร้ายแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจาการที่เขาเขียนหนังสือสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัส
หลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกกักบริเวณมาเป็นเวลานาน กาลิเลโอ ก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 และจะเป็นด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม ในปี 1642 ที่กาลิเลโอเสียชีวิต ก็เป็นปีเดียวกันกับที่มหาบุรุษผู้หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งบุรุษผู้นี้ได้สืบทอดมรดกทางความคิดของกาลิเลโอไว้อย่างเหนียวแน่นและเขาได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นว่าแนวคิดที่กาลิเลโอยึดมั่นมาทั้งชีวิตของเขานั้นถูกต้อง
มหาบุรุษผู้นั้นก็คือ เซอร์ ไอแซก นิวตัน นั่นเอง !

แม้ว่ากาลิเลโอจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่การขัดแย้งระหว่างวงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับคริสต์ศาสนจักรเกี่ยวกับทฤษฎีจักรวาลได้ดำเนินต่อมาอย่างเข้มข้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1687 เซอร์ ไอแซก นิวตันได้เฉลยปริศนาเกี่ยวกับแรงกระทำที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรีได้ไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Philosophiae Naturalis Principia Mathematica หรือ Principia ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการฟิสิกส์ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งใน Principia นั้น นิวตันได้ประกาศว่าดวงดาวแต่ละดวงในเอกภพล้วนแล้วแต่มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยที่แรงดึงดูดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามมวลของดาวแต่ละดวง และแรงดังกล่าวนี้ก็คือแรงชนิดเดียวกันกับแรงที่ทำให้วัตถุต่างๆต้องตกลงสู่พื้นโลกเสมอ ซึ่งก็คือ แรงโน้มถ่วง" นั่นเอง นอกจากนี้กฎแห่งแรงโน้มถ่วงของนิวตันยังได้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งดวงดาวอยู่ห่างจากกัน แรงดึงดูดก็จะยิ่งน้อยลง โดยดาวที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็น 2 เท่าของดาวดวงหนึ่งจะมีแรงดึงดูดน้อยลงเป็น 1 ใน 4 ส่วนของดาวดวงนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ มีวิถีโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี และดวงจันทร์ก็โคจรรอบโลกเป็นวงรีเช่นกัน ซึ่งคำอธิบายที่ชัดเจนเหล่านี้เองที่ทำให้แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติลและปโตเลมีที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องพบกับจุดจบ และก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ขึ้นมาแทน

ภาพวาดวงโคจรของดวงดาวต่างๆในหนังสือ Philosophiae Naturalis Principia Mathematica ของเซอร์ ไอแซก นิวตัน
ในปี ค.ศ. 1835 สำนักวาติกันได้ถอนหนังสือของกาลิเลโอเรื่อง บทวิพากษ์ว่าด้วยโลกสองระบบ ออกจากรายชื่อหนังสือต้องห้ามของวาติกัน และต่อมาในปี ค.ศ. 1992 คริสจักรโรมันคาทอลิกได้ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการว่าแนวคิดเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลของกาลิเลโอนั้นถูกต้อง
ปัจจุบัน กาลิเลโอได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ บิดาแห่งวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่ บิดาแห่งวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่ และเขายังเป็นผู้ค้นพบกฎแห่งการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา (pendulum) และกฎการตกอย่างเสรีของวัตถุ อีกด้วย
บทความนี้ยังไม่จบครับ โปรดคอยติดตามบทสรุปของเดอะไพรเออรี่ออฟไซออนในบทความตอนต่อไป เร็วๆนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 51 ความเห็น, หน้า่ |
1|
2| -
3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 29 ธ.ค. 2549 (11:42) ว้าว มหัศจรรย์จริงๆ ตัวเลขระทึกโลก
ขอบคุณนะคะ ที่นำเกร็ดความรู้มาให้อ่าน
อยู่หลังเขา (IP:203.151.137.28)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 15 ม.ค. 2550 (19:28) ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องPHI คับ ผมอยากรู้เรื่องราวของเลขฟีโบนักชีอีกเยอะๆเรยคับ ผมอ่าน รหัสลับดาวินชี มีหลายเรื่องที่ทึ่งอย่างแรง ไม่ว่าจะประวัติของศาสนา ทุกอย่างทำให้ผมตระหนักได้อย่างนึงคับ ประวัติศาสตร์มีหน้าที่บอกเล่าแก่ลูกหลานจิง แต่ประวัติศาสตร์ที่ดีมีไว้แก่ผู้ชนะเท่านั้นใช่มั้ยคับ แร้วประวัติศาสตร์ที่แท้จิง ก้อถูกผู้ชนะปกปิดไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติ หรือแม้แต่กระทั่งประเทศไทย!
yukimura_27@hotmail.com (IP:203.113.41.135)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 16 ม.ค. 2550 (13:05) ขอบคุณมากเลยนะครับผมได้ความรู้มากเลยครับ
ในชีวิตผมฝันว่าผมอยาก เป้นหมอนะครับ
rkob_rkob@hotmail.com (IP:61.91.35.196)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 17 ม.ค. 2550 (19:56) บทความสนุกและให้ความรู้มากครับ
ไม่รู้ว่าคุณเปาเปา คห.15 ยังงงอยู่หรือเปล่า
คือลำดับเลขFibonacci 1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 .......................
ตำแหน่งที่ 5 คือเลข 5 พอดี วิธีคิดคือ เอาเลขที่ถัดไป 1หลัก ซึ่งคือ 3 บวกกับเลขที่ถัดไป 2 หลัก
ซึ่งคือ 2 เท่ากับ 3+2 = 5
เอาใหม่ สมมุติตำแหน่งที่ 7 ก็เอาตำแหน่งที่ 6 คือเลข 8 บวกเลขที่ถัดไป 2 หลัก คือ 5
เท่ากับ 8+5 = 13 ดังนั้นตำแหน่งที่ 7 คือ 13
ชัชวาลย์ (IP:124.120.40.156)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 17 ม.ค. 2550 (22:02) ผมอยากได้ข้อมูล เกี่ยวกบตัวอย่างที่แตกต่างมากกว่านี้อ่ะคับ ใครพอจะช่วยหาตัวอย่างเพิ่มเติมหรือ จะช่วยแนะวิธีคิดหาตัวอย่างได้บ้างคับ phi
touy_chal@hotmail.com (IP:203.114.99.136)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 23 ม.ค. 2550 (16:37) จากบทความ หน้า 2 ที่ว่า ค่าที่แท้จริงของ Phi เท่ากับ (1 + 5)/2) หรือประมาณ 1.61803398874989... <br />
ไม่ทราบว่า เอา 1 + 5 แล้วหารด้วย 2 หรืออย่างไร ก็มีค่าเท่ากับ 3 หรือเขียนในรูปอย่างไร<br />
ช่วยไขด้วยครับ
thongdand_n@chaiyo.com (IP:203.172.217.57)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 29 ม.ค. 2550 (19:35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 13 ก.พ. 2550 (21:44) บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดครับอาจารย์ สุดยอด........ขอคารวะ
คำหล้า/kiatp123@hotmail.com (IP:222.123.31.193)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 7 ส.ค. 2550 (09:05) ชอบมากๆเลยค่ะ เคยอ่านใน my math ฉบับที่ 29 แล้วล่ะค่ะ คิดตั้งน้านนาน แต่ก็ยังคิดไม่ออก ใครคิดออกแล้วช่วยหน่อยนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 15 ส.ค. 2550 (14:43) ทึ่งมาก...คิดได้ไง
ตอนอ่านหนังสือรหัสลับดาวินชี ก็วางหนังสือไม่ลงเลย มีแต่คำถามและข้อสงสัยเต็มไปหมด ทุกวันนี้ยังคงสนใจอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไพเออรี่กับอัศวินเทมปลาอยู่เลยค่ะ
ปล. แพ้ทางคณิตศาสตร์สุดๆ (เคยไหมคะแนนเต็ม 50 ได้ตั้ง 1 คะแนน)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 2 ต.ค. 2550 (14:02) น่าทึ่งจริงๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 8 ต.ค. 2550 (08:28) วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
http://www.whatami.com
แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 8 ต.ค. 2550 (08:30) วิทยาศาสตร์ทางด้าวนวัตถุก็น่าทึ่งแล้ว ลองมาศึกษาวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจกันดูบ้าง เผื่อว่าจะมีใครค้นพบตัวเองบ้างจากเวป "ฉันคืออะไร?" ซึ่งเป็นเวปไซต์ธรรมะแนววิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
http://www.whatami123.com
แล้วคุณจะพบว่าธรรมะวิทยาศาสตร์นี้จะไม่มีความงงงายอย่างเด็ดขาด และเป็นธรรมะล้ำสมัย คือมันล้ำไปในอนาคต จนคนรุ่นในปัจจุบันอาจตามไม่ทัน
(ขออภัยลิ้งค์เก่าผิดพลาด)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 12 ธ.ค. 2550 (11:23) น่าสนใจมากมาก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 25 ธ.ค. 2550 (16:01) ดาวินชีคิดได้ไงอะ มันเป็นทฤษฎีามแบบฉบับธรรมชาติจริงๆ นับถืออะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 25 ม.ค. 2551 (17:15) รอยหยักเค้าจะมีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปรึป่าว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 7 ก.พ. 2551 (11:19) เป็นไปได้...... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 เม.ย. 2551 (11:37) ชอบบทความนี้มากเลย จะมาติดตามต่อครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 1 มิ.ย. 2551 (10:49) อ่านแล้วก็เข้าใจยากเหมือนกันนะคับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 13 ส.ค. 2551 (00:41)
อ่านแล้วงงๆครับ