 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32803" type="text/javascript"></script> |
|
|
การศึกษาเพื่อรู้และมีธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์
นักเรียนและนักศึกษาทั้งหลายในขั้นแรกนี้ขอแสดงความยินดีแก่เธอทั้งหลายเป็นที่ประจักษ์ว่าเธอได้เลือกเอาวิชาพุทธศาสนาเป็นวิชาเลือกเพื่อนของเราจำนวนหนึ่งหรือจำนวนมากไม่เลือกเราเลือกเพื่อศึกษาวิชาพุทธศาสนาข้อนี้จะมีผลดีอย่างไรต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์เราจะต้องพิ
post ครั้งแรก: Wed 26 September 2007, 3:35 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 18 December 2007, 10:37 am
|
หน้าที่ 6 - หลักphilosophy
เรามีรูปแบบที่ต้องศึกษาในรูปของวิทยาศาสตร์ โดยศึกษาในรูปแบบของphilosophyเลย พวกฝรั่งนิยมphilosophy หลักphilosophy เขาจัดพุทธศาสนาเป็นphilosophy เขาเรียนพระพุทธศาสนาอย่างphilosophy เขาเรียนตายก็ไม่รู้จักphilosophy กี่ชาติ กี่ชาติ ก็ไม่มีวันรู้พุทธศาสนา ไม่ใช่philosophy แต่มันเป็นวิทยาศาสตร์ เราเป็นชาวพุทธทั้ง เราก็รู้จักของของเราดี ของของชาวพุทธดี คือรู้อย่างนี่ รู้อย่างที่จิตสัมผัสลงไปที่สิ่งนั้น ๆ อย่างประจักษ์ เรียกว่ารู้จริง
รู้อย่างประจักษ์เป็นยานเป็นยานในลักษณะที่ไม่ต้องคำนวณไม่ใช่ความคิดเห็นที่ต้องคำนวณ หรือphilosophy แต่เป็นความรู้ โดยประจักษ์ที่ไม่ต้องคำนวณอีกแล้ว เห็นชัดรู้แล้ว รู้สึกอย่างจิตอยู่แล้วหรือว่าเห็น เห็นคือรู้สึกอย่างจิตไม่ต้องคำนวณ ถือหลักอย่างนี้ไว้เถอะแค่เป็นหลักที่มั่นคง เป็นความรู้ที่มันคงที่ที่สุด ที่รู้จักพระพุทธศาสนา รู้ตัว รู้ตัว ไปในที่สุด ก็ขอร้องหลายครั้งหลายหนว่า เธอทั้งหลายจนฟังให้ดี ฟังให้เข้าใจเป็นเรื่องจ้นที่จะรู้พระพุทธศาสนา เรื่องนี่เขาเรียกว่า ตตินิชันบาตร แต่สัมผัสเป็นเวทนาที่เกิดตัณหาให้เกิดความอยาก มีตัวกูเป็นผู้อยากก็ยึดถือโดยเวทนา มีตัวกู มีของกู เกิดภพ เกิดชาติ เป็นตัวกูของกูในจิตใจที่เรียกว่า ฟืนโลโชฟี่ หรืออิตปติตา เป็นจุดตั้งต้นของพระพุทธศาสนา
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เอง บางเวลาพระพุทธเจ้าทรงนำมาท่อง มาว่าเล่นเหมือน เด็กท่องสูตรคูณฟังน่าหัวเราะเหลือไม่น่าเชื่อ พระพุทธเจ้ายังท่องสูตร ครูบาอาจารย์คนไหนบางที่ท่องสูตรคูณ เหมือนคนอวดดียังไม่เคยท่อง แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วยังนำมาท่อง เรื่องนี้เรื่องที่เขาพูดท่านท่องตามสูตร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สูตรที่หนึ่ง ตา เรื่องตาจังเท่ากับหูลู่ เกิดการเห็นทางตา สามอย่างนี้เข้าถึงกันเรียกว่า พัดสะ เมื่อมีพัดสะจึงมีเวทนา เรื่องมีเวทนาจึงมีตัณหาเพราะมีตัณหาจังมีอุปทาน เมื่ออุปทานจึงมีภพ มีภพจึงมีชาติ เพราะมีชาติจึงมีความหมายแห่งชรามรณะโชกะ เทวโชกะ ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง
ทุกข์ทั้งปลายทั้งปวง เทวโชกะ เกวรสะ ทุกข์สังกสะ ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เกิดขึ้นอย่างนี้แล้วก็ต้องในแผนก ตา หู จมูก ลิ้น กายเลยไปประทับอยู่องค์เดียวทรงคิดว่าไม่มีใครท่านก็ท่องขึ้นตามสบายซิ ตามความพอใจท่าน เป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังท่องสูตรคูณตามแบบฉบับของท่าน นั่นอย่างได้ประมาณเลยไวกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็นำมาท่องกันเถอะ นั่นเหล่าจนว่าพระพุทธเจ้าท่องสูตรคูณของท่านอยู่องค์เดียวก็มีพระภิกษุแอบมาข้างหลังแอบฟังอยู่ เมื่อไรก็ไม่มีพระพุทธเจ้าหันไปเห็นก็ห้าว จงนำไปเอาไป จงจำเอาไป ศึกษาเล่าเรียนนี่มันเรื่องเดียวกับที่เราพูดเพราะมีเวทนา ทารกก็มีเวทนา รู้เวทนาแล้ว เขาก็มีตัณหาคือความอยากตามอำนาจของเวทนานั้น เกิดรู้สึกตัวกู อยากได้มาเป็นของกู คืออุปาทาน อุปทานก็มีภพ มีชาติ ก็มีตัวกูว่าที่เต็มที่ว่ามันทำงานมันอยู่และมีก็มีความทุกข์เกิดขึ้นตามสมควร แต่เรื่องของมันนี่คือ หัวใจของพระพุทธศาสนา คือความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร
สรุปความทุกข์จากกิเลส กิเลสดูจากตัวตน ความคิด ยึดถือว่าตัวตน ว่าตัวกูของกู มันมาจากความโง่ ไม่สัตจะ ไม่มีเวทนา ต่อไปทุกท่านควรรู้จักเวทนาดีขึ้น ก็ต้องระวังเวทนาอยากให้คุมตัวของกู มันจะเกิดกิเลสตัณหา มันเร็วอย่างสายฟ้าแลบ ควบคุม ควบคุมไม่ทัน ต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา มันจะป้องกันได้ ขอพูดไว้เลย ต้องมีสติพอเดี๋ยวนี้เราแต่ละแล้วนี่ เราไม่ใช่เด็กทารกแล้วนี่ รู้โตขนาดนี้รู้ว่าเกิดอย่างไร กิเลสเกิดอย่างไรความทุกข์เกิดอย่างไร เราจะหยุดกระแสฟ้าแลบได้อย่างไร เพราะเราต้องมีสติและปัญญา เราศึกษาธรรมะอย่างเดียวไม่พอ เราต้องฝึกสติด้วยเพื่อจะปัญญามาเอาความรู้มาทันแก่ เวลา ตะสะ ตะสะมีผลขึ้นมาแล้วมาโดยสติไว้อย่างนี่ อย่างนี่เอง ก็ไม่หลงรัก หลงรัก ไม่หลงยินดี ที่น่ายินดี ไม่หลงยินร้าง
ที่น่ายินร้าย ก่อให้เกิดความยินดียินร้าย ก็อยู่เนื้อความทุกข์ ที่ควบคุมได้ ก็มีสติเร็วเหมือนสายฟ้าแลบเหมือนกัน เอาปัญญามาดู เหมือนอย่างโน่น เหมือนอย่างนั้นหรืออย่างที่ เรียกว่าปะติสบาท ก็คืออย่างนั่นละ เรียก สถาปา ก็คือการเกิดกิเลศและเกิดกิเลสและเกิดทุกข์ขึ้นอย่างนี่ เรามาก็รูปสั้น ๆ ว่า ถ้าอร่อยถ้าสวยหอมหวน นิ่มนวลอย่างนั้นล่ะ ถ้าไม่อร่อย ไม่หอมหวนก็อย่างนั่นล่ะ อย่างนั่นไปก่อนเถอะ มันจะหยุดกระแสของกิเลส ทุกคนคืออาตาอย่างนั่นไว้ดี ๆ อย่างล่ะเอง เท่านั้นเองไว้ สัตถาตาเป็นภาษาบาลี เท่านั่นล่ะ ขึ้นนั่นเอง
ถ้าชอบภาษาบาลีก็คือสัตตะ สัตตะ สัตตะ เช่นนั่นล่ะ เท่านั่นล่ะ เหมือนตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปอร่อยสิ่งใดเข้า เข่นนั่นเองล่ะ ท่านให้ทันเวลา เช่นนั่นล่ะ เท่านั่นเองล่ะ ไม่ทันเวลา ความรักอยู่จะหยุดไป ความอร่อย โกระก็จะหยุดไป ความเกลียด ความก็จะหยุดไป ความกลัวก็จะหยุดไป ความอิจฉาริษยาก็จะหยุดไป ความอาตมาสร้ายก็จะหยุดไป ความวิงตกกังวลหยุดไป อะไรอกวานก็หยุดไป เช่นนั่นล่ะ เช่นนั่นเอง ก็กกล้าอวดกล้าคุยว่าหัวใจพระพุทธศาสนามีเท่านี้ มีเท่านี้ตามที่พระพุทธศาสนาได้ตรัสไว้นำหน้าที่พรหมจันทร์แต่คำอธิบาย เรียกว่าปีกย่อยมีมากมาย พูดทั้งปีก็ไม่จบ ก็หัวใจทั้งมีเท่านี้ พระไตรปิฎก45 เล่ม เล่มละ 500-600 หน้า ไม่มีหิวความว่าท่านี่เอง เท่านี่เอง คือมันเกิดกิเลสเกิดตัวตน เท่านี้เอง ถ้าสติมีพอ ปัญญามีพอ สติเอามาทันเวลา
นี่พูดหมดแล้วนะ ถ้าคุณจะฟังถูกหรือไม่จำได้หรือไมไปสลับซับซ้อนกันหมด ผิดระดับกันหมดก็ไม่เข้าใจก็ได้ สิ่งราเราพูดว่า ปัญหาก็เกิดมาจาก ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัว โลภะ โมหะ โทสะ การกระทำกรรมต่างๆ โลกที่เดือนร้อนทุกคนเราก็เดือนร้อนเพื่อนเราก็เดือนรอนเป็นปัญหาเฉพาะหน้าต้นต่อของปัญหาเกิดจาก ความรู้สึกโง่เขราเกิดจากมีตัว มีของตัว เพราะมันโง่มันมีเวทนา เวทนาเกิดตามธรรมชาติ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดจากทารกที่มันไม่รู้อะไร ที่ไม่คิดนึกอะไร ไม่มี ไม่มีปัญหา มันเกิดไม่ได้ จนทารกมันโตพอว่ามันรู้ว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อยเป็นต้นแล้ว มันเกิดได้ มันเกิด แรงขึ้นแรงขึ้นจนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นคนโตเต็มที่ มันก็แรงขึ้น แรงขึ้น เป็นเรื่องที่ทำลายโลกเลยก็ว่าได้
ใครมีอำนาจวาสนามันก็ทำลายโลกให้พินาศก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย นั้นมันคุ้มค่าที่จะช้าไม่ได้ เป็นคำหนาเอาไว้ และประพฤติให้ได้ นี้ละปัญหามันเป็นต้นมาจากความโง่ ไม่มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเวทนา ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ทั้งนี้จะควบคุมได้ต้องมีสติให้ทันต่อเวลา เมื่อมีเวทนา เมื่อมีปัดสะก็ยังดี เราก็ฝึกสมาธิ สมาฐาน ฝึกให้มีสติ ฝึกให้สวดเร็วที่สุด ในการฝึกสมาธิจึงจำเป็นให้สาธารระชนรู้สึกวาจำเป็น ที่ต้องฝึกสมาธิ ฝึกให้รวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ มาทันขณะของเวทนาที่ปรุงแต่งกันอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบเหมือนกัน เมื่อมันแก้กันได้ด้วยสายฟ้าแลบต่อสายฟ้าแลบ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นรู้แจ้งอีกฝ่ายหนึ่งเป็นความโง่
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม