 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32808" type="text/javascript"></script> |
|
ศาสนาเปรียบเทียบแห่งสากลโลก
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเพื่อจะฟังธรรมเพื่อจะศึกษาพระธรรมเพิ่มพูนยิ่งยิ่งๆขึ้นไปท่านที่มาแต่ที่ไกลได้รับความลำบากก็ขอนุโมทนาและขออภัยถ้ามีความบกพร่อง
post ครั้งแรก: Wed 26 September 2007, 5:18 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 20 December 2007, 10:09 am
|
หน้าที่ 5 - กฎของธรรมชาติ
หมายถึงความจริงของธรรมชาติตามธรรมชาติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเดี๋ยวนี้ก็อยากจะพูดถึงเค้าเงื่อนของธรรมชาติเพราะว่าเราพิจารณาดูแล้วเห็นเรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องของธรรมชาติในหลักของพุทธศาสนาจะเรียกว่าธรรมชาติเสมอกันหมดไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติในการศึกษาใหม่ๆการศึกษาของฝรั่งก็ดีที่มีคำว่าซิวเปอร์เนเจอร์รัลเหนือธรรมชาติหรือผิดธรรมชาตินั้นนะเป็นคำพูดที่ไม่มีในพุทธศาสนาในพุทธศาสนาไม่มีคำว่าเหนือธรรมชาติหรือผิดไปจากธรรมชาติมันจะเป็นธรรมชาติไปหมดเนี่ยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในโลกนะยังไม่ทันพุทธศาสนาเพราะว่าไอ้คำวิทยาศาสตร์ที่ใช้อยู่ในโลกมันยังมีคำว่าซิวเปอร์เนเจอร์รัลคือเหนือธรรมชาติแต่หลักพุทธศาสนาไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติหรือผิดจากธรรมชาติเป็นธรรมชาติไปหมดรู้จักธรรมชาติที่มีอยู่ทางธรรมชาติรู้จักตัวของธรรมชาติจะเป็นร่างกายก็ได้เป็นจิตใจก็ได้เป็นความรู้สึกนึกคิดเป็นการกระทำอะไรก็ได้มันเป็นธรรมชาติแล้ว
มันก็มีกฎของธรรมชาติบังคับให้เป็นไปแล้วมันก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำตามกฎนั้นๆแล้วก็ได้รับผลจากการกระทำนั้นๆเช่นคนคนหนึ่งมีเนื้อหนังร่างกายกระดูกโลหิตอะไรต่างๆทั้งหมดเรียกว่าธรรมชาติจะเรียกว่าธรรมชาติสี่ก็ได้หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้เป็นวิชาอะไรแต่ว่ามันเป็นธรรมชาติมีมาตามธรรมชาติสืบต่อกันมาตามธรรมชาติเป็นตัวธรรมชาติที่นี่ในตัวธรรมชาติในตัวธรรมชาติมันมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่มันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเนื้อหนังของเราเจริญเติบโตได้เป็นผู้ใหญ่ได้เป็นของขับถ่ายออกได้เป็นของเกิดใหม่ได้เป็นของสะสมไว้ได้นี่กฎของธรรมชาติธรรมทำให้เป็นอย่างนี้ในตัวเรามีทั้งธรรมชาติเป็นทั้งธรรมชาติและมีกฏของธรรมชาติและเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาตินับตั้งแต่ว่าเราต้องกินอาหารต้องขับถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะต้องบริหารร่างกายให้ถูกต้องมันจึงจะไม่ตายมันอยู่ได้ถ้ามันมีความทุกข์เกิดมาจากอะไรเราต้องบริหารให้ถูกต้องความทุกข์เกิดมาจากกิเลสตัวไหนข้อไหนก็ต้องละกิเลสตัวนั้น
ข้อนั้นแล้วก็ไม่มีความทุกข์นี่ก็กฎของธรรมชาติกิเลสเกิดขึ้นมาเพราะความไม่รู้ความโง่ของมนุษย์นั่นเองความโง่ของมนุษย์นั่นเองปรุงให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากิเลสแล้วสิ่งที่เรียกว่ากิเลสก็บังคับให้ทำไปผิดๆก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ทั้งตนเองและผู้อื่นถ้าศึกษาเรื่องนี้อย่างเพียงพอแล้วกิเลสเกิดไม่ได้คือโง่ไม่ได้นั่นเองเมื่อโง่ไม่ได้มันก็ไม่มีกิเลสเกิดมันก็ไม่ทำอะไรผิดมันก็ไม่มีปัญหาไม่มีความทุกข์เมื่อเราทำหน้าที่ตามธรรมชาติได้ถูกต้องแล้วก็ได้รับผลเป็นที่พอใจก็คือไม่ต้องเป็นทุกข์มนุษย์เป็นอย่างนี้ๆแม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็นอย่างนี้แม้แต่สุนัขตัวหนึ่งเนี่ยทั้งหมดนั้นมันก็เป็นธรรมชาติและมันไปไปตามกฎของธรรมชาติทุกอณูทุกอณูทุกปรมาณูที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของมันมันเลยมีหน้าที่ตามแบบของมันจะต้องกินอาหารขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะจะต้องบริหารอย่างนั้นอย่างนี้ตามกฎของธรรมชาติมันรอดชีวิตอยู่ได้มันได้รับผลจากการปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่ของธรรมชาตินี่
ต้นไม้ต้นไร่ก็เหมือนกันมันมีตัวธรรมชาติที่ประกอบกันขึ้นเป็นต้นไม้จะเป็นธาตุดินน้ำลมไฟธาตุอะไรก็แล้วแต่จะเรียกตามภาษาภาษาอะไรและวิชาแขนงไหนต้นไม้แต่ละต้นทั้งต้นนั้นมันเป็นธรรมชาติและมันมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ทุกๆปรมาณูมันต้องเปลี่ยนไปทุกๆปรมาณูตามกฎของธรรมชาติดังนั้นต้นไม้จึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเช่นว่ามันจะต้องดูดน้ำขึ้นไปดูดแร่ธาตุขึ้นไปเมื่อมีแสงแดดมันก็ปรุงให้เป็นอาหารทางใบส่งไปเลี้ยงลำต้นเพื่อให้เจริญงอกงามและมันก็รอดอยู่ได้เพราะมันปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
เราจึงพูดว่าสิ่งที่มีชีวิตในระดับมนุษย์ก็ดีในระดับสัตว์เดรัจฉานก็ดีในระดับต้นไม้ต้นไร่ก็ดีอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันนี้เพราะมันเป็นธรรมชาติและมันถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎของธรรมชาติทุกๆปรมาณูนี่จะเรียกว่าเป็นสิ่งสูงสุดกฎของธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุดเข้าไปควบคุมอยู่ในทุกๆปรมาณูที่ประกอบกันเป็นโลกแม้แต่ในกองอุจจาระกฎของของธรรมชาติก็เข้าควบคุมกองอุจจาระให้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นอย่างอื่นไปได้กลายเป็นอาหารของหนอนกลายเป็นอาหารของแมลงอะไรไปได้นี่เรียกว่าไปควบคุมอยู่ทุกๆปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกนี่เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติใครจะรียกว่าพระเจ้าหรือใครจะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ไม่มีใครห้าม
แต่สำหรับพุทธบริษัทจะเรียกว่ากฏของธรรมชาติควบคุมสิ่งสถิตอยู่ในทุกๆปรมาณูของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาลสากลจักรวาลจะมีกี่ปรมาณูกี่อะตอมจะมีกฎของธรรมชาติเข้าไปควบคุมอยู่ทุกๆปรมาณูแล้วมันก็เป็นไปตามกฎนั้นเพราะนั้นสิ่งใดจะมีชีวิตรอดสิ่งนั้นจะต้องประพฤติให้ถูกต้องตามกฎอันนั้นเพื่อให้ถูกต้องอย่างกฏวิทยาศาสตร์ที่ว่าเดอะฟิตเติดเดอะเซอร์ไววอนสิ่งใดเหมาะสมสมสิ่งนั้นยังรอดอยู่นี่มันจะต้องมีการประพฤติปฏิบติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่ควบคุมอยู่ในทุกๆปรมาณูของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลนี้แม้แต่ก้อนหินนี่ไม่มีชีวิตมันก็ยังเป็นธรรมชาติมีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ในทุกๆปรมาณูให้ทุกๆปรมาณูของก้อนหินนี้เปลี่ยนไปตามกฎเกณฑ์อันนั้นและในที่สุดมันจะเป็นอย่างอื่นหรือมันจะเป็นอะไรก็สุดแท้เพราะมันจะเป็นไปตามกฎของธรรมชาตินี่คือความเป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา
ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วว่าพุทธศาสนาเป็นเอฟฟารูชันนิตไม่มีเค้าเงื่อนแห่งเครชันนิตเหลืออยู่เลยแต่การที่คนจะถือไขว้เขวกันนั้นมันห้ามไม่ได้มันแล้วแต่คนแต่ถ้าถือหลักพุทธศาสนาโดยตรงโดยถูกต้องแล้วมันจะมีลักษณะเป็นเอฟฟารูชันนิตเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของอิทปัตยาตาและก็สามารถที่จะใช้กฎเกณฑ์อันนี้ทำอะไรได้สร้างนั่นสร้างนี้โดยถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
สามารถที่จะสร้างอะไรขึ้นมาได้สามารถที่จะเลิกล้างอะไรขึ้นมาได้เพราะทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติขอให้เรามองดูส่วนลึกที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าว่าความจริงๆๆความจริงของธรรมชาติซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับจะค้นคว้าสำหรับจะรู้สำหรับจะบัญญัติแต่งตั้งกฎเกณฑ์อะไรต่างๆนี่เป็นสิ่งที่ว่าเป็นใจกลางแกนกลางของสากลจักรวาลๆของคอตโหมดมันยิ่งกว่าทุกโลกซะอีกของสากลจักรวาลทุกๆจักรวาลอยู่รวมกันเป็นนี่ไม่ใช่เพียงระหว่างชาติมันระหว่างจักรวาลประกอบอยู่ในกฎเกณฑ์อันนี้แล้วจะอยู่เป็นใจกลางสำหรับที่ใครจะศึกษาให้รู้และจะปฏิบัติให้ได้รับผลตามที่ตนต้องการจึงถือโอกาสที่ว่าพูดในวันที่มันจะขึ้นปีใหม่
หากขอให้ความรู้ของเราก้าวหน้าๆไปตามคำว่าปีใหม่ๆๆให้เรื่อยๆไปแล้วมันจะถึงความสมบรูณ์เข้าสักวันหนึ่งถูกต้องตามความจริงทั้งหมดทั้งสิ้นมนุษย์ก็จะหมดปัญหามนุษย์ก็จะถือความจริงข้อเดียวกันความจริงสิ่งเดียวกันและก็จะรักใคร่กันเป็นมนุษย์คนเดียวกันทั้งสากลจักรวาลเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นไปไม่ได้แม้แต่ในประเทศไทยนิดเดียวก็ยังรักกันไม่ได้และเราจะเข้าถึงความจริงอันสูงสุดของสากลจักรวาลและทุกคนจะยอมปฏิบัติเป็นสมาชิกเดียวกันของสากลจักรวาลเดียวจะรักใคร่กันจะเลิกเบียดเบียนกันจะเลิกรบลาฆ่าฟันกันเลิกแย่งชิงกันเลิกเอาเปรียบกันอย่างที่กำลังกระทำอยู่บัดนี้เพราะมันมีตัวกูมีของกูเกิดมาจากความโง่ของตนเห็นแก่ตนความเห็นแก่ตนเดี๋ยวนี้เพียงแต่ทุกๆศาสนาช่วยกันทำลายความเห็นแก่ตนของมนุษย์ให้หมดไปก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้วแล้วก็เป็นหน้าที่ด้วยไปศึกษาดูให้ดีโดยประวัติความเป็นมาของแต่ละศาสนา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม