 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32977" type="text/javascript"></script> |
|
เรื่องเป้าหมายของชีวิต
ท่านสาธุชนและนักศึกษาผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาจะได้บรรยายธรรมมะโดยหัวข้อว่าเป้าหมายของชีวิตตามที่ท่านทั้งหลายขอร้องคำว่าเป้าหมายของชีวิตฟังดูเป็นคำใหม่ๆเป็นคำนักประพันธ์อยู่ว่าแต่ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จำเป็นที่ควรจะรู้เป็นเรื่องชองธรรมมะได้เห
post ครั้งแรก: Thu 4 October 2007, 10:59 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:00 pm
|
หน้าที่ 1 - จิตของวิญญาณ
ทีนี่ผู้ให้หัวข้อนี้มันก็บอกหรือแสดงอยู่แล้วว่าไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางนั้นคืออะไรเราก็ต้องพูดถึงกันเรื่องจุดหมายปลายทางนั้นเองของชีวิตหรือเป้าหมายของชีวิตคือจุดหมายปลายทางชีวิตที่นี่มันก็มามีปัญหาอยู่ตรงที่ว่าในชีวิตนี้คืออะไรแต่ดูกันตามทางวัตถุคือทางร่างกายนี่ชีวิตมีนก็มีความหมายอย่างหนึ่ง
ถ้าดูกันทางของจิตของวิญญาณชีวิตมีความหมายอีกประการหนึ่งดูกันในแง่วัตถุในแง่ร่างกายหญ้าบอนมันก็มีชีวิตสัตว์เดรัจฉานมันก็มีชีวิตคนก็มีชีวิตตลอดเวลาที่มันยังไม่ตายทางร่างกายมันยังไม่ตายชีวิตทางกายล้วนๆอย่างนี้มันก็มีอยู่ระบบหนึ่งเป้าหมายของมันก็คือจุดสูงสุดแห่งวิวัฒนาการด้วยเหมือนกันวิวัฒนาทางกายจะเป็นไปได้อย่างไรมันก็เป็นไปจนกว่าจะถึงที่สุดเราจึงเห็นได้ตามที่เคยศึกษาเล่าเรียนสั่งสอนกันมาว่าวิวัฒนาการทางกายทางรูปร่างโครงสร้างในของมนุษย์นี้ของสัตว์ที่มีชีวิตมันวิวัฒนาการมา
ตั้งแต่ว่าเป็นสัตว์เซลล์เดียวหลายเซลล์เป็นสัตว์ที่อยู่สูงขึ้นมาเป็นพืชพันธุ์มาเป็นสัตว์มาเป็นคนกว่ามันจะสูงสุดคือไม่ๆไปได้ไกลไปกว่านั้นได้อีกแล้วก็เรียกว่าจบวิวัฒนาการทางชีวิตในด้านร่างกาย แต่เราก็ยังพูดไม่ได้ว่ามันจะไปจบลงที่ตรงไหนอย่างไรและก็ไม่จำเป็นด้วยที่จะต้องไปรู้มันมันยังไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมดาของวัตถุประกอบกันขึ้นเป็นเรื่องเป็นร่างกายเป็นไปในทางฝ่ายกายมันยังอีกนานมากนักไม่รู้กี่หมื่นปีกี่แสนปีต่อไปในอนาคต
ทีนี้มาดูชีวิตที่มันเป็นปัญหากันดีกว่าคือเมื่อยังไม่ตายก็มีความเป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งระบบใดระบบหนึ่งอยู่ทุกวันๆนี่มันเป็นชีวิตในด้านจิตใจฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่ายจิตนี่คือเรื่องจิตที่ติดอยู่กับกายแต่ฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของสติปัญญาที่แยกออกมาได้เขาเรียกว่าเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณฝ่ายสติปัญญาถ้าเรายังไม่ตายเราก็มีจิตคิดนึกอะไรได้แล้วก็ปรับปรุงให้มันดีที่สุดเป็นจิตที่ฝึกฝนอารมณ์แล้วดีที่สุดอย่างที่พูดกันเมื่อคืนมันก็เท่านั้นแหละทีนี้มันไม่มีความรู้พอมันก็ไปไกลไม่ได้มันยังออกไปจากความทุกข์ไม่ได้นี้มันเป็นฝ่ายสติปัญญาที่มันเป็นอิสระออกไปจะผิดจะถูกอย่างไรก็คอยสังเกตดูเรามีความรู้ผิดมีความเข้าใจผิดมีความเห็นผิดมีความเชื่อผิดนี่ชีวิตชนิดนี้มันก็มืดมนทางวิญญาณแล้วก็มีความทุกข์แน่นั้น
จึงไม่ใช่เป้าหมายแต่ถ้าเราทำถูกต้องมีความสว่างในทางวิญญาณถูกต้องในทางความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ความเชื่อฟังอะไรที่เป็นหลักเกณฑ์สำหรับยึดถือดำเนินไปๆในลักษณะที่ความทุกข์ละลายไป ความทุกข์ละลายไปไม่มีความทุกข์เหลืออยู่ในที่สุดหมดจดจากความทุกข์สิ้นเชิงที่เรียกว่าพระนิพพานงั้นเป้าหมายของชีวิตในทางวิญญาณเนี่ยมันคือพระนิพพานใครจะรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ใครจะชอบก็ได้ไม่ชอบก็ได้มันอาจจะไม่ชอบก็ได้โดยไม่เข้าใจบ้างและมองเห็นว่าดีเกินไปไม่เหมาะสำหรับเราไม่เหมาะสำหรับเราบ้างมันก็พูดไม่รู้เรื่องตอนนี้เขาให้อาตมาพูดตามความพอใจก็จะต้องพูดอย่างนี้ในชีวิตฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณมันก็ต้องไปสิ้นสุดจบไปจบไปจบครึ่งลงที่ขันลุถึงนิพพานนิพพานนี้แปลว่าเย็นสนิทไม่มีความร้อน
แต่เป็นเรื่องทางนามธรรมความร้อนก็ร้อนแห่งกิเลสร้อนแห่งความโลภร้อนแห่งความโกรธร้อนแห่งความโง่ความหลงในทางจิตทางวิญญาณเป็นไฟในทางจิตทางวิญญาณถ้าไฟเหล่านี้ดับสนิทเราก็เย็นสนิทแล้วก็ไม่ต้องตายบรรลุนิพพานในที่สุดได้โดยไม่ต้องตายถึงอาจจะผิดในที่ท่านทั้งหลายเคยฟังมาแล้วก็ได้ท่านอาจจะเคยฟังมาในทางที่ว่าจะไปนิพพานทำไมต้องตายก็เป็นเฒ่านิพพานอย่างนี้ก็ได้ถ้าอย่างนี้ก็ขอให้เข้าใจว่ามันคนละเรื่องนิพพานไม่ได้หมายถึงความตายที่สอนในผิดๆในโรงเรียนให้ลูกๆเด็กๆเข้าใจผิดให้รู้ต้องแต่เล็กว่านิพพานคือความตายของพระอรหันต์หรือของพระพุทธเจ้านิพพานแปลว่าตายเป็นราชาศัพท์สูงสุดอย่างนี้
มันผิดโดยสิ้นเชิงนิพพานคือภาวะเย็นสนิทแห่งจิตแห่งวิญญาณโดยที่คนไม่ต้องตายถ้าใครคนไหนก็ได้เอาไอ้เรื่องร้อนๆออกไปจากจิตใจแล้วไม่ให้มันเกิดมาได้อีกเพราะนั้นเป็นนิพพานเข้าถึงนิพพานอยู่กับนิพพานโดยที่ไม่ต้องตายร่ายกายไม่ต้องตายเมื่อร่างกายตายลงไปอีกหลังจากนั้นแล้วก็นึกว่าตายด้วยนิพพานตายด้วยนิพพานไม่ใช่ว่านิพพานคือการตายคือว่าตายอย่างเย็นตายด้วยนิพพานคนอื่นตายด้วยร้อนตายอย่างตายด้วยกิเลสตายในกิเลสนั่นก็ตายร้อนเหมือนคนธรรมดาทั่วไปมันก็ตายร้อนเข้าถึงพระนิพพานด้วยความเย็นมันก็ตายเย็นเพราะมันไม่มีกิเลสคนหนึ่งตายด้วยกิเลสคนหนึ่งตายด้วยนิพพานคือความสิ้นกิเลสที่ได้รับมาก่อนแล้ว
แต่นี่ร่างกายมันตายลงไอ้การตายนั้นก็เรียกว่าตายด้วยนิพพานคือความสิ้นสุดแห่งกิเลสนี่เรียกว่าเป้าหมายของชีวิตถ้าตายแล้วไม่มีชีวิตแล้วมันก็ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตคิดดูถ้ามันตายแล้วมันไม่มีชีวิตแล้วมันจะเป้าหมายอะไรกันอีกมันต้องรู้ถึงว่ายังมีชีวิตอยู่สำหรับชีวิตนั้นเองก็คือการเป็นอยู่มีชีวิตอยู่อย่างที่เย็นสนิทอย่างแท้จริงไม่กลับร้อนไม่กลับมีความทุกข์ใดๆได้เลยนี่คือเป้าหมายของชีวิตที่มันยังเป็นตัวชีวิตและมันได้รู้และถึงจุดสูงสุดของมันอย่าไปยึดในคำบาลีทางศาสนาที่ฟังยากเข้าใจยากจำยากเพราะมันยุ่งยากป่วยการลืมเสียเถอะแต่พระนิพพานคือความเย็นจริงๆถ้าจะรู้จักนิพพานก็ต้องไปศึกษาความร้อนที่ทุกคนร่ำรวยกันอยู่แล้วที่ทุกคนมันร่ำรวยอยู่ในความร้อนร้อนราคะ ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะร้อนเพราะปัญหาต่างๆมันประดังเข้ามายึดถือเอาว่าเป็นตัวตนเพราะเร่าร้อนเผารนอยู่นั้นถ้าจะศึกษาธรรมมะก็ต้องศึกษาจากชีวิตอีกเหมือนกันไม่ใช่ศึกษาจากอาตมาไม่ใช่ศึกษาจากหนังสือหนังหาจากพระธรรมคัมภีร์อะไรโดยส่วนเดียวนั้นมันเป็นไปไม่ได้มันจะได้ก็แต่เพียงจำได้จำคำพูดของเราได้มันอยู่ในหนังสือถ้าจะเรียนธรรมมะจริงให้ตั้งต้นเรียนจากความทุกข์ที่มีอยู่จริงถ้าใครไม่มีความทุกข์ไม่ต้องมาเรียนธรรมมะให้ป่วยการมันเป็นคนบ้ามันไม่มีความทุกข์และมันจะมาเรียนเรื่องความดับทุกข์มันบ้า
ถ้าคุณไม่มีความทุกข์คุณก็ไม่ต้องมาหาธรรมมะไม่ต้องมาเรียนธรรมมะจะรู้ธรรมมะก็ต้องมีความทุกข์เรียนความทุกข์ให้รู้จักความทุกข์นั้นจะแก้มันอย่างไรจะดับความทุกข์นั้นอย่างไรกิริยาที่ดับความทุกข์ได้นั่นเป็นธรรมมะอย่างดีที่จะช่วยให้เราเข้าถึงความเย็นนี่เป็นเป้าหมายแห่งชีวิตเดี๋ยวนี้ทุกคนเป็นชาวนาชาวสวนกันพ่อค้ากันเป็นนักศึกษาเป็นข้าราชการทหารเป็นอะไรก็เป็นกันอยู่แล้วมันมีความทุกข์ความร้อนกันหรือไม่เอออยากจะพูดสักนิดนึงว่าเรามีความทุกข์แตกต่างกันเหมือนกับที่ว่าเราเป็นต่างกันไปเป็นชาวนาชาวสวนข้าราชการนักศึกษานี่ก็ต่างกันแต่พอมาเห็นความทุกข์มันต่างกันอย่างนั้นหรือไม่คนสายตาตื้นปัญญาตื้นมันก็จะตอบว่าต่างกันชาวนนาเป็นทุกข์อย่างชาวนาชาวสวนเป็นทุกข์อย่างชาวสวนข้าราชการเป็นทุกข์อย่างข้าราชการนักศึกษาเป็นทุกข์อย่างนักศึกษานั่นมันเรื่องผิวๆเป็นเรื่องสายตาสั้นมองเห็นได้เท่านั้น
แล้วก็ไม่ใช่ความทุกข์จริงถ้ามองถึงความทุกข์จริงจะเห็นว่าเหมือนกันแหละความทุกข์เกิดมาจากความโง่สำคัญผิดในสิ่งต่างๆแล้วไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นก็เป็นความทุกข์เพราะความโลภ เพราะความโกรธ เพราะความหลงเหมือนกันทั้งนั้นให้ดูดีสักหน่อยให้เห็นว่ากิเลสนี้เหมือนกันเลยความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ โทสะ โมหะแล้วแต่จะเรียกนี่คือกิเลสเหมือนกันทั้งนั้นเลยไม่มีกิเลสเด็กไม่มีกิเลสผู้ใหญ่ไม่มีกิเลสตังผู้ไม่มีกิเลสตัวเมียไม่มีกิเลสคนไทยไม่มีกิเลสฝรั่งไม่มีจะเหมือนกันไปหมดเมื่อเป็นมนุษย์จะมีกิเลสที่เป็นเหมือนกันหมด
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม