สารบัญ
หน้าที่ 4 - ความโกรธ ความหลง
เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร การดับทุกข์เป็นอย่างไร ทางซึ่งการดับทุกข์เป็นอย่างไรไม่ต้องคำนวณ เพราะทำให้เกิดการประจักษ์แก่จิตใจในทางรู้สึก อย่างเช่นที่เรารู้สึกว่า โทสะ โลภะ โมหะ เป็นอย่างไร แล้วเรารู้จักว่าไม่มีphilosophyเป็นอย่างไร รู้ประจักษ์อย่างนี้ไม่ต้องคำนวณ รู้ว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่ว่าปรัชญาแต่เป็นวิทยาศาสตร์เอาตัวจริงของจริงมาวางไว้ ดูผลิต ดูทดสอบ ดูค้นคว้า ดูแยกแยะเอาเอง ความจริงมันเป็นอย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ปรัชญาเป็นphilosophy เราก็ทำต่อไปด้วยวิธีนี้ นั้นขอร้องให้พวกเธอทั้งหลายทดสอบพระพุทธศาสนาโดยวิทยาศาสตร์ ความโลภเป็นอย่างไร ดูที่ตัวความโลภ ความโกรธเป็นอย่างไร
ดูที่ตัวความโกรธ ความหลง มันให้ความทุกข์เป็นอย่างไรก็ดูที่ความทุกข์ แล้วเมื่อมันไม่เกิดขึ้น ไม่มีความทุกข์อย่างไร ก็ดูไปที่ตัวไม่มีความทุกข์ไม่มีการคำนวณคาดคะเนต่อ มันว่างจากความทุกข์ ไม่มีการคำนวณ คาดคะเนแต่ดู ลองไปจริงๆ ก็เห็นจริง มันอยู่คู่กันถ้าจะศึกษาธรรมกันแล้ว ต้องศึกษาจากของจริงในภาษาในของชีวิตภายในจิตใจว่ามันเป็นอย่างไร ศึกษาพุทธศาสนาที่นั้น พระไตรปิฎกเป็นเพียงบันทึกของบุคคลที่รู้แล้วพบว่าได้สอนไว้ เป็นเพียงบันทึกเรื่องราวนั้นไว้เพียงแต่อ่านเรื่องราวนั้น ถ้ายังไม่ได้ดูข้างในยังไม่เห็นตัวจริงต้องดูตัวจริงข้างใน วิธีดูตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเราไม่มีพระไตรปิฎกหรือไม่อาจมีพระไตรปิฎกเราก็ดูไปที่ตัวจริงข้างใน เท่าที่จะดูได้ก็รู้ได้เหมือนกันถึงจะไม่หมด
ถ้าคุณดูพยายามค่อย ๆ ดูก็ดูหมดได้เหมือนกัน เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านไม่มีพระไตรปิฎกที่เรียนท่านค้นเข้าเอง ค้นไปเรื่อยเหมือนกับคนคลำไปเลย คลำไปคลำไปเห็นแจ้งออกไป ออกไปถึงที่สุด เขาก็อาจใช้วิธีนั้นได้ ถ้าเราไม่สามรถเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกแต่เดี๋ยวนี้มันสะดวกเพราะมีพระไตรปิฎกที่แปลเป็นไทยก็มี ถ้าเราอ่านหรืออาจจะอ่านเป็นแนวทางในการศึกษาลงไปข้างในจิตใจไปตามนั้น มันก็เร็วขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้นกว่า ดีกว่าจะไม่มีพระไตรปิฎกเสียเลย เพราะพระไตรปิฎกเป็นเพียงบันทึกของพระเจ้าที่ท่านตรัสไว้ คนก็บันทึกไว้เป็นตัวหนังสือ
ถึงบัดนี้นี้ก็ช่วยได้มาก แต่ไม่สำเร็จประโยชน์มีเพียงพระไตรปิฎกหรืออ่านพระไตรปิฎกมันต้องศึกษาจากข้างใจเรียกว่าพระไตรปิฎกข้างในดีกว่า ในตัวเราในจิตใจของเรา มีทุกอยางทุกเรื่องอย่างที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกในเล่ม ๆ หนังสือเรียกว่าพระไตรปิฎกข้างนอกคือ ตู้พระไตรปิฎกแล้วพระไตรปิฎกข้างใน คือความจริง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีในกาย ในใจ ในความรู้สึกนึกคิดนี้เรียกว่าพระไตรปิฎกข้างใน พวกเธอทั้งหลายทุกคนสามรถที่จะเปิดดูศึกษาพระไตรปิฎกข้างใน ที่นี่ก็จะพูดการศึกษาพระไตรปิฎกข้างใน เท่าที่จะจำเป็นเท่าที่รอบรัด จึงขอร้อง ถ้าเธอทั้งหลายจงฟังให้ดีอีกครั้งหนึ่ง พระไตรปิฎกตั้งต้นมาจากเมื่อทารกปฎิสนธิก็มาจากครรภ์มารดา ตอนที่ยังไม่เรียกว่าทารกที่จริงยังไม่เรียกว่าทารกเพราะยังไม่ได้คลอดออกมา
มันเป็นสิ่งที่อยู่ในครรภ์ ไมรู้ว่าจะเรียกว่าอะไร เธอฟังให้ถูกก็แล้วกัน เมือยังเป็นสิ่งตัวอ่อนของมารดาจนกระทั่งแรกผสม ขั้นแรกระหว่างเชื้อของบิดามารดา ตั้งต้นที่ตางนั้นล่ะมันมีชีวิตเป็นสิ่งขึ้นมาตัวหนึ่งแล้ว กระดุก กระดิกอยู่ในครรภ์ของมารดา ตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ ตอนนี้มันไม่คิดนึกอะไรได้ ตา หู สิ้น จมูก กาย ใจ ก็ยังไม่ทำงาน จิตใจก็ยังไม่สามารถคดนึกได้ มันก็ยังไม่มีเรื่อง จนกว่ามันค่อยจะสัมพันธ์อะไรไม่ได้ คิดนึกอะไรได้ที่นี่สิ่งมันเจริญอยู่ครรภ์ของมารดาเรื่อยมา เรื่อยมา จนถึงครบกำหนดเวลาคลอดออกมา มันก็ยังคิดนึกอะไรไม่ได้ เพราะมันอยู่ในครรภ์จนถึงเวลาคลอดออกมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ยังทำอะไรไม่ได้ นี้เป็นวิชาการความรู้ทำไม่ได้ เป็นความรู้สึกนึกคิดตามธรรมชาติ มีการล่อเลี้ยงด้วยอาหารจากตัวของมารดาจากทางสายสะดือไปเลี้ยงทารกให้อิ่มอยู่เสมอ นั้นมักก็ไม่หิวซิ อิ่มอยู่ มันเจริญอยู่ ตอนนี่ก็นึกคิดอะไรไม่ได้ไม่มีสติปัญญา ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความโง่ด้วย ก็ไม่ได้คิดผิด ๆ ว่าตอนนี้มันเกิดมาจากท้องแม่
เมื่อเปลี่ยนสภาพจากเห็นว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผิวหนัง เริ่มทำงานได้แล้ว ต้องทำงานเต็มที่แล้ว ตาเปิดออกมาต้องเห็นลูกแล้ว หูทำหนาที่ไว้ยินเสียง จมูกจะรู้กลิ่นแล้ว ลิ่นจะรู้รสแล้ว ผิวหนังต้องรู้สัมผัสที่กระทบกับผิวหนัง ดังนั้นในสิ่งที่จิตจะคิดนึกได้มากทันที่ตลอดเวลา ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันทำหน้าที่ได้ ตอนเด็กคบอดออกมาเสียก่อน ถ้าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำหน้าที่ได้เสียก่อน เมื่อคลอดออกมาวันแรกเริ่มยังทำอะไรไม่ได้หรอก มันต้องหลายวัน หลายเดือน จะกี่วัน ต้องไปสังเกตดูเอาซิ เด็กต้องโตพอที่จะรู้จักทางเวทนา รู้สึกเวทนา จะกี่วัน กี่เดือนหรือถึงปีเลยก็สุดท้าย เด็กต้องเติบโตพอที่จะรู้สึกทางเวทนาว่าอะไรหรือไม่อะไร เด็กเมื่อคลอดออกมาจะไม่รู้สึกมาจากอะไรอร่อยอะไรไม่อร่อยอย่างไร
วันที่สองที่สามก็ยังไม่รู้หรองก กี่วันนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้ากล่าวตามที่พระบาลีต้องคำนึงถึงวันที่มันสามารถจะรู้สึกทางเวทนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกทางปาก จะให้มันกินนมแม่ และวันแรก มันก็ไม่รู้ว่าอะไรหรือไม่อร่อย มันดูนมแม่ตามธรรมชาติก็เหมือนลูกหมาลูกแมว ไม่รู้ว่าอะไรหรือไม่อะไร จนกว่าเมื่อไรทารกนี้นะแยกได้ว่าอะไรอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะความเจริญของระบบประสาท หรือสัมผัสต่าง ๆ มันรู้จักแยกแยะว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ทั้งนี้มันก็รู้จักแยกแยะ ว่าสวยหรือไม่สวย เขาเอาพวงดอกไม้หรือพวงปลาระเพียนมาแขวงให้เด็ก ๆ นอนหงายดู
ทั้งนี้เพื่อเร่งให้เด็กสัมผัสทางตาให้เร็วขึ้นทั้งนี้เด็กจะรู้จักสวยหรือไม่สวยมากขึ้น ทางหูก็เหมือนกัน เด็กทารกคลอดออกมาฟังเพลงที่กล่อมมันไม่รู้เรื่องหลอก มันจัดว่าเพียงเท่าไรล่ะแต่ตอนมาเมื่อมันโตขึ้น โตขึ้น กี่วัน กี่เดือน มันรู้จักความไพเราะของเพลงที่เขากล่อม พอดี พอเหมาะ กับประสาท หู มัน ก็นอนหลับ หรือถ้าเอะอะตึงตังมันก็นอนไม่หลับ นี่มันรู้สึกเวทนา รู้สึกเวทนา อย่างนี่รู้จักเวทนาว่าเสียงมันไพเราะหรือไม่ไพเราะ แต่มันรู้สึกได้อย่างนี่ไพเราะ นี้มันไม่รู่จักพูดว่าไพเราะ แต่มันรู้สึกได้ อย่างนี่มันถูกพอดีกับประสาทหูมันก็สบาย ตา หู และจมูก
ต่อมาจมูกมันชาน้อยว่ารู้เรื่องหอมหรือเหม็น มันคงจะนานน้อยว่าเด็กทารก นอนปะมันจะรู้ว่าหอมหรือเหม็น เมื่อกว่าแยกแยะว่า หอมหรือเหม็น ชอบที่หอมเกลียดที่เหม็นรู้เวทนา เด็กมันรู้จักเวทนาแล้ว เมื่อลิ้นรู้แล้วว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อยพูดแล้ว ที่ผิวหนังคือร่างกาย อย่างนี้นิ่มนวลหรืออบอ่อน อยู่ในหัวอกแม่ว่านิ่มนวลอบอุ่นอย่างไร ที่แรกมันก็ไม่รู้เพราะระบบประสาทมันยังไม่เจริญ หลายวัน หลายเดือนเข้ามันก็เจริญ มันก็รู้เรื่องว่าอย่างนี้สบาย อย่างนี้นุ่มนวล อย่างนี้ชวนหลับไม่ลง อย่างนี้จัดว่าเด็กรู้
จากสิ่งที่เวทนา เวทนามันก็แยกได้เป็น รู้เอย่างเวทนา ที่น่าพอใจและเวทนาที่ไม่น่าพอใจ เขาเรียกว่าเวทนาที่ชวนให้รักชวนให้ต่อหน้า ชวนให้ยินดี เวทนาที่ไม่ถูก ไม่ถูกระบบประสาท ชวนให้โกรธ ชวนให้ต่อสู่ มันก็อีกพวกหนึ่ง เราเรียกว่าเวทนา 2 ชนิด สุขติเวทนา ทุกข์ก็เวทนา แต่ถ้าเรียกให้ดีก็เวทนาที่ให้เกิดความยินดี เวทนาที่ให้เกิดความยินร้าย ถ้าความยินดี ยินร้ายได้มันได้เกิดในความรู้ของทารกนั้นแล้ว คือเด็ก ๆ สามารถรู้สึกได้เอกความยินดีหรือยินร้ายได้แล้ว คำที่ มีความหมายว่ายินดี ยินร้ายไม่มีใครรู้จักสักกี่คน แม้กระทั่งพระเณรที่วัดมันก็ไม่มีใครรู้ มันไม่เคยได้ยิน ยินดีเขาเรียกว่าอนุโรทะ ยินร้ายเขาเรียกว่า วิโรธะ ภาษาบาลีอนุโรทะ ทะคือศีลอยู่ในบาลีแต่ไม่มีใครนำมาพูดกัน มาพูดให้ได้ใครได้ยิน วิโรทะหรืออนุโรทะหรือวิโรทะ ยินดี ยินร้าย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม