สารบัญ
หน้าที่ 4 - กิเลส
ถ้าต้องทำอย่างไรกับมันก็ทำถ้าไม่ต้องทำอย่างไรกับมันก็ไม่ต้องทำอย่างนี้ไม่โง่แล้วก็ไม่ไปหลงรักไม่ไปหลงเกียจกิเลสก็เกิดไม่ได้นั้นเราอยู่ในโลกนี้โดยไม่ต้องเกิดกิเลสแห่งความทุกข์ไม่ได้เพราะปฎิบัติอย่างนี้อย่าโง่เมื่อมีอะไรมากระทบทางตาสวยไม่สวยทางหูเพราะไม่เพราะทางจมูกหอมหรือเหม็นทาวลิ้นอร่อยหรือไม่อร่อยทางผิวหนังนิ่มนวลหรือกระด้างทางจิตน่ายินดีหรือไม่น่ายินดีก็มันมี 6 ทางอย่าโง่เมื่อมีอะไรมากระทบที่อวัยวะทั้ง 6 นั้นฉลาดให้ทันเวลาแล้วก็ไม่ยินดียินร้ายเพราะยินดียินร้ายแล้วมันก็ไม่เกิดกิเลสไม่ยินดียินร้อนแล้วมันก็เป็นนิพพานโดยอัตโนมัติถ้าใครทำได้ควบคุมได้จะมีพระนิพพานโดยอัตโนมัติเพราะเรื่องที่มันจะเกิดนี่มันมัแต่ทางตาทางหูทางจมูกทางปากทางลิ้น ทางกาย ทางจิตใจ เท่านั้นเอง
ถ้าประพฤติปฏิบัติถูกต้องใน6ทางนี้แล้วจะไม่เกิดกิเลสคือความทุกข์มันฝึกฝนสติปัญญาให้เพียงพอฝึกฝนสติให้รวดเร็วว่องไวในการที่จะเอาปัญญามาให้ทันเวลาอย่าโง่เกี่ยวกับไอ้สิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีเท่านี้ๆเพราะว่าเรามีสติเพียงพอมีปัญญาเพียงพอมันก็ไม่โง่เมื่อมีมีอะไรมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแต่เดี๋ยวนี้เรามันชอบความอร่อยชอบความยินดีบางทีเราก็ชอบความยินร้ายไปด้วยนะชอบโทสะชอบบรรดาลโทสะชอบสนุกไปเลยแต่ทีนี้มันก็ทำไม่ได้นีเรียกว่าอวิชชาหรือความโง่ที่ทำให้เราไปหลงรักพอใจในสิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งกิเลสและความทุกข์อย่างนี้ไกลพระนิพพานมากเรียกว่าอยู่คนละฝั่งฝั่งสมุทรเลยถ้าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างเย็นก็ระวัง
อย่าโง่เมื่อมีอะไรมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสติปัญญารู้สึกทันทีว่าจะต้องจัดการอะไรกับสิ่งนี้ก็จัดการไปถ้าไม่ต้องจัดการก็ไม่ต้องจัดการอะไรก็ทำเรื่องอื่นที่ควรทำต่อไปนี้มันจะเย็นพูดง่ายๆว่าไฟลุกขึ้นมามันก็เย็นระวังถ้าไฟลุกขึ้นตมามันก็เย็นอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนทั้งหลับทั้งตื่นมันก็เย็นนี่เรียกว่าเราถึงเป้าหมายแห่งชีวิตอยู่ตลอดเวลาทีนี้สำหรับคนที่มันเผลอเก่งหรือยังมีกิเลสมากมันเย็นแล้วกับร้อน เย็นแล้วกับร้อนนี่ก็เหมือนกับว่าวิ่งถอยหน้าถอยหลังอยู่อย่างนั้นทำยังไงอย่าให้มันมีการถอยหลังมีแต่รุจไปข้างหน้าห่างไกลจากความร้อนไปสู่ความเย็นคือว่าความทุกข์น่ะมันดับด้วยไฟๆๆกว่าจะสิ้นสุดคำว่าเย็นใน
ที่นี้มีความหมายที่สุดไม่ใช่เย็นอย่างน้ำแข็งกินแล้วอร่อย น้ำธรรมดาอย่างนี้ไม่ใช่เย็น
อย่างนั้นแต่ก็เอาความหมายนั้นมาใช้ก็ได้เพราะว่าเย็นมันดีกว่าร้อนนิพพานแปลว่าเย็นไม่ใช่เย็นอย่างเรื่องธรรมดาที่ว่าคู่กับร้อนหอมคู่กับเหม็นอร่อยคู่กับไม่อร่อยอย่างนี้ไม่ใช่คู่เทียบอย่างนั้นเอาไปเทียบว่าไอ้ทั้งหมดนั่นแหละมันร้อนแต่อีกทางหนึ่งมันไม่ร้อน เย็น นั้นมันร้อนแห่งกิเลสไม่ใช่มันร้อนอย่างไฟธรรมดามันร้อนเป็นไฟกิเลสจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักกิเลสซะบ้างพูดแล้วก็คล้ายๆจะดูหมิ่นดูถูกท่านทั้งหลายมากเกินไปในวันนี้อาตมาจะพูดว่าท่านทั้งหลายยังไม่รู้จักแม้แต่กิเลสไม่รู้จักแม้แต่ตัวเองไม่รู้จักแม้แต่ตัวชีวิตนั้นเองและมันก็ไม่รู้ความหมายชีวิตได้ยังไงเดี๋ยวนี้เอากิเลสเป็นชีวิตเอาความทุกข์เป็นชีวิตเป็นชีวิตคือความทุกข์ไปเสียหมดเพราะเราไม่รู้จักกิเลสแล้วก็ไม่รู้จักชีวิตแล้วก็ไม่รู้จักความทุกข์ด้วยมันเจ็บปวดทนทรมานๆแต่ไม่รู้จักว่ามันคืออะไรก็จัดการกับมันไม่ถูกก็ไปศึกษาตัวกิเลสตัวความทุกข์นี่ให้ถูกต้องให้เข้าใจถูกต้อง
