 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32977" type="text/javascript"></script> |
|
|
เรื่องเป้าหมายของชีวิต
ท่านสาธุชนและนักศึกษาผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาจะได้บรรยายธรรมมะโดยหัวข้อว่าเป้าหมายของชีวิตตามที่ท่านทั้งหลายขอร้องคำว่าเป้าหมายของชีวิตฟังดูเป็นคำใหม่ๆเป็นคำนักประพันธ์อยู่ว่าแต่ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จำเป็นที่ควรจะรู้เป็นเรื่องชองธรรมมะได้เห
post ครั้งแรก: Thu 4 October 2007, 10:59 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:00 pm
|
หน้าที่ 3 - ความร้อนที่เป็นกิเลส
เราจะทำได้เท่าไรก็ไปคิดดูความร้อนมันดับลงไปได้เท่าไรมันก็ใกล้ความเย็นและเป้าหมายของชีวิตเข้าไปเท่านั้นและศึกษาจากจิตใจโดยตรงอย่าศึกษาจากคนหรือตำรับตำรานักเลยมันรู้ไม่ได้แต่ความร้อนแห่งจิตใจไอ้ความเย็นแห่งจิตใจมันเป็นเรื่องที่ต้องรู้สึกจากจิตใจศึกษาจากจิตใจภายในอ่านหนังสือสักกี่ร้อยเล่มด้วยเรื่องนี้แต่มันก็รู้สึกถึงความเย็นไม่ได้ต้องไปเอาความร้อนออกแล้วเอาความเย็นให้ความเย็นปรากฏออกมาเดี๋ยวนี้เรื่องของความร้อนความทุกข์เราก็ไม่สนใจเราก็ไม่รู้จักนั้นเราก็จะทำลายมันได้อย่างไรเราก็ไม่รู้จักความเย็นไม่ถึงความเย็นนั้นเมื่อผู้ใดมีความร้อนที่เป็นเรื่องของกิเลสหรือความทุกข์ทำลายมันเสียให้พบความเย็นที่ตรงนั้นนั้นแหละคือดีที่สุดมีธรรมมะที่สุดก้าวหน้าทางธรรมมะ
ที่สุดนั้นท่านผู้ใดคนใดมีความร้อนที่เป็นกิเลสหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาศึกษาให้รู้ต้นเหตุต้นตอของมันทำลายมันเสียป้องกันมันเสียแล้วเย็นอยู่นี่คือเรียนธรรมมะที่ดีที่สุดจงเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่องนี้ร้อนขึ้นมาดับเย็นเสียเรื่องอื่นร้อนขึ้นมาดับเย็นเสียๆอย่างนี้ทุกๆเรื่องไปมันก็ก้าวหน้าไปในทางชีวิตที่แท้จริงที่ไปสู่เป้าหมายของชีวิตอันแท้จริงนั่นก็คือพระนิพพานนั่นเองเดี๋ยวนี้แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปีเราไม่ได้ทำอย่างนี้เราก็ได้อยากจะรู้บ้างว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไรเราไม่รู้จักตัวชีวิตเองด้วยซ้ำไปเราไม่รู้จักอุปสรรคในชีวิตด้วยซ้ำไปเราก็ไม่มีจุดหมายปลายทางที่เป็นเป้าหมายแห่งชีวิตเอาละนี่เป็นการที่จะศึกให้รู้จักชีวิตรู้จักเป้าหมายแห่งชีวิตแล้วก็รู้จักวิธีเดินไปสู่เป้าหมายแห่งชีวิต
นับว่าเราได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์แล้วเรื่องสำหรับมนุษย์ไม่มีอะไรดีกว่านี้ว่าจะรู้จักตัวชีวิตรู้จักขจัดปัญหานาๆชนิดในตัวชีวิตออกไปเสียก็เป็นชีวิตที่หลุดพ้นการทั้งปวงนั่นแหละคือเป้าหมายแห่งชีวิตในชีวิตที่ยังเป็นๆอยู่นี่ไม่ใช่หลังตายแล้วไม่มีประโยชน์อะไรแต่คนอื่นยังมียึดถือกันแบบนั้นอยู่ว่านิพพานต้องถึงกับตายแล้วก็เป็นเรื่องของเขาอาตมาพูดไม่เป็นพูดอย่างนั้นพูดด้วยไม่ได้พูดไปถึงไอ้ชีวิตนี่มันทีความทุกข์มีปัญหาแล้วก็เอาออกไปเสียให้หมดแล้วมันก็หยุดมันก็เย็นมันก็เกลี้ยงมันก็เป็นอิสระมันก็ไม่มีความทุกข์เลยเอาที่ไม่มีความทุกข์เลยก็โปรดทราบไว้เลยว่าพระพุทธเจ้าเป็นหลักเป็นทางการท่านจะตรัสถึงแต่ความหมดไปแห่งความทุกข์ท่านจะไม่พูดถึงความสุขปัญหามันอยู่ที่ความทุกข์หมดความทุกข์ทุกคนคงจะพอใจถ้าพูดถึงความสุขมันเป็นคำพูดแบบชวนเชื่อโฆษณาให้คนสนใจทุกคนมันชอบความสุขจึงมาความสุขนี้ดีกว่าความสุขนี้ดีกว่ามันก็ถูกเหมือนกันแหละ
แต่แท้ที่จริงมันคือความสิ้นสุดแห่งความทุกข์เมื่อสิ้นสุดแห่งความทุกข์จะมาเรียกว่าความสุขก็ได้แต่กลัวจะไปยึดถือหลงไหลให้ทันหนักอกหนักใจขึ้นมาอีกฉะนั้นก็กลัวว่าความสุขนี้จะหายไปเสียอีกมันก็ยุ่งนั้นเราดูตัวปัญหาที่แท้จริงให้พบเพราะเอ้ามันมีแต่ความทุกข์นี่เมื่อความทุกข์ดับหมดไปแล้วมันก็ควรจะหมดปัญหาเมื่อไฟเผามันร้อนอยู่ดับไฟแล้วมันเย็นมันก็ควรจะพอใจไม่มีความทุกข์อีกแต่คนมันติดรสอร่อยเดี๋ยวนี้มีรสอร่อยทางกามรมณ์ทางเพศทางอะไรติดแน่นเป็นนิสัยสันดารอยู่ว่าไอ้ความสุขหรือว่าที่ควรจะพอใจนั้นต้องอร่อยแล้วจะมาเอาอร่อยกับพระนิพพานอย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้มันคนละเรื่องถ้าจะใช้คำว่าอร่อยต้องเปลี่ยนความหมายคำว่าอร่อยเสียใหม่เรียกว่ามันเป็นความสุขที่แท้จริงเป็นความเย็นที่แท้จริงมันอร่อยเหมือนกินน้ำจืดไอ้กินน้ำหวานกินน้ำอะไรนั้นมันก็อร่อยไปตามแบบของมันไอ้น้ำจืดสนิทมันมีรสอร่อยตามแบบของมันนั้นเราเอาความอร่อยชนิดที่จืดสนิทมาน้ำที่จืดเย็นสนิทไม่ใช่น้ำชากาแฟน้ำตาลน้ำส้มน้ำมะนาวอะไรต่างๆ
แต่ทีนี้คนเรามันไปติดรสอร่อยแล้วก็เลยหวังว่าพระนิพพานต้องมีรสอร่อยแล้วก็อร่อยมากกว่าธรรมดาสามัญที่เคยอร่อยอย่างนี้ไม่มีทางที่จะพบพระนิพพานได้เพราะว่าความอร่อยมันเป็นที่เกิดแห่งปัญหาหากความอร่อยเป็นต้นตอของกิเลสแล้วก็เกิดกิเลสแล้วก็ร้อนถ้าเราไม่ต้องการจะร้อนไม่ต้องการจะเกิดไฟก็อย่าไปชอบเชื้อไฟความหลงใหลในอร่อยหรือไม่อร่อยก็ตามยินดีก็ตามยินร้ายก็ตามเป็นเชื้อไฟให้เกิดไฟแล้วก็อยู่กับไฟทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปีตลอดชาติเดี๋ยวรักนั่นเดี๋ยวเกลียดนี่เดี๋ยวกลัวโน่นเดียวรักนี่เดี๋ยวเกลียด
นี่ยินดีนี่ยินร้ายโน่นวนอยู่แต่ไอ้ 2 ฝ่ายนี่คือชีวิตที่ชอบกับไม่ชอบนั้นเลือกชอบกับไม่ชอบ 2 อย่างนี่ก็อยู่เป็นกลางนี่จะหยุดหรือจะเย็นมันไม่ต้องอร่อยหรือไม่ต้องไม่อร่อยอยู่ที่ตรงกลางและมันก็หยุดและมันก็เย็นเป็นอิสระนี่เรียกว่าเย็นแบบพระนิพพานชีวิตนี่มันไปถึงนั่นมันหยุดแล้วมันไม่มีอะไรจะช่วยให้ดิ้นรนขวนฝายหาให้หวังอีกต่อไปอย่างตะกะหรือรัตจิตมันตคือหยุดความอยากหรือความหวังเสียเพราะมันไปถึงที่สุดของความอยากและความหวังนี่คือเป้าหมายแห่งชีวิตอยู่ด้วยความอยากอยู่ด้วยความหวังมันก็ทนทรมานด้วยความอยากและความหวังหยุดความอยากและความหวังเสียมันก็จบเรื่องถ้าอยากเพราะเกิดยึดมั่นถือมั่นก็ต้องเป็นทุกข์ไม่ต้องสงสัยไม่มีทางช่วยการที่ท่านทั้งหลายสนใจคำว่าเป้าหมายแห่งชีวิต
ให้อาตมาอธิบายตามหลักพระพุทธศาสนามันก็มีแต่อย่างนี้มันไม่มีอย่างอื่นแล้วจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอิสระที่จะตัดสินเอาเองจะเลือกเอาเองถ้ายังมีอย่างอื่นดีกว่าก็เอาแต่ขอให้มันดีกว่าจริงอย่าให้มันดีกว่าหลอกเดี๋ยวนี้ก็ยืนยันว่าพระนิพพานนั้นเป็นสิ่งสูงสุดเป็นธรรมมะสูงสุดไม่มีอะไรสูงสุดกว่านี้จึงถือเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตสิ้นสุดแห่งกิเลสและความทุกข์เย็นมันก็ไม่มีร้อนเพราะกิเลสมันเกิดจากความทุกข์ชีวิตนี้เย็นมันอยู่ในความเย็นชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลงเรียกว่าเย็นนิรันดรเมื่อชีวิตเข้าถึงความเย็นนิรันดรชีวิตมันก็ปล่อยเป็นนิรันดรไปด้วยนี่ก็เข้าถึงอมะตะธรรมคือความไม่ตายเข้าถึงความไม่ตายนั่นแหละเป้าหมายแห่งชีวิตเมื่อเข้าใจตัวชีวิตปลายทางของชีวิตการเดินวิธีเดินแห่งชีวิตพอสมควรแล้วก็ขอให้เอาไปจับกับชีวิตจริงๆของท่านเอง
แต่ละคนๆตามเรื่องราวของตนๆในชีวิตประจำวันให้กำจัดความทุกข์ความร้อนออกไปให้ได้เสียเรื่อยๆไปในชีวิตประจำวันกว่าจะหมดเกลี้ยงก็อยู่ในความเย็นบางคนจะเห็นว่าเหลือวิสัยไม่เอาแล้วเอาไปตามบุญตามกรรมดีกว่าอย่างี้ซะโดยมากมันก็ไม่ต้องพบปะกันกับเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนาเรื่องธรรมมะความเป็นนิพพานถ้ามีจิตเข้าถึงความเย็นเป็นภาวะสูงสุดเป็นพระนิพพานเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์หรือของอะไรทั้งหมดก็ได้สูงสุดอยู่ที่ไม่มีกระทบกระทั่งให้ร้อนวิธีปฏิบัติที่จะเกิดการถึงเป้าหมายแห่งชีวิตก็ควรจะพูดกันบ้างช่วงเวลาที่เหลืออยู่
ขอให้ทุกๆวันนี้อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะถ้าเกิดความทุกข์ร้อนขึ้นมาขอให้มองเห็นเป็นความทุกข์เป็นกิเลสกับสิ่งไม่พึงปรารถนาแล้วก็ชิมความร้อนแห่งความทุกข์หรือกิเลสนั้นให้รู้รสให้ดีแล้วเมื่อเกิดความไม่พอใจอยากจะกำจัดสิ่งเสียก็พยายามมองลึกเข้าไปพบไปถึงสาเหตุของมันต้นเหตุคือความโง่ไปหลงเมื่อมีอะไรมาเกี่ยวข้องทางหู ทางตา ทางจมูก ทางกาย ทางใจเองเมื่อมีอะไรมาเกี่ยวข้องแล้วมันก็ไปหลงรักหลงเกียจ่งแล้วแต่เกิดกิเลสทุกๆฝ่ายถ้ามันรู้จริงมันไม่หลงรักหลงเกียจมันรู้แต่ว่าเราจะต้องทำยังไงกับมัน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม