 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32925" type="text/javascript"></script> |
|
|
การปฎิบัติธรรม ตอนที่ ๒
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ปฏิบัติธรรม สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมมือใหม่ และผู้ที่สนใจทุกท่าน
ผู้เขียน: MathGuy ชมแล้ว: 18,584 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 1 October 2007, 4:47 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 7:49 pm
|
หน้าที่ 5 - อุปสรรคในขั้นต้นของผู้ปฏิบัติธรรม
(1)
ร่างกายที่ไม่พร้อม ถ้าหากร่างกายไม่พร้อม อ่อนหล้า เพลีย ร่างกายต้องการพักผ่อน ในขณะเช่นนี้ ไม่ควรฝืนที่จะปฏิบัติธรรม แม้นว่าเราจะฝืน ก็จะพบว่า จิตนั้นได้ถูกเวทนาของร่างกายเข้าครอบงำอย่างหนักหน่วง ไม่อาจจะเจริญสติ หรือสมาธิให้ดีได้ ...ให้เราเพียงกำหนดรู้ว่า ขณะนี้จิตกำลังถูกจู่โจมด้วยความทุกข์ทางกาย ให้เราผักพ่อนให้กายปลดเปลื้องอาการเหล่านี้ให้หายไปก่อน ...ในขั้นต้นนั้น ขอแนะนำให้เราฝึกหลังจากอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น หรือตื่นขึ้นมาฝึกปฏิบัติภาวนาในตอนเช้าตรู่
(2)
ความปวดเมื่อย ผู้ที่ฝึกหัดนั่งสมาธิในตอนแรกๆนั้น จะเผชิญกับความปวดเมื่อย ปวดที่ขาที่นั่งทับกัน ปวดที่ไหล่ ที่ต้นคอ หรือที่อื่นๆบ้าง ... หากจำเป็นก็ให้เราเปลี่ยนอริยาบท หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นการเดินจงกรมสลับกับการนั่ง ... การปวดเมื่อยนี้ เป็นสิ่งหนึ่งในลำดับต้นๆที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเรียนรู้และหาวิธีเอาชนะให้ได้ ... อย่าลืมว่า การเปลี่ยนอริยาบทบ่อยๆนั้น คือการตามใจ ตามกิเลสของเรา ... เราจักต้องศึกษาหาอุบายหรือวิธีการที่จะเอาชนะความปวดเมื่อยนี้ให้ได้ ... เวทนาทางกายนี้ เราต้องเอาชนะให้ขาดให้ได้
(3)
ความง่วง ความง่วงนี้ หมายถึงความง่วงชนิดที่ไม่ควรง่วง คือไม่ใช่การง่วงจากการอดหลับอดนอน ... เมื่อพิจารณาเห็นเช่นนี้แล้ว ก็จะรู้ว่าเป็นอาการง่วงจากความที่ไม่ได้ฝึกอบรมกายใจ ... เราต้องหาอุบายวิธีให้เรารู้สึกตัวให้เกิดความสดชื่นเบิกบานขึ้นมาให้ได้
(4)
ความสงสัย ซึ่งจะทำให้เราคิดไปในเชิงอกุศล คิดว่าเราจะปฏิบัติเกิดผลดีหรือไม่ มันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างไร เมื่อใด แล้วทำให้คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆนาๆ คิดว่าจะเกิดผลดีเหมือนครั้งก่อนหรือไม่ คิดว่าเมื่อไหร่จะครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ เป็นต้น ... เราต้องตั้งสติให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้มุ่งทำแต่เหตุคือความเพียรชอบเท่านั้น โดยไม่ไปคิดคาดหวังว่าจะเกิดผลอะไรขึ้น ... เพราะผลต่างๆ ย่อมเกิดจากเหตุเท่านั้น ... ให้ตั้งใจทำที่เหตุให้ดีที่สุด เมื่อมีสภาวะธรรมอะไรเกิดขึ้น จะเป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศลก็ตาม ให้เพียงกำหนดรู้ ตามรู้ให้ทันด้วยใจที่เป็นกลาง โดยไม่เข้าไปมีอารมณ์ยินดีหรือยินร้ายแต่อย่างใด
หากเราสามารถดูแลจัดการกับอุปสรรคเหล่านี้ได้ การได้รู้จักกับสภาวะที่จิตใจรวมสงบ สภาวะที่กายเวทนาผ่อนคลาย มีความสุขระงับทางกายและใจ แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะสั้นๆ ก็นับได้ว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงผลปฏิบัติในขั้นต้นที่เรียกได้ว่าเริ่มมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม กำลังใจและแสงสว่างน้อยๆของปัญญาจากการปฏิบัติธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นคุณภาพอันดีงามขึ้นในจิตใจของเรา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 16 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 ต.ค. 2550 (22:26) ขอบคุณทางทีมงานที่ช่วย link ไปยังบทความเดิมของผม
ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ต.ค. 2550 (04:42) ก่อนอื่นก็คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่าการปฏิบัติธรรมที่กำลังพูดถึงคืออะไร การให้ นิยามหรือคำจำกัดความจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศหรือแผนที่นำทาง ที่จะพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกต้องได้ เพราะทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ จะเข้าใจเพียงว่าการปฏิบัติธรรมนั้นคือการใส่เสื้อผ้าแบบหนึ่งแบบใด
(สีขาวๆ อย่างที่เคยเห็นกันโดยทั่วไป) อยู่่ในสถานที่หนึ่งสถานที่ใด (วัดหรือสถานที่จัดไว้เพื่อนั่งสมาธิและเดินจงกรม) และการกินอาหารเพียง 2 มื้อ ตลอดจน การนั่งสมาธิ เดินจงกรม ....ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติ นั่นคือภาพสัญลักษณ์ที่มักจะปรากฏในจินตภาพของคนทั่วไปเสมอ เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติธรรม ซึ่งบางครั้งการปฏิบัติดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ี่แท้จริงของการปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนาเลย เพราะผู้ปฏิบัตินั้นขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
ก่อนที่เราจะไปปฏิบัติธรรม เราควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาให้ชัดเจน ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปััญญา ที่สอนให้คิดไตร่ตรองใคร่คราญด้วยเหตุผล เพราะหลักคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้นเพื่อให้ผู้ฟังได้มีความรู้ความเข้าใจในสภาพธรรม หรือ สภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน นั้นเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอันได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ (มโนวิญญาณ) เพราะฉะนั้นเนื้อหาของธรรมหรือคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงนั้น จึงละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ตามสภาพสติปัญญา และอัธยาศัยของผู้ฟัง ดังที่ทรงอุปมาระดับสติปัญญามนุษย์ดังบัว 4 เหล่า
จากที่กล่าวมาข้างต้น การปฏิบัติธรรมจึงเป็นกระบวนการศึกษาเรียนรูู้้เพื่อให้รู้เท่าทัน และเห็น ู้สภาพความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ในปัจจุบัน (การรับรู้แบบ Real time)
กระบวนการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาที่เรามักจะได้ยินเสมอ คือ ไตรสิกขา แต่ไตรสิกขาที่กล่าวถึงกันโดยส่วนใหญ่นั้น มักจะกล่าวถึงกันอย่างลอยๆ ไม่ได้กล่าวอย่างละเอียด ที่จำแนกลงไปในระดับเพศภาวะของผู้นำไปปฏิบัติ กล่าวคือ ไตรสิกขา ในฝ่ายของบรรพชิตหรือนักบวชนั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะเนื่องจากพระภิกษุ มิได้มีกิจในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ยังชีพด้วยการรับอาหารจากชาวบ้าน และไม่ยุ่งเกี่ยวกับวิถีีชีวิตที่สับสนวุ่นวายแบบชาวโลกแล้ว จึงมีเวลามากที่จะศึกษาและปฏิบัติตามศีล(อริยะวินัย) ได้อย่างละเอียดกว่าชาวบ้านทั่วไป วินัย อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและปฏิบัติได้ยาก กว่าชาวบ้านทั่วไปจะทำได้
ส่วนไตรสิกขา ในฝ่ายคฤหัสถ์ นั้น ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา เนื่องจากชาวบ้านทั้งหลายยังเป็นผู้อยู่เรื่อน ต้องประกอบสัมมาอาชีพ มีเวลาน้อย แต่ก็สามารถขัดเกลากิเลสให้เหมาะสมตามเพศภาวะ ด้วยการเสียสละความสุขส่วนตนที่จะเสพผลที่ได้จากการประกอบอาชีพการงาน ด้วยการเสียสละและถวาย ข้าวของเครื่องใช้อันสมควรแก่สมณะ ชีพราหมณ์ ตลอดจนคนอัตคัดขัดสน (การให้ทาน เป็นการลด โลภะ ความตระหนี่ถี่เหนียว ) ศีล คืือกฏระเบียบเพื่อการระวังสำรวมความประพฤติของคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบสังคมในอันที่จะลดแรงกระทบกระทั่งกัน จากความเกี่ยวข้องติดต่อสัมพันธ์กันของคนในสังคมนั้นๆ ให้เป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เห็นอกเห็นใจเอื้อเฟื้อต่อกัน (การรักษาศีล เ็ป็นเครื่องขัดเกลาเพื่อลด ความหงุดหงิด รำคาญใจ โทสะ ) ส่วนภาวนา เป็นกระบวนการทางปัญญาที่จะคิดทบทวนไตร่ตรองเพื่อความรู้ความเข้าใจ ในสภาพความเป็นจริงของชีวิต บนพื้นฐานของความเป็นจริงสูงสุด ประจักษ์แจ้งใน ความไม่เที่ยงแท้แปรเปี่ยนไป จนทำให้เกิดความทุกข์ เพราะไม่มีอำนาจที่จะเหนี่ยวรั้งหรือบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการได้ (ไตรลักษณ์ = อนิจฺจํฺ ทุกฺขํ อนตฺตา ) กระบวนการทางปัญญาในขั้นนี้จะเพิกถอนจากความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายในแนวทางของอริยสัจ 4
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติฺธรรมนั้นไม่ใช่การฝึกภาคสนาม (ปฏิบัติ = สมถะ + วิปัสนา ) เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเรียนรู้ในภาคทฤษฏี (ปริยัติ) จนเข้าใจแล้วนำความรู้นั้น มาเป็นเครื่องมือกำกับทิศทางการปฏิบัติให้ดำเนินไปตามหนทางแห่ง อริมรรคมีองค์แปด จนเห็นแจ้งในความเป็นจริง (ปฏิเวธ)
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตลอดจนมีกัลยาณมิตร (ครู อาจารย์ ตลอดจนหนังสือและคัมภีร์ต่างๆ ที่ครูอาจารย์ผู้รู้ได้รจนาไว้์) ที่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาตลอดจนชี้แนะสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา และการปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่ใช้สติและปัญญา พิจารณาธรรมนั้น
การเข้าสู่ สถานที่หนึ่ง สถานที่ใดหรือ สำนักหนึ่งสำนักใด ในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดนั้นเป็นเพียงการฝึกตนเองอย่างยิ่งยวด ภายใต้สิ่งแวดล้อม ที่เอื้อเฝื้อต่อการเจริญสติิ กล่าวคือ เป็นฝึกเพื่อพยายามรู้จักความเคลื่อนใหวของอารมณ์ ที่แปรผันไปตามสิ่งแวดล้อมที่มากระทบทวารต่างๆ ตลอดจนการฝึก สมาธิ หรือความแน่วแน่ของการหน่วงอารมณ์ลงสู่ความมั่นคง ....สมถะ และวิปัสนาจึงเอื้อเฝื้อต่อการเจริญงอกงามของปัญญา ....การพิจารณาอิริยาบถด้วยการภาวณา ยก-ย่าง-เหยียบ หรือ ยุบ - พอง ตลอดจนอุบายอื่นๆ จึงต้องใช้ปัญญากำกับ ตามรู้ให้ทัน เพราะบางครั้งที่เข้าใจว่ากำลังเจริญสติแต่แท้จริงแล้วคือการดิ่งอารมณ์ลงสู่สมาธิ ....และจะต้องหมั่นตรวจสอบ และปรับอินทรีย์ทั้ง 5 ให้เสมอกันเพราะ
หาก....ศรัทธินทรีย์ แก่กล้าเกินไปย่อมทำให้บดบังปัญญา
หาก...ปัญญินทรีย์ แก่กล้าเกินไปย่อมทำให้มานะ(ความถือตัวว่าเป็นผู้รู้กว่าคนอื่น)กำเริบ
เพราะฉะนั้นคำพูดที่มักจะได้ยินเสมอที่ว่า "ศรัทธาพร้อมแล้วปริยัติไม่ต้องลงมือปฏิบัติเลย" จึงเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่ขาดทิศทาง เป็นแต่เพียงการทำสักแต่ว่าทำ ...ที่มองหาความก้าวหน้าทางปัญญาได้ลำบากเหลือเกิน ซึ่งเข้าไปใกล้ชิดกับ ลักษณะของ สีลพรตปรามาส....หรือการลูบคลำวัตรปฏิบัติโดยที่ไม่ได้มีีความเข้าใจในเนื่อแท้ของการปฏิบัติ....
อันเป็นความสูญเปล่าของการปฏิบัติอย่างน่าเสียดาย
ขอชื่นชมในความตั้งใจอันดีงามของทุกท่าน....และขอความถึงพร้อมแห่งปัญญา....
อันมีกำเนิดภายใต้สัมมาทิฏฐิจงเป็นเครื่องคุ้มครองท่านทั้งหลายในสังสารวัฏอันยาวไกลนี้....
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ต.ค. 2550 (10:45) ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติมของคุณพรชัย
การใช้ชีวิตของฆราวาสย่อมแตกต่างจากบรรชิตหรือพระ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ต่างต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
น่าเสียดายที่ปถุชนจำนวนมากโดยเฉพาะวัยเด็ก วันรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยสร้างครอบครัวได้ตัดขาดตัวเองจากการปฏิบัติธรรม คือ การอบรม ฝึกจิตใจ ค่อนข้างมาก จนถึงอย่างสิ้นเชิง
ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม การทำทาน ถือศีล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การภาวนาได้ถูกลบเลือนบทบาทออกจากชีวิตประจำวัน ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีประโยชน์มากสำหรับชีวิตของทุกคน สามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้ ลงทุน ลงแรงน้อยมาก ทำเมื่อไหร่ ก็ได้ผลเมื่อนั้น ได้รู้จักกับสติ ความสงบระงับ ความเบิกบานใจ ได้รู้ทันกิเลส ความอยาก เครื่องรบกวนต่างๆของจิตใจ รู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เป็นคนที่พึ่งตนเองได้ และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ มีเมตตา กรุณาต่อคนอื่น
หากพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นว่าปัญหาความวุ่นวาย ความไม่เข้าใจกัน ยอมกันไม่ได้ต่างๆ รอบๆตัวเรา ล้วนมีต้นตอสาเหตุมาจาก การขาดพร่องปัญญา และ กิเลสตัณหา ที่อยู่ในจิตใจเราทั้งนั้น
ผู้ปฏิบัติธรรม(ตามแนวทางที่ถูกต้อง) จะเกิดปัญญา และเข้าใจ ความเป็นไปต่างๆ ในชีวิต และสังคม (ซึ่งเต็มไปด้วยบทบาทสมมติ) และจะมองเห็นว่า ถ้าจิตใจไม่พัฒนาเสียแล้ว (ไม่อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา) กิเลสก็จะเป็นฝ่ายที่แสดงตัวออกมา ในรูปของปัญหา ความขัดแย้ง ความเห็นแก่ตัว ความเบียดเบียนกัน ความน่าละอายต่างๆ
รู้สึกยินดี และชื่นชม พร้อมทั้งมีกำลังใจ (กุศลจิต) ที่ได้รู้จักกับคุณพรชัย
ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี ขอให้เป็นกำลังช่วยกันให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อไปนะครับ
ขอบคุณมากครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 10 ต.ค. 2550 (01:15) พุทธบริษัท 4 มีหน้าที่ช่วยกันปกป้องและยกยอพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเพื่อเป็นที่พึ่งแก่ชนทั้งหลาย ตราบเท่าที่พระสัทธรรมยังไม่อันตรธาน และตราบใดที่ยังมีผู้ปฏบัิติในแนวทางแห่งอริยะมรรคอันมีองค์แปด ตราบนั้น พระอริยะยังมีปรากฏในโลก
ขอกุศลอันไพบูลย์ืพึงเกิดมีแก่กัลยาณชนทั้งหลาย และความปิติโสมนัสพึงบังเกิดท่ามกลางกัลยาณมิตรและญาติธรรมทั้งปวง
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=31482
ความรู้บางส่วนที่อาจเป็นประโยชน์และเอื้อเฟื้อต่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 10 ต.ค. 2550 (09:28) ขอบคุณ คุณพรชัย ที่ให้ link ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 14 ต.ค. 2550 (06:08) ขออนุญาตแสดงทัศนะเพิ่มเติมสักเล็กน้อยนะครับเกี่ยวกับหัวข้อนี้ หน้าที่ 7 - รู้ ตื่น เบิกบาน
ในหมวดนี้ ท่านผู้เขียนได้มีการกล่าวถึง _______พุทธภาวะและจิตเดิมแท้
ต้องขอเรียนชี้แจงด้วยความสัตย์นะครับว่ามิได้มีเจตนาที่จะจาบจ้วงล่วงเกิน เพียงแต่รู้สึกว่าข้าพเจ้ามีความเห็นที่แตกต่างกับผู้เขียนในประเด็นนี้มากพอสมควร เพราะในหน้าที่ 7 นี้ผู้เขียนมีการแสดงทัศนะเกี่ยวกับคำว่า "พุทธะ" ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยการเอานิยามความหมายและการอธิบายสภาวะมาจากแหล่งของข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยมิได้มีการระบุที่ชัดเจนว่า ส่วนใดเป็นทัศนะของพระพุทธศานาฝ่ายเถรวาท และส่วนใดเป็นทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
ก่อนอื่นเราคงจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าพระพุทธศาสนาเถรวาท และพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
หากจะนับเนื่องย้อนหลังกลับไปในอดีตของความแตกแยกทางความคิดที่เป็นจุดเริ่มต้น ของทั้งสองนิกายนั้นน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงดับขันธปรินิพพานแล้วไม่นาน เพราะ็มีภิกษุที่บวชในวัยชรารูปหนึ่งได้กล่าวออกมาว่า พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว ต่อไปสงฆ์จะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ จึงยังความสลดสังเวชใจให้เกิดขึ้นแก่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ และได้จัดให้้มีการรวบรวมพระธรรมและวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ให้เป็นหมวดหมู่ ง่ายแก่การทรงจำและศึกษา โดยมีพระมหากัสปะเถระเป็นประธานในการสังคายนา การกระทำสังคายนาครั้งนั้นพระอรหันต์ห้าร้อยรูปมีมติเห็นชอบที่จะคงใว้ซึ่งพระธรรมวินัยที่
ี่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ไม่ทำการบอกเพิ่มหรือลดสิกขาบทเล็กน้อย ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะทรงให้พุทธานุญาตใว้ก็ตาม ครั้นการสังคายนาครั้งนั้นเสร็จสิ้นลง พระปุราณะ ก็ได้เดินทางมาถึงแต่ไม่ทันที่จะได้เข้าร่วมในการสังฆายนาครั้งนั้น และได้มีความคิดเห็นไม่ตรงกันในประเด็นการเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อย
ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงให้พุทธานุญาตแก่สงฆ์ใว้ จึงแยกตัวออกมาพร้อมด้วยภิกษุจำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยกับตน ด้วยสาเหตุอันเล็กน้อยนี้เองค่อยๆ ก่อตัวขยายลุกอลามผ่านกาลเวลาเรื่อยมา จนถึงมูลเหตุของการทำสังคายนาครั้งที่สอง เรื่อง ศีลวิบัติในวัตถุ 10 ประการของเหล่าภิกษุวัชชีบุตร (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในหนังสือ "ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา" เสถียร โพธินันทะ สำนักพิมพ์ มหามกุฎราชวิทยาลัย )
ด้วยความหละหลวมทางวินัยบัญญัตินี้เองที่อนุโลมให้ปรับปรุงแก้ใขได้ ในบางส่วน จึงทำให้พระุทธศาสนาเริ่มมีความแตกต่างกันมากขึ้น และมีการแบ่งแยกกันของสงฆ์เนื่องด้วยความวิบัติของศีลสามัญญตา จนเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะในยุคที่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานรุ่งเรื่อง และมีูศูุนย์กลางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นมหาวิทยาลัยนาลันทา และปราชญ์ืคนสำคัญๆ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายนี้ อย่าง ท่าน "นาคารชุน" ที่ี่ใช้วิธีการทางปรัชญาในการอธิบายหลักคำสอนทางพุทธศานานาแบบวิภาษวิธี จึงทำให้หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงจากของยากให้เป็นของง่าย กลับมีความซับซ้อน อย่างที่คนทั่วไปแทบจะไม่สามารถเข้าใจหรือเข้าถึงธรรมนั้นได้โดยง่าย ดังเช่น การอธิบายเรื่อง สุญญตา ของสำนักมาธยมิก และการอธิบายเรื่องจิตตมาตร ของสำนักโยคาจาร ซึ่ึ่งทั้งสองสำนักนี้ได้กลายเป็นต้นแบบทางความคิดและปรัชญาของ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานต่อมาในยุคหลังจนถึงปัจจุบัน และไม่เพียงเท่านั้น เหล่าทวยเทพและพระโพธิสัตว์ ที่มีี่พระนามต่างๆ มีพระเกียรติคุณในด้านต่างๆ ก็ได้กรีธาทัพเข้ามาปรากฏพระองค์ในพุทธศานาเป็นอันมากซึ่งทำให้จุดมุ่งหมายของ พระพุทธศาสนาฝั่นเฝือไปจากเดิมที่ี่พระพุทธเจ้าทรงนำพามนุษย์ออกจากการพึ่งพึงเทพเจ้า สู่การพึ่งพิงธรรม ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้กล่าวใว้ในหนังสือ "จาริกบุญ-จารึกธรรม" ในตอนหนึ่ง
ด้วยความแตกต่างของการสืบนำคำสอนในพระพุทธศาสนาที่มีประเพณีปฏิบัติที่แตกต่างกัน
อย่างเห็นได้ชัดนี้เอง กล่าวคือพระพุทธศาสนาฝ่านเถรวาท จะรักษาพระธรรมคำสอนจากครั้งปฐมสังฆายนาใว้ อย่างเคร่งครัด ส่วนพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะปรับเปลี่ยนไปตามมติของครูอาจารย์ จึงได้ชื่อว่า "อาจริยวาท" จากจุดนี้เองที่เป็นเครื่องมือบ่งชี้ถึงความบริสุทธ ิ์เที่ยงตรง แม่นยำ และความน่าเชื่อถือ ของพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง (แม้แต่ ดร.ซูซูกิ ผู้เชี่ยวชาญในพระพุทธศาสนามหายานได้กล่าวยกย่องชื่นชม ว่าพระไตรปิฏกของพระพุทธศาสนาเถรวาท มีความแม่นยำเที่ยงตรงน่าเชื่อถือ มากที่สุด)
และประเด็นหนึ่งที่น่าคิดก็คือว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพียงพระองค์เดียวในหนึ่งโลกธาตุ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอฐานะ หรือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้อื่นตรัสรู้ซ้ำซ้อน (บอกเลิกหรือบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติม) ตราบเท่า ที่พระสัทธรรมยังคงอยู่ แม้บางครั้งครูอาจารย์บางท่่านพยายามดึงเอาพุทธวัจนะบางส่วนมาสนับสนุนมติของตน เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะเป็นการกระทำจากความคิดระนาบเดียว ขาดมิติสัมพันธ์และสหสัมพันธ์เชิงซ้อน กับหลักการและธรรมปฏิบัติข้ออื่นๆ เหตุนี้เองไม่ว่าจะเป็นคำสอนของพระเถระรูปใดก็ตาม (ไม่ว่าจะเป็นในฝ่ายเถรวาทหรือมหายานก็ตาม) พึงมีการตรวจสอบตามหลักที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนวทางใว้ดังนี้
คำสอนที่มีลักษณะเป็นธรรมเป็นวินัยคือ ...เป็นไปเพื่อ
1. คลายกำหนัดย้อมใจ
2.เพื่อปราศจากความทุกข์ฺ
3.เพื่อไม่สั่งสมกองกิเลศ
4.เพื่อความต้องการน้อย
5.เพื่อความสันโดษ
6.เพื่อหลีกเร้นจากหมู่
7.เพื่อความเพียร
8.เพื่อความเป็นผู้เลี้ยงง่าย
หากว่าคำสอนใดมิได้เป็นไปในลักษณะ 8 ประการนี้แม้เพียงข้อหนึ่ง พึงรู้ว่า นั่นมิใช่ธรรม มิใช่วินัย มิใช่คำสอนของพระศาสดา (จากบางส่วน ในหนังสือ "ความอัศจรรย์ในพระธรรมวินัย" พระมหาสังเวย เนตฺติโก)
เพียงเพื่อจะแสดงให้เห็นถึงการที่ข้าพเจ้ามีทัศนะที่แตกต่างกับท่านผู้เขียน ในประเด็น ี่ท่านผู้เขียนได้กล่าว "พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และการเข้าถึงภาวะพุทธะ" ก็มีความยืดยาวถึงเพียงนี้ซึ่งยังมิได้เฉียดกรายเข้าไปในเนื้อหาและประเด็นที่จะยกเหตุผลมา
กล่าวเลย ขอท่านทั้งหลายโปรดอดทนอ่านต่อไปอีกสักนิดเถิด ......
เพราะฉะนั้นพุทธภาวะหรือจิตเดิมแท้นั้น ไม่ใช่ทัศนะของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท นะครับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้นกล่าวถึงจิตประภัสสร หรือคุณสมบัติ (Property) ของจิตที่มีสภาพที่เป็นกลาง เป็นสภาวะ หรือคุณสมบัติของจิตทั่วไป ไม่ใช่จิตที่ปราศจากกิเลศโดยสิ้นเชิง ท่านอุปมา จิตที่ประภัสสรใว้ว่าดุุจพระจันทร์ที่ปราศจากเมฆมาบดบัง พยับหมอกหรือเมฆที่มาบดบังนั้นเปรียบดังกิเลสที่จรมา แล้วผ่านไป เพราะกิเลสเกิดขึ้นตามกฏของไรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างนี้เรื่อยไป หรืออาจกล่าวได้ว่าจิตประภัสสรนั้นคือจิตที่ควรแก่การงานหรือจิตที่ปราศจากนิวรณธรรม (นิวรณ์ ๕) อันเป็นจิตภาวะที่พร้อมจะยกขึ้นสู่การไตร่ตรองสภาพธรรมให้เกิดปัญญาได้ง่าย เพราะปราศจากสิ่งรบกวนคือกิเลสนั่นเอง
จากบทความด้านบนที่กล่าวว่า การพยายามกลับสู่จิตเดิมแท้เพื่อเข้าถึงพุทธภาวะ อาจมีความคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะหากจิตเดิมแท้นั้นปราศจากกิเลสย่อมหมายความว่าสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏล้วนเคย
เป็นพระอรหันต์มาทั้งสิ้น ............หากเป็นเช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาทันทีว่า พระอรหันต์ดับกิเลสไม่ได้ขาด ยังมีการเกิดดับของทุกข์ และยังวนเวียนไปในสังสารวัฏเฉกเช่นสัตว์เหล่าอื่น มิได้มีความแตกต่างกันเลย แล้วจะมีประโยชน์อันใดที่ต้องมานั่งปฏิบัติธรรมอย่างยากลำบาก
ในพระสูตรธรรมเว่ยหลาง ของฝ่ายมหายานนั้นเป็นพระสูตรที่โด่งดังมากและเป็นพระสูตรที่แต่งขึ้นในภายหลัง ไม่ใช่พุทธวัจนะ นะครับ เป็นเพียงพระสูตรที่รวบรวมบทสนทนาธรรมของพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงที่เหล่าสานุศิษย์
รวบรวมใว้ พระสูตรธรรมเว่ยหลางนี้ได้กล่าวถึง จิตเดิมแท้ และพุทธภาวะใว้อย่างพิสดาร โดยเฉพาะโศลกธรรมที่พระธรรมมาจารฮุ่ยเหนิง ได้แต่งแก้โศลกธรรมของท่านเสิงซิ่ว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางบทนี้
ท่านเสิงซิ่ว....
กายคือต้นโพธิ ใจคือกระจกใส
หมั่นเช็ดถูอยู่เรื่อยไป มิให้ฝุ่นเกาะกุม
ท่านฮุ่ยเหนิง.....
โพธิเดิมไร้ต้น กระจกยลแท่นไม่มี
เดิมทีไม่มีสิ่งใด ฝุ่นเกาะใส่ที่ใดกัน
หลัการหรือวิธีการสอนของสำนักนี้คือการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน ที่นี่เดี๋ยวนี้ ....ใช้วิธิการสอนแบบอาเทศนาปาฏิหาริย์หรือการพูดดักใจ ด้วยการใช้สวนนวนโวหาร หรือการกระทำบางอย่างให้ฉุกคิด ซึ่งวิธีการสอนแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญญามากแบบ อุคฆติตัญญู เท่านั้น .....
การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเฝ้าดูการเคลื่อนที่ของจิตแบบ สหมสัมพันธ์เชิงซ้อน แบบหลายมิติที่ี่หลักธรรมทั้งหลายได้เข้ามาเกี่ยวข้องและเกื่้อหนุนกันเพื่อความเจริญแห่ง ปัญญา เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์และประจักษ์แจ้งในอริยสัจ ๔
ซึ่งหลักธรรมปฏิบัติที่เอื้อเฟื้อแก่การบรรลุธรรมที่ทำงานร่วมกันแบบความสัมพันธ์เชิงซ้อนคือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันประกอบด้วย
1. สติปัฏฐาน ๔
2. สมัปปธาน ๔
3. อิทธิบาท ๔
4. อินทรีย์ ๕
5. พละ ๕
6. โพชฌงค์ ๗
7. อริยมรรค ๘
เมื่ออบรมอินทรีย์ได้แก่กล้าตามสมควร มรรคสมังคีก็เกิดขึ้น องค์ธรรมแห่งปัญญาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นเกิดพร้อมกันเพียงแต่ว่าองค์ธรรมใดจักเป็น
อธิบดีหรือเป็นองค์ธรรมที่เด่นชัดในการพิจารณาธรรมสภวาะเพื่อประหารกิเลสให้ลดลงตาม ลำดับ จนที่สุดถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส......
หมายเหตุ: ข้าพเ้จ้ามิได้มีความโน้มเอียงหรือรังเกียจลัทธินิกายใดเป็นพิเศษหากแต่ยึดหลักธรรม ที่ได้ ี่นำสืบกันมาแต่ครั้งปฐมสังคายนา และใช้แว่นธรรมหรือหลักการตรวจสอบคำสอนใดๆ ว่าเป็นคำสอนในพระพุทธเจ้าหรือไม่ ดังเช่นที่พระพุทธองค์ทรงให้แนวทางใว้ พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมครั้งที่พระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์เที่ยวจาริกแสดงธรรม จึงเป็นแหล่งอ้างอิงที่น่าชื่อถือและยอมรับมากที่สุด
ขอท่านทั้งหลายโปรดไตร่ตรองธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันแยบคายเถิด ...
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 15 ต.ค. 2550 (13:04) ขอบคุณ คุณพรชัยมากครับ สำหรับการพิจารณาและข้อคิดเห็นในประเด็นของคำว่า "จิตเดิมแท้"
ผมขออนุญาตชี้แจงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังนี้
- เรื่อง เถรวาท กับ มหายาน หรือ อาจารวาท นั้น ผมให้ความสนใจศึกษาทั้ง 2 แนวทางเท่าที่ทำได้ แต่ก็ยังนับว่าเป็นผู้รู้น้อย โดยเฉพาะในส่วนของประเด็นทางประวัติศาสตร์ ... การศึกษานั้น มีเจตนาเพื่อให้รู้เข้าใจ ในส่วนที่ดี ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ จากทั้งสองแนวทาง ซึ่งเพื่อให้เกิดการนำมาใช้ร่วมกัน เหมือนเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ... และแน่นอนว่า เราก็ต้องรู้ถึงข้อเสียเปรียบที่เกิดขึ้นได้ จากการยึดแนวทางที่แตกต่างกันบ้างเช่นนี้ ... เช่น มีผู้กล่าวว่า การรักษาพระไตรปิฎกไว้นั้น(อย่างเคร่งครัด โดยรูปแบบ) และมุ่งที่การสอนปริยัติ ... จะเป็นผลส่งให้มีผู้ที่ปฏิบัติที่เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริงได้น้อยลง ... ผมมีความคิดเห็นว่า ในบ้านเรา ควรต้องมีการรณรงค์สนับสนุนให้มีการปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง(ด้วยความรู้ความเข้าใจ)ให้มากขึ้น ... ให้เห็น รู้ สิ่งที่อยู่ในพระปริยัติด้วยจิตใจ ด้วยการปฏิบัติของเราเอง ไม่ใช่รู้จากการอ่านและคิดตามตำราแต่ฝ่ายเดียว การสอนธรรมต่างๆก็เช่นกัน ไม่ใช่เพียงการสอนจากตำราเท่านั้น ...ถึงตรงนี้ ผมเข้าใจว่า เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ... ตำรา การบันทึกต่างๆนั้น มีคุณค่าอย่างประเมินไม่ได้ และเราจะละทิ้งไม่ได้ ... แต่ก็ไม่ได้มีไว้ให้เรายึด ให้เราคิดเอา คิดตาม หรือจดจำตามตัวอักษรเท่านั้น ... เราจึงต้องปฏิบัติ ดูจิตของเรา พัฒนาจิตของเรา และตรวจสอบจิตใจของเราตามหลักการทางตำราด้วย ... ซึ่งจะพบว่าบางอย่างก็ตรงไปตรงมา แต่บางอย่างเป็นการอุปมาอุปมัย และบางอย่างก็เป็นการอธิบายโดยให้ลักษณะย่อย หรือกรณีต่างๆ ซึ่งไม่ได้ชัดเจนว่าต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นตายตัว เพียงแต่บอกว่าต้องมีองค์ประกอบสำคัญๆอะไรบ้าง
- การลงไปที่ประเด็นที่ปลีกย่อย และไม่ได้มีสาระสำคัญต่อการปฏิบัติ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ผมใช้คำว่า "จิตเดิมแท้" ในที่นี้ ต้องขอบอกตามตรงว่า ใช้ตามที่เคยได้ยิน และเคยอ่านเจอจากหลายที่พอสมควร พระผู้ปฏิบัติชอบ(ของบ้านเรา)เองก็ใช้คำนี้บ่อยๆ อยู่เช่นกัน
- ผมเข้าใจว่า เวลาที่พระท่านจะเทศน์หรือบรรยายอบรมการฝึกปฏิบัตินั้น ท่านคงไม่ไปเลือกเฟ้นคำจากพระไตรปิฎก ท่านคงพยายามใช้คำที่สื่อเข้าใจง่ายๆ
- แต่ผมก็เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคุณพรชัยต่อคำว่า "จิตเดิมแท้" ซึ่งสื่อให้เข้าใจว่า เดิมนั้น จิตเราบริสุทธิ์อยู่แล้ว ... แล้วคุณพรชัย ก็เชื่อมโยง จิตที่บริสุทธิ์นี้กับจิตของพระอรหันต์ ซึ่งถ้าจิตเดิมแท้เราบริสุทธิอยู่แล้ว ...แล้วจิตเราจะเศร้าหมองลงได้อย่างไร
-
เจตนาผม ต้องการสื่อถึง จิตที่เข้าสู่กระแสของความบริสุทธิ์(จิตของพระอริยะ) ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า เป็น จิตเดิม หรือ จิตใหม่ แต่อย่างไร
- ถ้าจะลองคิดเชิงตรรกศาสตร์กันจริงๆ ก็ให้น่าสงสัยว่า ถ้าจิตมีจุดเริ่มต้นจริงๆแล้ว จิตตอนที่เริ่มต้นนั้นบริสุทธิ์หรือไม่ ... แต่ผมเข้าใจว่า ปัญหานี้ไม่ช่วยในเรื่องของการปฏิบัติธรรมเลย เพราะในขณะนี้จิตเราไม่ได้บริสุทธิ์ เพราะเราเกิดมาด้วยจิตที่ไม่บริสุทธิ์ ... ตราบเมื่อบริสุทธิแล้วเท่านั้น เราจึงจะไม่ต้องเวียนกับมาเกิดอีก
อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอคุณในความห่วงใยต่อการใช้คำว่า "จิตเดิมแท้" ผมจะพยายามระมัดระวังในการใช้คำนี้ในโอกาสต่อไป
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 16 ต.ค. 2550 (13:17) **************************
จากข้อความดังกล่าวข้างต้น ....ขออนุญาตเจ้าของบทความแสดงทัศนะเพิ่มเติม....
ในประเด็นเรื่องของจิตนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนซับซ้อน เพราะจิตคือสภาวะที่รับรู้อารมณ์ มีความวิจิตรของพฤติกรรมในการตรึกนึกคิด ในตัวของมันเอง และสร้างสิ่งอื่นให้วิจิตรตาม อาจไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจกันได้ในเวลาอันสั้นหรือในเนื้อที่อันจำกัด คงต้องอาศัยวิริยะและอุสาหะของผู้ศึกษาธรรมทั้งหลายที่ใฝ่รู้ให้กว้างขวางออกไป และทำการศึกษาเพิ่มเติมใน "พระอภิธรรมปิฏก" ที่ได้มีอรรถาธิบายเรื่องจิตและเจตสิกหรือสิ่งที่เกิดพร้อมกับจิต ตลอดจนจำแนกตามประเภท คุณภาพ การเกิด พฤติกรรม และหน้าที่ ฯลฯ ของจิตเหล่านี้เป็นต้น กล่าวโดยย่อแล้ว สามารถจำแนกจิตออกตามหน้าที่ได้ 89 ดวง (หรือ 121 ดวง หากจำแนกโดยพิสดาร) จิตทั้ง 89 ดวงนี้สามารถเกิดขึ้นและทำหน้าที่ ตามอารมณ์ที่มากระทบทั่วไป ที่เป็นทั้ง กุศล-อกุศล-อัพยกต(ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล)-กิริยา
ซึ่งจำแนกได้ดังนี้ จิตที่ยังอยู่ในวังวนของกามหรือกามาวจรจิต 54 ดวง จิตที่ได้ฌาน(รูปฌาน)หรือรูปาวจรจิต 15 ดวง จิตที่ได้อรูปณานหรืออรูปาวจรจิต 4 ดวง ส่วนอีกที่เหลือ 8 ดวงนั้นเป็นโลกุตตรจิต หรือจิตที่พ้นจากอารมณ์ที่จะเป็นไปในกระแสของชาวโลก หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า โลกุตรจิตนั้นเป็นจิตที่เกิดขึ้นได้กับเฉพาะพระอริยะเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เท่านั้นซึ่งจำแนกเพิ่มเติมในส่วนของโลกุตรจิต ได้ดังนี้
1.โสดาปัตติมรรคจิต
2.โสดาปัตติผลจิต
3.สกทาคามิมรรคจิต
4.สกทาคามิผลจิต
5.อนาคามิมรรคจิต
6.อนาคามิผลจิต
7.อรหัตตมรรคจิต
8.อรหัตตผลจิต
การบรรลุคุณธรรมอันยอดเยี่ยมลงสู่กระแสแห่งความเจริญอันไม่ตกต่ำ่นี้ ได้แก่การมีปัญญาตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ซึ่งปัญญาในระดับนี้จะประหารกิเลสตามลำดับ คือ พระโสดาบันนั้นจะประหารสังโยชน์เบื้องต่ำได้เด็ดขาด 3 อย่าง คือ
1.สักกายทิฎฐิ = ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
2.วิจิกิจฉา = ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย
3.ศีลลัพพตปรมาส = ความงมงายในแนวทางการปฏิบัติที่ผิด ความถือมั่นในศีลพรต
พระสกิทาคามี กระทำให้ ราคะ โทสะ เบาบางลง
4. กามราคะ = ความติดใจในกามคุณ๕ อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
5. ปฏิฆะ = ความกระทบกระทั่งในใจ
พระอนาคามี ประหาร โลภะ โทสะ ได้เด็ดขาด
พระอรหันต์ ประหาร สังโยชน์เบื้องสูงได้เด็ดขาด
6. รูปราคะ = ความติดใจในรูปธรรมอันปราณีต
7. อรูปราคะ = ความติดใจในอรูปธรรมอันปราณีต
8. มานะ = ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่
9. อุธัจจะ = ความฟุ้งซ่าน
10.อวิชชา = ความไม่รู้จริงตามสภาพ
เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในกลไกและพฤติกรรมของจิตแต่ละประเภท แล้วก็จะเห็นได้ทันทีว่า พฤติกรรมการแสดงออกล้วนเป็นผลของการสั่งสมในจิตทั้งสิ้น และเป็นปฏิกริยาของจิตที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมที่มากระทบผ่านอายตนะ หรือทวารแห่งการรับรู้ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ในระดับความหยาบและปราณีืตที่แตกต่างกันดังนี้ การตอบสนองที่แสดงออกในระดับปราณีตคือการตรึกนึกคิดภายในหรือ "มโนกรรม" การตอบสนองในระดับปานกลางคือการกล่าวออกมาเป็นคำพูดหรือ "วจีกรรม" และการตอบสนองออกมาในระดับหยาบคือการแสดงท่าทีทางกายหรือ "กายกรรม" นั่นเอง
การปฏิบัติธรรมตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่ออบรมจิตให้รู้จักโลก ตามความเป็นจริง และความเป็นจริงที่ว่านั้นก็คือการเข้าไปเห็นใน
โลภะ--ความอยากที่ชักนำให้สัตว์ทั้งหลายอยากมีอยากได้อยากเป็นอย่างไม่สิ้นสุด โทสะ--- ความหงุดหงิดรำคาญใจไม่เป็นที่ชอบใจ กระทบกระทั่งห้ำหั่นกันเพื่อความเป็นผู้ชนะ โมหะ----ความไม่รู้ความเป็นจริงตามสภาพของการดำเนินไปของสิ่งทั้งหลาย
การเห็น โลภะ โทสะ โมหะ ในจิตนั้นต้องผ่านกระบวนการฝึกอบรมอินทรีย์อย่างเป็นระบบ ระเบียบ จัดลำดับความคิด ความเข้าใจในกระแสโลกตามปรมัตถภาวะ (--คือสภาพความเป็นจริงมันมีปรากฏอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่อย่างนั้น นอกเหนืออำนาจบังคับบัญชา) ด้วยปัญญา ไม่ใช่การตรึกนึกคิดหรืออนุมานเอาตามที่ตนมีความเข้าใจหรือได้ยินได้ฟังมา.......
ประเด็นการรักษา พระไตรปิฏก อย่างเคร่งครัดโดยรูปแบบ นั้นเป็นจารีตปฏิบัติ ที่จะต้องแยกให้ออกใว้อีกส่วนหนึ่ง มิใช่การยึดมั่นถือมั่นในตำรา เพราะเป็นคนละส่วนกับการปฏิบัติธรรมที่กล่าวถึงในบทความนี้ เรียนชี้แจงดังนี้ว่า ด้วยความเมตตาของครูบาอาจารย์ที่ได้รักษาสืบทอดพระธรรมคำสอน ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลากว่าพันปีนั้น พระไตรปิฏกถูกจดจำท่องบ่นและชำระโดยเหล่าพระอรหันต์ผู้ปราศจากกิเลส รวมถึงพระเถรานุเถระที่ทรงความรู้แตกฉาน แล้วส่งผ่านมาตามกาลเวลาให้เราชาวพุทธทั้งหลายในปัจจุบันนี้ได้ศึกษาเล่าเรียน
พระคุณเจ้าผู้บรรลุคุณอันวิเศษ ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ได้กระทำด้วยความเคารพในพระธรรม ไม่มีการเจือปนความคิดหรือมติส่วนตัวของท่านลงไปแปดเปื้อนพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงใว้เลย หากมีการอธิบายเพิ่มเติมในหมวดใด ก็จักแยกใว้ในส่วนของคำอธิบายเพิ่มเติมเป็นกรณีๆ ไป อย่างใน อรรถกถา ฏีกา อนุฏีกา และปกรณ์วิเศษ เป็นต้น พระเถรานุเถระทั้งหลายในอดีตจึงกระทำด้วยความเคารพยิ่งในพระธรรม เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วนั้น ธรรมและวินัย -- (คำสอนที่รวบรวมใว้เป็นหมวดหมู่ที่มีและปรากฏในพระไตรปิฏก) จักเป็นศาสดา หรือผู้ชี้นำหนทางการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเคารพในพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ย่อมเคารพในพระธรรม อันเป็นหลักและวิธีการที่จะนำไปสู่ความเจริญงอกงามแห่งปัญญาที่จะนำไปสู่หนทางพ้นทุกข์ ในสังสารวัฏและเคารพในพระสงฆ์ผู้รักษาและสืบนำคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ยังมีปรากฏอยู่ในโลก
ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในบทบาทและหน้าที่ของแต่่ละภาคส่วนนี้เอง จึงจักเอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ชี้แนะใว้
การรณรงค์ให้มีการปกิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจจากการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม หากต้องมีความเข้าใจตามความเป็นจริง(วิปัสนาญาณ)ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรม ที่แตกต่างกัน กรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งกำเนิด แม้แต่การปฏิสนธิหรือการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยังมีความแตกต่างกัน ซึ่งก็แล้วแต่สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตที่จะเป็นเหตุนำไปสู่การเกิด เพราะฉะนั้นความละเอียดปราณีตและปัญญาจึงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดนั้นเป็นปัญญาสัมปยุต--- มีปัญญาเกิดร่วมด้วย หรือการเกิดนั้นเป็นแบบปัญญาวิปปยุต--- ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย
้จำแนกออกเป็น 3 เหตุดังนี้
1. มนุษย์ผู้เป็นติเหตุกะ --เกิดพร้อมด้วย อโลภะ อโทสะ อโมหะ
2. มนุษย์ผู้เป็นทวิเหตุกะ --เกิดพร้อมด้วย อโลภะ อโทสะ
3. มนุษย์ผู้เป็นอเหตุกะ --เกิดพร้อมด้วย โลภะ โทสะ โมหะ
การสร้างเหตุปัจจัยที่ดีงามในอดีตจักส่งให้รับผลที่ดีงามในปัจจุบัน และเป็นที่ตั้งของกุศลในการรองรับกุศลที่ยิ่งกว่า.....เมื่อมีเหตุได้พบพระศาสนา ย่อมได้ฟังธรรม และได้ปฏิบัติธรรมเพื่อชำระล้างกิเลส ตามสมควรแห่งความแก่กล้าของอินทรีย์ในแนวทางที่สอดคล้องกับจริตของแต่ละคน
ผู้ศึกษาธรรม ย่อมรู้จักธรรม
ผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมเข้าใจธรรม
ผู้ทรงใว้ซึ่งธรรม ย่อมเห็นธรรมในตนแลคนอื่น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 16 ต.ค. 2550 (17:10)
เมื่อกิเลสกำลังเกิดขึ้นในจิตใจเรานั้น ความรู้ทางอภิธรรมอาจจะช่วยเราไม่ได้
เพราะความเข้าใจจากพระอภิธรรมนั้น เราได้จดจำ คิดตริตรองตามในขณะที่เรายังมีสติ มีสมาธิ และมีจิตที่เป็นกุศลอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่ขณะที่จิตใจเราถูกจู่โจมด้วยกิเลสอยู่นั้นๆ ความรู้ตัว สติ ต้องรู้ให้ทันได้ก่อน ... และสติ ความรู้ตัวนี้ ก็สามารถฝึกได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของพระอภิธรรม
ผมมีความเห็นว่า การเรียนรู้พระอภิธรรมบ้างเป็นสิ่งที่ดี และควรทำ ถ้าทำได้ (รู้ว่า จิต คืออะไร รูป นาม เจตสิก นิพพาน คืออะไร เป็นต้น) แต่ที่ควรรู้เพื่อการปฏิบัตินั้นมีไม่มาก เช่น ไม่จำเป็นต้องไปจดจำชนิดอย่างละเอียด จดจำว่ามีกี่ดวง
ในทำนองเดียวกัน การพิจารณาธรรมที่พระพุทธองค์ค้นพบนี้
ในระดับที่ยังไม่ไปถึงขั้นของจิตของพระอริยะนั้น บ่อยครั้ง เราก็สามารถพิจารณาได้ง่ายๆ ด้วยสติ ด้วยการรู้ทัน และด้วยปัญญาในระดับง่ายๆ ที่ได้จากการศึกษา ปฏิบัติในขั้นต้น
การพยายามนำเอาหลักการทางพระไตรปิฎก มาช่วยในการพิจารณาและอธิบายนั้น เป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง ... แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องทำเช่นนั้นในทุกกรณี
ผมเชื่อว่า คนโดยทั่วไป โดยส่วนมาก ไม่ได้เรียนรู้ธรรมจากพระไตรปิฎก แต่เรียนรู้ธรรมจากพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ยิ่งเรื่องของการปฏิบัติแล้ว ความศรัทธา ความเข้าใจในขั้นต้น และการได้ลงมือปฏิบัติ มักจะเกิดขึ้นก่อน การที่จะเข้าไปดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก
ผู้ที่สมารถฝึกทำสมาธิได้อย่างชำนาญ รู้จักความสงบ รู้จักความระงับของเวทนาทางกายและใจ
ด้วยการฝึกปฏิบัติ ย่อมถือว่าได้รู้จริงแล้ว โดยไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่าในตำรากล่าวว่าไว้อย่างไร แต่หากจะตรวจสอบดูก็ทำได้
แต่ผู้ที่รู้รายละเอียดอย่างดียิ่ง ... แต่ยังทำให้เกิดขึ้น ให้เห็นจริงในจิตใจไม่ได้ ... อันนี้หาได้ชื่อว่ารู้ธรรมไม่
อุปมาอุปมัยเช่นนี้ เราจึงไม่ควรที่จะยึดว่าอะไรต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ตามคำพูด ตามตัวอักษร เพราะที่สำคัญที่สุดคือ การฝึก การเพียรทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรานั่นเอง และหากวิธีการที่ใช้จะเป็นเพียงอุบายของครูบาอาจารย์ ถ้าใช้ได้ผลกับคนๆนั้น ก็นับว่าเพียงพอ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 16 ต.ค. 2550 (17:40) ในกรณีของการรักษาพระไตรปิฎกโดยรูปแบบนั้น ผมหมายถึง ในกรณีที่เราเห็นความไม่ถูกต้องมากมายเกิดขึ้น เช่น การเชื่อถือศรัทธาในเทพ ในเครื่องรางของขลังต่างๆ ซึ่งไม่ถูกต้องโดยเนื้อหา(ตามพระไตรปิฎก ตามคำสอนของพุทธองค์) แต่ผมไม่เห็นว่าจะมีชาวพุทธสักกี่มากน้อยออกมาช่วยกันรักษาเนื้อหาของพระไตรปิฏก มิหนำซ้ำกลับปล่อยให้มีวัดใหญ่วัดน้อย พระผู้ใหญ่ผู้น้อย ทำกันอย่างถ้วนหน้า ออกหน้าออกตา โฆษณาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
เรารักษาตัวหนังสือไว้แต่ในหนังสือ ... แต่ในสภาวการณ์ที่เราควรต้องนำตัวหนังสือออกมาใช้รักษาจิตใจของคน เรากลับไม่นำมาใช้ ... แล้วก็ปล่อยปะละเลยกัน เหมือนกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ... ทำเช่นนี้ ย่อมมิใช่การรักษาคำสอนของพุทธองค์ไว้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 16 ต.ค. 2550 (19:45) *****ขออนุญาตเจ้าของบทความแสดงทัศนะเพิ่มเติมอีกครั้ง.................(อนุสนธิทัศนะ)
จากทัศนะในข้างต้นนั้นข้าพเจ้าได้แสดงทัศนะอย่างต่อเนื่องต่อประเด็นปัญหา และสิ่งที่ข้าพเจ้ามีความเห็นต่างไปจากเจ้าของบทความอย่างต่อเนื่อง และขอชื่นชมเจ้าของบทความที่มีความตั้งใจอันเป็นกุศล ปราถนาจักให้ผุ้อื่นได้ลิ้มรสแห่งพระธรรมดังที่ได้มีประสพการณ์ตรงมา
ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยปัญญานั้นย่อมพิจารณาเห็นถึงกุศลในตนเองและยังกุศลให้เกิดกับผู้อื่น แม้มีอกุศลเกิดขึ้นก็สามารถปรับวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยปัญญาอันฝึกมาแล้วที่จะเปลี่ยนอกุศลในขณะนั้นให้เป็นโอกาสของกุศลแห่งปัญญาญาณ
การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศานานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยที่ถึงพร้อม และความแก่กล้าของอินทรีย์ อันได้แก่ ความเชื่อมั่นศรัทธา--ศรัทธินทรีย์ ,ความพยายามพากเพียรศึกษาเรียนรู้และใส่ใจต่อการปฏิบัติ--วิริยินทรีย์, ความระลึกได้ กำหนดรู้ไม่เผลอหลงลืม--สตินทรีย์, ความตั้งมั่นเป็นหนึ่งไม่สั่นใหวไม่ฟุ้งซ่าน--สมาธินทรีย์, ความรู้ทั่วในเหตุผล ปรีชาอันรู้รอบในพฤติการณ์ทั้งปวง--ปัญญินทรีย์
กระบวนการธรรมปฏิบัตินั้นจะต้องมีการพิจารณาโดยแยบคายคือมี "โยนิโสมณสิการ" ร่วมด้วยมิใช่การฝึกเพียงลำพังอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ หากจะกล่าวถึงการฝึกสมาธิได้อย่างชำนาญ เพื่อรู้จักความสงบระงับแล้วเรียกว่าเป็นการบรรลุธรรมนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก เพราะเหล่าฤาษีโยคีทั้งหลายก็ได้มีการฝึกจิตให้ถึงความสงบอันปราณีตจนถึงขั้นอรูปฌานนั้น มีมากมายนับไม่ถ้วนมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจักตรัสรู้เสียอีก.....
ดังจะเห็นได้จากกาฬเทวิลดาบสหรืออสิตดาบสผู้เป็นที่เคารพนับถือของศากยราชตระกูล เป็นผู้มีความชำนาญในสมถะวิถีบรรลุอรูปฌานขั้นสูง แต่ท่านก็มิได้ตรัสรู้ธรรมอันใดมากไปกว่าการเสวยวิบากแห่งอรูปสมาบัติเมื่อร่างกายแตก ทำลายไป และยังต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏเฉกเช่นสัตว์เหล่าอื่นอยู่ ด้วยเหตุที่ยังไม่ถึงพร้อมแห่งวิบากที่จักได้้มีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า .....และฝึกอบรมตนในการประหารกิเลสเพื่อความรู้แจ้งตามหนทางแห่งอริยะมรรค ๘
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีความสุขุมลุ่มลึก มิใช่การตรึกนึกคิดเอาอย่างไร้ระเบียบแบบแผน หรืออนุมานทึกทัก เพราะสอดคล้องต้องกับมติของตน จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ ว่าตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะใว้หรือไม่ เพราะหากสามารถบรรลุธรรมได้โดยง่ายแล้วชาวพระนครสาวัตถีหรือผู้คนในกรุงราชคฤห์ คงบรรลุธรรมเป็นอันมากในสมัยอันเป็นกาลสมบัติที่พระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ อยู่เป็นแน่
หากทัศนะของข้าพเจ้าได้กระทำให้เกิดอกุศลทั้งที่หยาบและละเอียดกับท่านผู้ใด ก็ขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วย ขอความเจริญงอกงามแห่งปัญญา ภายใต้ร่มเงาแห่งสัมมาทิฏฐิ............ ิจงเกิดมีแก่ท่านผู้ขวานขวายใฝ่รู้ในธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยกันทุกท่านเิทิญ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 17 ต.ค. 2550 (17:13) เมื่อผมตอบเพิ่มเติมทัศนะ เมื่อครั้งก่อน ให้รู้สึกมีความกังวลและไม่สบายใจพอสมควร
จริงๆแล้ว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญเช่นนี้ มีธรรมชาติที่เป็นอกุศลที่ต้องพึงระมัดระวัง
มานะ หรือการถือตัว เป็นสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในจิตใจของเราแต่ละคน จะยกเว้นก็เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น
การกระทบกระทั่ง ส่วนที่เป็นตัวตน ที่เรายังยึดไว้อยู่นั้น จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ... โดยที่เราจะมีสติ รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
การโต้ตอบ โดยการเลือกเอาเฉพาะบางส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นช่องโหว่ หรือจุดที่ขาดพร่อง ของฝ่ายหนึ่ง ... จึงเป็นเรื่องที่เราอาจจะกระทำไปโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อมีการโต้ตอบ เราเองก็อาจจะสื่อจุดที่ขาดพร่องของเราเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการก่อลูกโซ่ ของการตอบโต้กันไปไม่มีทีสิ้นสุด
.............................................................................................................
อย่างเช่น ที่ผมกล่าวถึง การมีความชำนาญในการสมาธิ ย่อมถือว่า รู้จริง ในเรื่องสมาธิ นั้นหมายถึง รู้ดีกว่า ผู้ที่ยังฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิไม่ได้ ... และหมายถึงเฉพาะ การทำสมาธิ เท่านั้น ... ผมไม่ได้กล่าวว่า การทำสมาธิได้ชำนาญนั้น เป็นการบรรลุธรรมเลยแม้แต่น้อย
.............................................................................................................
จะเห็นได้ว่า การโต้แย้งของคุณพรชัยนั้น มีความคลาดเคลื่อน
จริงๆ แล้ว คุณพรชัย จะลองกลับไปดูข้อโต้แย้งก่อนๆหน้านี้ของผมก้ได้ ก็อาจจะพบ ข้อโต้แย้งของผมที่มีความคลาดเคลื่อนเช่นกัน
.............................................................................................................
ตรงนี้บ่งบอกธรรมชาติ ของการสนทนาธรรมทาง internet ที่มีข้อจำกัด
1) จำกัดด้วยศิลปะการใช้ภาษาของแต่ละคน และกำจัดด้วยคำหรือภาษาที่ใช้สื่อ
2) จำกัดด้วยการที่ ฝ่ายหนึ่งอาจจะหยิบเอาเพียงบางส่วนมาพิจารณา ตามการเลือก หรืออคติของเรา ... .ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถชี้แจงได้ทันท่วงทีในเวลานั้น
3) จำกัดด้วย การไม่เข้าใจพื้นเพของกันและกัน ... และทำให้มีความสงสัยซึ่งกันและกัน
..........................................................................................
ผมขออนุญาตที่จะขอยุติ ไม่สนทนาเชิงโต้ตอบ ... เพราะรู้ว่า อกุศลจิตเองก็ได้เกิดขึ้นกับผม
อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึก ดีใจ และยินดี ที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับคุณพรชัย
คุณพรชัยเป็นผู้หนึ่งที่ได้ทำการศึกษามาก
ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้มีการสนทนาธรรมในรูปแบบที่ไม่ต้องเป็นการตอบโต้กันเช่นนี้ ...
..........................................................................................
หากยังมีส่วนที่ไม่ดีเกิดขึ้นจากความคิดเห็นครั้งนี้ ผมต้องขอโทษ ขออภัยด้วย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 19 ต.ค. 2550 (14:27) ##การปฏิบัติธรรมในความคิดของเด็กๆ คือฝึกจิตให้มีสมาธิ เมื่อสมาธิมี ปัญญาเกิด ใช้ปัญญาในทางทีถูก แค่นี้ชีวิตก็มีคุณค่าที่สุด##
แต่ทุกวันนี้พยามฝึกสมาธิเช่นกัน แต่เมื่อลงมือปฏิบัติ อุปสรรคก็เกิด อย่างที่คุณว่า ความง่วง ความไม่มีเวลา แต่นี้คือข้ออ้างของคนมนุษย์ทุกคน แต่เมื่อไรถ้าสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ นั้นแหละการปฏิบัติบัติสำเร็จ "ชีวิตก็เห็นทางสว่าง"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 19 ต.ค. 2550 (16:42) สวัสดีคุณ wawjula
ยินดีที่ได้พูดคุยทักทายกันอีกครั้งครับ และขอขอบคุณสำหรับรูปดอกบัวบานที่สดชื่น ได้เห็นแล้ว ให้นึกถึงสภาพจิตที่ตื่นและเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องความง่วง หรือถีนะมิถทะ นับได้ว่า เป็นคุณครู(กิเลสขั้นกลาง)อีกคนหนึ่ง ที่ถึงไม่ดูดุร้าย น่ากลัว เหมือนกับ ความโกรธ หรือ โทสะ ... แต่เจ้าความง่วง หรือคุณครูคนนี้ มีบทเรียนที่ไม่ง่ายเลย ให้เราต้องฝึกหัด หาอุบายสู้ เอาชนะให้ได้
ยิ่งถ้าความง่วงนี้มีเหตุใกล้คือความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ความไม่พร้อมของร่างกายแล้ว ...จะเป็นความง่วงที่ทรงพลังมากๆ ผมไม่คิดว่า ผู้ปฏิบัติมือใหม่จะเอาชนะความง่วงในลักษณะนี้ได้ง่ายๆ
ทางเลี่ยงสำหรับการเริ่มฝึกปฏิบัติจึงควรจะเป็น การเตรียมร่างกายให้พร้อม ให้ฝึกเจริญสติในตอนที่ร่างกายสดชื่น พร้อมที่จะทำงานนั่นเอง
แต่ก็ใช่ว่า เราจะต้องเลี่ยงเสมอไป เพราะสุดท้ายแล้ว เราต้องทำความรู้จัก ความง่วง อย่างที่เขาเป็นอยู่นี้จริงๆ ให้ได้ ... เพียงแต่ต้องฝึกเครื่องมือเช่นสติ หรือการกำหนดอุบายให้เกิดสมาธิต่างๆ ที่จะนำมาใช้จริง กับตอนที่ความง่วงเข้าจู่โจมซึ่งๆหน้าให้ได้ ... แพ้บ้าง ชนะบ้าง ค่อยๆ เรียนรู้กันไป .... (พระพุทธองค์มีอุบายสอนพระโมคคัลลานะถึง 8 วิธี สุดท้ายถ้าไม่ได้ผลก็ให้นอนตะแคงฝึกเจริญสติในท่านอนเลยทีเดียว)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 4 ก.ย. 2551 (01:21) คำว่า “กรรม” แปลว่าการกระทำ คนส่วนมากยังเข้าใจคำว่ากรรมไปในทางที่ผิด คือเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความไม่ดีเสียทั้งหมด เช่น ใครเกิดความทุกข์เดือดร้อน ก็จะกล่าวว่า เป็นกรรมของเขา ฉะนั้นคำว่า “กรรม” จึงหมายถึงการกระทำที่เป็นทั้งความดีและความชั่ว และการกระทำที่จะเป็นกรรมได้นั้น ต้องประกอบด้วยเจตนาที่ประกอบด้วยจิตเป็นเหตุ ดังพุทธพจน์ที่มีมาในนิพเพธิกสูตรว่า เจตนา หํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กโรติ กาเยน วาจาย มนสา
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นตัวกรรม บุคคลคิดแล้ว จึงกระทำกรรมด้วย กาย วาจา ใจ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนชาวโลกทั้งหลาย ให้ทราบถึงความเป็นไปของชีวิตว่า ชีวิตเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่เรียกว่า “กรรมลิขิต” พระพุทธเจ้าให้เชื่อว่า ความสุข ความทุกข์ ความดี ความชั่ว เป็นผลแห่งกรรมที่ตนเองกระทำทั้งสิ้น
กรรมในทางพระพุทธศาสนาจำแนกตามคุณลักษณะมีอยู่ ๓ ฝ่าย
๑. ฝ่ายกุศลกรรม คือกรรมดี ความประพฤติดี การกระทำดี
๒. ฝ่ายอกุศลกรรม คือ การกระทำที่ไม่ดี กรรมชั่ว
๓. ฝ่ายอัพพยากตกรรม คือ กรรมที่เป็นกลาง ๆ ไม่จัดว่าเป็นกุศลหรืออกุศล
กรรมทั้งสองฝ่ายนี้ สามารถกระทำได้สามทางคือ
๑. กายกรรม คือกรรมที่แสดงออกมาทางกาย หรือใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการกระทำตามเจตนาที่เกิด เช่น การให้ทาน การฆ่าสัตว์
๒. วจีกรรม คือ กรรมที่แสดงออกทางปาก คือใช้ปากเป็นเครื่องมือ เช่นพูดคำสัจ พูดเท็จ
๓. มโนกรรม คือกรรมที่เกิดทางใจ ยังมิได้แสดงออกทางกายกรรม และวจีกรรม แต่เป็นเหตุให้เกิดกายกรรม และวจีกรรมต่อไปได้ สามารถเกิดร่วมกับกายกรรม และวจีกรรมได้ เช่น
ความโกรธ ทำให้เกิดอาการดุด่า และลงมือทำร้าย
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุปาลิวาทสูตร ว่า “บรรดากรรมทั้ง๓ประการที่จำแนกแยกเป็นอย่างนี้ เราบัญญัติ มโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่ว มิใช่กายกรรมหรือ วจีกรรม”
ความเป็นไปของชีวิตสรรพสัตว์ ขึ้นอยู่กับอำนาจของกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่สัตว์ทั้งหลายได้กระทำแล้ว ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ โดยท่านแสดงประเภทของกรรมไว้เพื่อจำแนกให้เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายในปฏิสนธิกาล(ส่งผลให้ไปเกิด) และ ปวัตติกาล(หลังจากเกิดแล้ว) ย่อมมีกรรมแต่ละประเภทเป็นตัวกำหนด ประเภทของกรรมมี ๓ หมวด หมวดละ ๔ ประเภทดังนี้
หมวดที่ ๑ คือ กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ มี ๔ ประเภท ได้แก่
๑. ชนกกรรม
๒. อุปถัมภกกรรม
๓. อุปปปีฬกรรม
๔. อุปปฆาตกรรม
๑.ชนกกรรม คือกรรมที่แต่งให้เกิด กรรมที่เป็นตัวนำไปเกิดในภูมิต่าง ๆ เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นเทวดา หรือเกิดเป็นมนุษย์ ชนกกรรมนี้ ทำหน้าที่ส่งผลให้สัตว์มาเกิดเท่านั้น เมื่อสัตว์นั้นเกิดแล้ว ชนกกรรมก็หมดหน้าที่
ชนกกรรมนี้มีอยู่ ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่เป็นกุศลและฝ่ายที่เป็นอกุศล ฝ่ายที่เป็นกุศลจะผลักดันสัตว์ให้ไปเกิดในสุคติภูมิ ตามสมควรแก่กรรมที่ได้กระทำไว้ ส่วนชนกกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลจะผลักดันสัตว์ให้ไปเกิดในทุคติภูมิ ตามสมควรแก่กรรมที่ได้กระทำไว้
๒. อุปถัมภกกรรม คือกรรมที่ทำหน้าที่ อุปถัมภ์สัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆแล้ว ให้ได้รับความสุขและความทุกข์ตามสมควรแก่กรรมของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กรรมที่เข้าช่วยสนับสนุน ต่อจากชนกกรรม อุปถัมภกกรรมนี้ทำหน้าที่ ตั้งแต่เราเกิดมาในท้องแม่ อยู่ในท้องจนกระทั่งคลอด จนกระทั่งมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน จนกว่าเราจะตายจากโลกนี้ไป
เราจะเห็นตัวอุปถัมภกกรรมได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อได้ศึกษาถึงสภาพความเป็นไปของชีวิตในปัจจุบัน ดูตัวอย่างในมนุษย์ภูมิ ให้เข้าใจกระจ่างชัด
ซึ่งในปัจจุบันจะสังเกตเห็นว่าบุคคลต่าง ๆ แม้จะเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน ตามสภาพของกรรมที่ให้ผล พระพุทธเจ้าได้ตรัสกะ สุภมาณพโตเทยยบุตร ซึ่งทูลถามถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์มีความแตกต่างกัน พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเนื้อความ เหตุแห่งความแตกต่างไว้ ซึ่งปรากฏใน จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน
แล้วพระองค์ก็ตรัสถึงปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) ที่ทำให้พวกมนุษย์มีความแตกต่าง กัน ว่า
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นคนหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ฝักใฝ่ในการประหัตประหาร ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนอายุสั้น
๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศัตรา เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมีโรคมาก
๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธ พยาบาท ปองร้าย แสดงความโกรธ ความปองร้าย และโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม
๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมี
๕. บุคคลบางคนในโลกนี้ หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมี
๖. บุคคลบางคนในโลกนี้ หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมี
๗. บุคคลบางคนในโลกนี้ หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมี
สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน ด้วยประการฉะนี้
๓. อุปปีฬกกรรม คือกรรมที่เข้ามาเบียดเบียนกรรมที่ตรงกันข้าม เช่น บุคคล เมื่อก่อนมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง แต่เมื่อมีอุปปีฬกกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลเข้ามาเบียดเบียน ก็ทำให้สุขภาพแย่ลงมีโรคภัยไข้เจ็บ หรือแต่เดิมเคยมีฐานะร่ำรวย ชีวิตก็ยากจนลง
อุปปีฬกกรรม ท่านจำแนกไว้ ๒ ประการ คือ
๓.๑ กุศลกรรมที่กระทำในภพนี้ ไปเบียดเบียนอกุศลกรรมที่มีโอกาสส่งผลอยู่แล้ว ให้มี
กำลังลดลง
๓.๒ อกุศลกรรมที่กระทำในภพนี้ ไปเบียดเบียนกุศลกรรมที่มีโอกาสส่งผลอยู่แล้ว ให้มี
กำลังลดลง
ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอุปปีฬกกรรม ได้แก่เรื่องของพระเจ้าอชาติศัตรู คือกระทำปิตุฆาต คือฆ่าพ่อ การฆ่าพ่อถือเป็นอนันตริยกรรม ต้องตกนรกอเวจี ต่อมาภายหลังสำนึกผิด ได้กระทำกุศลกรรมโดยการเป็นองค์อุปถัมภ์การทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ณ ถ้ำสัตตบรรพคูหา เขาเวภาร ปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ที่มาจำพรรษา ณ กรุงราชคฤห์ทั้งหมด ด้วยอานิสงส์การสร้างกุศลกรรมอันสำคัญนี้ ก็ไปเบียดเบียนอกุศลกรรมที่เป็นอนันตริยกรรม ให้มีกำลังน้อยลง แทนที่พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อตายไป จะไปตกนรกอเวจี ซึ่งเป็นนรกขุมใหญ่ ก็เปลี่ยนมาตกนรก โลหกุมภีอุสสทนรก ซึ่งก็มีทุกข์น้อยลง
ตัวอย่างอุปปีฬกกรรมประเภทที่ ๒ อกุศลกรรมที่กระทำ ไปเบียดเบียนกุศลกรรมที่มีโอกาสส่งผลอยู่แล้ว ให้ส่งผลน้อยลง เช่น บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่สร้างอกุศลกรรมอยู่ตลอดเวลา อำนาจของอกุศลกรรมที่ทำในตลอดเวลา อำนาจของอกุศลกรรมที่ทำในปัจจุบัน ก็จะไปเบียดเบียนอกุศลกรรมทำให้ต้องยากจนลงทำกิจการใดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ มีโรคร้ายเข้ามาเบียดเบียนเป็นต้นจบ
๔. อุปฆาตกรรม คือกรรมที่คอยตัดรอน มีหน้าที่เข้าไปฆ่าหรือตัดรอนกรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม ได้แก่ ฝ่ายกุศลกรรม ย่อมทำหน้าที่ตัดรอนฝ่ายอกุศลกรรม และฝ่ายอกุศลกรรม ก็ทำหน้าที่ตัดรอนฝ่ายอกุศลกรรม
ถ้าพิจารณาอย่างไม่ชัดเจน อุปฆาตกรรมนี้มีลักษณะคล้ายกับอุปปีฬกกรรม เพราะอุปปีฬกกรรมทำหน้าที่เข้าไปเบียดเบียนกรรมที่มีสภาพตรงกันข้าม เหมือนกับอุปฆาตกรรม แต่อุปปีฬกกรรมเข้าไปเบียดเบียนอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ ลบล้าง ไม่รวดเร็วฉับพลันและเด็ดขาด ปัจจุบันทันที เหมือนอุปฆาตกรรม ยกตัวอย่างเช่น การที่บุคคลได้ประกอบอกุศลกรรมไว้มาก เมื่อตายแล้วได้เกิดเป็นเทวดา เสวยทิพยสมบัติเป็นสุข เพราะอุปฆาตกรรมฝ่ายกุศลเข้ามาตัดรอนฝ่ายอกุศลกรรมที่ทำไว้ได้อย่างเด็ดขาด หรือบางคนเกิดมารูปสวยอวัยวะสมบูรณ์ทุกประการ แต่ก็ถูกรถชน ทำให้ต้องพิการ ตาบอด หรือแขนหัก เพราะอุปฆาตกรรมฝ่ายอกุศล เข้ามาตัดรอนอย่างนี้เป็นต้น
หมวดที่ ๒ คือกรรมที่ให้ผลตามลำดับ บันดากรรมทั้งหลายที่สัตว์กระทำในทุกเวลานั้น มีลำดับการให้ผลคือ กรรมชนิดใดมีกำลังใหญ่ ย่อมให้ผลก่อนเป็นลำดับแรก กรรมชนิดใดมีกำลังรองลงมา ก็ให้ผลรองลงมาตามลำดับ
กรรมหมวดนี้มีอยู่ ๔ ประเภทคือ
๑. ครุกรรม
๒. อาสันนกรรม
๓. อาจิณกรรม(พหุลกรรม)
๔. กตัตตากรรม
๑. ครุกรรม คือ กรรมที่หนักกว่ากรรมอื่น ๆ ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ คือ
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท ทำให้พระอรหันต์ห้อพระโลหิต
๕. สังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกกัน
ครุกรรมนี้จะให้ผลในภพที่ ๒ เช่นเมื่อตายจากโลกนี้แล้วต้องรับกรรมทันที ไม่มีอะไรมาทัดทานได้
พระพุทธเจ้ากล่าวว่าในอนันตริยกรรมนี้มีความหนักไม่เท่ากัน กรรมที่หนักที่สุดคือ สังฆเภท ได้แก่การยุยงหรือทำอะไรก็ตามให้สงฆ์แตกกัน รองลงมาตามลำดับคือ การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าพ่อ และฆ่าแม่ (กรณีฆ่าพ่อและฆ่าแม่ก็มีผลไม่เท่ากันคือ ถ้าพ่อมีคุณธรรมสูงกว่าแม่ ฆ่าพ่อก็บาปมากกว่าฆ่าแม่ ถ้าแม่มีคุณธรรมสูงกว่าพ่อ ฆ่าแม่ก็บาปมากกว่าฆ่าพ่อ ถ้าพ่อแม่มีคุณธรรมเสมอกัน ฆ่าแม่กรรมหนักกว่าฆ่าพ่อ)
๒ อาสันนกรรม คือกรรมที่ให้ผลเมื่อใกล้ตาย กล่าวคือ สัตว์ทั้งหลาย ขณะมีชีวิตอยู่ ได้ประกอบกุศลกรรมและอกุศลกรรมไว้ จนกระทั่งลืมไปแล้ว แต่ขณะที่ใกล้จะตายเกิดนึกขึ้นมา ถ้านึกถึงอกุศลกรรม ก็ส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิทันที อาสันนกรรมนี้ให้ผลเป็นที่ ๒ รองจากครุกรรม บุคลใดถ้าไม่มีครุกรรม อาสันนกรรมจะเข้าแทนทันที เพราะฉะนั้นอาสันนกรรมจึงมีความสำคัญต่อความเป็นไปของชีวิตในภพหน้า ซึ่งประมาทมิได้ เพราะถึงแม้ว่าบุคคลจะประกอบแก่กุศลกรรม เช่น ทอดกฐิน สร้างวัด สร้างโบสถ์ฯลฯ แต่ว่าในขณะที่จะตายเกิดโทสะ อาสันน-
กรรมฝ่ายอกุศลเกิดขึ้นก็สามารถส่งผลให้ผู้นั้นไปเกิดในอบายภูมิทันที ที่เป็นเช่นนี้เพราะ อาสันนกรรมฝ่ายอกุศล ได้ชิงให้ผลก่อน ส่วนกุศลกรรมที่ทำไว้มากมายนั้น ย่อให้ผลในภายหลัง
๓ อจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม คือกรรมที่กระทำไว้เป็นประจำ การให้ผลแห่งอาจิณณกรรมนั้น หากฝ่ายกุศลมีกำลังน้อยกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลก็ย่อมทำหน้าที่ชักนำให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมนั้นไปเกิดในอบายภูมิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าอจิณณกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลมีกำลังมากกว่า ก็จะชักนำให้เจ้าของกรรมนั้น ไปเกิดในสุคติภูมิ อาจิณณกรรมเป็นปัจจัยในการเกิดของเจ้าของกรรมนั้นด้วย เพราะขณะที่บุคคลเมื่อมีชีวิตอยู่ อาจิณณกรรมยังไม่ผุดเข้ามาในอารมณ์อย่างชัดเจน แต่เมื่อใกล้ตาย จิตเข้าสู่มรณาสันนวิถี (วิถีเวลาใกล้ตาย) จิตระลึกถึงกุศลหรืออกุศล ที่เป็นอาจิณณกรรม ก็จะนำชีวิตไปสู่สุคติหรือทุคติโดยมีความเกี่ยวข้องกับอาสันนกรรมด้วย
๔ กตัตตากรรม คือ กรรมที่สักแต่ว่ากระทำลงไป ไม่มีเจตนา ไม่มีความตั้งใจเต็มที่ ไม่เต็มใจทำ หรือทำด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นเอาน้ำร้อนใส่กระติกไม่รู้ว่าในกระติกมีมดอยู่ หรือเดินไปเหยียบมด เหยียบสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน กตัตตากรรมมีผลต่อชีวิตเราหรือไม่ มีผลกับเราตลอดเวลา แต่เราอาจไม่ได้สังเกต เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ตัวอย่างเช่น กตัตตากรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลให้ผล บางทีเดินไปหัวชนกับขอบประตู หน้าต่าง หรือชนกับอะไรเข้าโดยที่ไม่ตั้งใจเป็นต้น
หมวดที่ ๓ คือกรรมที่ให้ผลตามลำดับเวลา หรือ กล่าวถึงบรรดากรรมทั้งหลายที่บุคคลกระทำมีอานุภาพให้ผลในชาตินี้ ในชาติหน้า ในหลาย ๆ ชาติ หรือไม่มีอานุภาพให้ผลเลย กรรมหมวดนี้มีอยู่ ๔ ประเภทได้แก่
๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม
๓. อปราปริยเวทนียกรรม
๔. อโหสิกรรม
๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในภพนี้ กรรมประเภทนี้ยังแบ่งได้อีก ๒ ประเภทคือ
๑. กรรมที่ให้ผลภายใน ๗ วัน
๒. กรรมที่ให้ผลหลัง ๗ วันไปแล้ว แต่จะให้ผลเมื่อใดกำหนดมิได้แล้วแต่อำนาจของกรรม แต่ว่าให้ผลในชาตินี้แน่นอน
ในสังคมทุกวันนี้ จะได้พบได้ยินเสมอว่า คนทำความดีไม่ได้รับผลดีตอบสนอง ในชาตินี้ เนื่องจากว่า กรรมที่จะส่งผลในชาตินี้นั้น ต้องเป็น ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมที่ประกอบด้วยสัมปทา ๔ ประการ ได้แก่
๑. วัตถุสัมปทา คือ ปฏิคาหกผู้รับทานนั้นเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์
๒. ปัจจสัมปทา คือ วัตถุสิ่งของที่นำมาถวายนั้น เป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์
๓. เจตนาสัมปทา คือ ต้องมีความตั้งใจในการถวายทานอย่างแรงกล้า
๔. คุณาติเรกสัมปทา คือ พระอนาคามีหรือพระอรหันต์นั้นถึงพร้อมด้วยคุณวิเศษคือออกจากนิโรธสมาบัติใหม่
จึงจะได้รับผลเห็นทันตาในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น กุศลกรรมที่ประกอบในชาตินี้ที่ยังไม่ส่งผลให้เห็น เพราะไม่ประกอบด้วยปัจจัย ๔ ประการ จึงไม่ควรท้อถอยในการสร้างกุศลกรรมในชาตินี้ต่อไป เพราะกรรมดีอาจส่งผลช้า แต่ขอให้ยึดมั่นตลอดว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว อย่าคิดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ดังพุทธวจนะในธมฺมปทฏฺฐคาถาที่ว่า
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
แปล
อันว่าบุคคลย่อมหว่านซึ่งพืช เช่นไร อันว่าบุคคลนั้นย่อมได้รับผลอย่างนั้น
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม คือกรรมที่ให้ผลในภพที่ ๒ หลังจากที่สัตว์ได้ตายจากภพ
ปัจจุบัน ผลของกรรมจะให้ผลตามลำดับ ความหนักเบา แก่สัตว์ผู้เป็นเจ้าของกรรม ในภพต่อจาก
ภพปัจจุบัน ถ้าหากกรรมหนักให้ผลแล้ว กรรมอื่นก็ไม่ส่งผลต่อเจ้าของกรรมเรียกว่าอโหสิกรรม
๓. อปราปริยเวทนียกรรม คือกรรมที่ให้ผลในภพที่ ๓ และภพต่อ ๆ ไป กรรมนี้สามารถส่งผลได้หลายภพหลายชาติ แล้วแต่โอกาสจะอำนวยให้ กรรมประเภทนี้จะคอยติดตามเจ้าของกรรมไปทุกหนทุกแห่งทุกภพทุกชาติ ได้โอกาสเมื่อใด ต้องทำหน้าที่ให้ผลทันที ไม่มีโอกาสระงับการให้ผลได้ ถ้าเจ้าของกรรมนั้นยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และดับขันธปรินิพพาน
๔. อโหสิกรรม คือกรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผล หมายความว่า หากบุคคลกระทำอกุศลกรรมอันมีอำนาจให้ผลแล้ว แต่บุคคลนั้นทำอกุศลกรรมที่มีกำลังมากกว