แล้วควบคุมมันได้จัดการมันได้สะสนปัญญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นต้องศึกษาฝึกสมาธิให้มากขึ้นมีสติรวดเร็วเอาปัญญามาใช้ให้ทันเวลา เวลาคับขันคือว่าตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสิ่งมาสัมผัสผิวกาย ใจกระทบอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาในใจให้มีสติรวดเร็วเอาปัญญามาใช้ทันเมื่อมันกระทบและมันก็ไม่เกิดกิเลสแน่ถ้าไม่มีปัญญามาเพราะสติไม่ดีมันก็ต้องเกิดกิเลสแน่แล้วมันก็ต้องเกิดความทุกข์แน่ตลอดเวลานี้เรียกว่ามันโง่ไปคือมีแต่อวิชชามันก็เป็นชีวิตชีวิตคือตัวทุกข์ ตัวทุกข์คือชีวิต
ชีวิตคือความทุกข์เป็นชีวิตที่อยู่ในกองไฟ รู้จักไฟ รู้จักชีวิตดับไฟให้แก่ชีวิตแล้วมันก็ออกไปทางไกลคือความเย็นคือพระนิพพานเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตได้นี่เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้ท่านผู้ใดจะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจไม่มีใครบังคับใครได้แต่ว่าเรื่องมันมีอยู่อย่างนี้จะเอาหรือไม่เอาหรือจะชอบปฏิบัติหรือไม่ชอบปฏิบัติก็ตามใจมีเสรีภาพของความคิดนึกของบุคคลแต่เดียวนี้เรามามองกันว่าอย่าเสียทีที่ได้เกิดมาอย่าเสียทีที่มีชีวิตมามันควรจะได้อะไรก็มาศึกษากันดูพิจารณากันดูถ้าเข้าใจและพอใจก็ลงมือเถอะตั้งต้นที่จะปรับปรุงชีวิตให้ดำเนินไปโดยถูกวิถีทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือความเย็นสนิทแห่งชีวิตใช้คำอย่างนี้ดีกว่าใช้คำว่านิพพาน
ใช้คำว่านิพพานมันสลัวไปซะอีกใช้ว่าความเย็นแห่งชีวิตนี่มันชัดๆง่ายๆนั่นแหละคือพระนิพพานเพียงแต่เย็นเป็นทางกลับร้อนอีกไม่ได้คำว่านิพพานมันก็แปลว่าหมดแห่งความร้อนดับไฟแห่งความร้อนหมดสิ้นมันก็คือเย็นคือไม่ร้อนทำชีวิตที่นี่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ให้มันเย็นได้ก็คือเป้าหมายแห่งชีวิตมันอยู่ที่ตรงนี้จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตมันอยู่ที่ตรงนี้คือมันอยู่ในชีวิตนั่นเองทำชีวิตให้เย็นก็ถึงจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องต่อตายแล้วไม่หวังตายแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกันให้เราอยูที่นี่ก็เป็นดังกล่าวไปคิดดูทำให้มันทันแก่เวลาอย่าให้เป็นหมันเปล่า
ถ้าถึงเป้าหมายแห่งชีวิตคือความเย็นสนิทแห่งชีวิตก็มีธรรมมะพอ ปัญญาพอ มีสติพอ มันก็พอทั้งนั้นแหละต้องการเท่านั้นแหละเมื่อมีสติพอ มีปัญญาพอมันก็มีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องเรื่อยไปเมื่อชีวิตมันอยู่อย่างถูกต้องกิเลสหรือไฟก็เกิดไม่ได้มันก็หมดเรื่องหมดปัญหามีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องไฟเกิดไม่ได้ในชีวิตมันก็หมดปัญหาคือมันเย็นเอาเป็นว่าอาตมาได้ตอบคำถามของท่านที่ได้เสนอขึ้นมาว่าเป้าหมายแห่งชีวิตคืออะไรรวมความว่าชีวิตทำให้เย็นได้เมื่อได้เย็นสูงสุดได้นั่นคือเป้าหมายแห่งชีวิตเห็นว่าการบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้วก็ขอยุติการบรรยายด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลายนั้นคงจะมีความรู้ความเข้าใจไปจัดการกับไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั่นให้ได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมาจงทุกๆคนเทิอญขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม