 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33040" type="text/javascript"></script> |
|
|
ธรรมะคือหน้าที่
เท่าทีจะนึกได้ผมคิดว่าจะพูดเรื่องสรุปความตามที่จะจำได้ง่ายๆ ปฏิบัติได้ง่ายๆสักเรื่องหนึ่งแล้วก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่จะไม่เคยฟังก็ได้มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับจะปฏิบัติๆเสียตลอดชีวิตก็ได้แล้วก็เป็นเรื่องไม่ยากๆสำหรับทุกคนหากแต่เราไม่ได้ปฏิบัติก็ไม
post ครั้งแรก: Mon 8 October 2007, 12:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 1:24 pm
|
หน้าที่ 1 - ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ
แต่เดี๋ยวนี้เรามักจะเข้าใจกันแต่เพียงว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ส่วนมากก็ไม่ติดตามหลอกว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไรที่จริงพระพุทธเจ้าท่านก็สอนสิ่งที่เป็นหน้าที่ขอให้เต็มใจ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนี้ธรรมะคือหน้าที่เป็นเรื่องของธรรมชาติเป็นของธรรมชาติ แม้จะเคยพูดว่าธรรมะมี 4 ความหมายมันก็รวมอยู่ใน 4 ความหมายนั้นแหละธรรมะ 4 ความหมายได้แก่ธรรมะตัวธรรมชาติ
ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติแล้วธรรมะก็คือผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ความหมายที่ 3 คือหน้าที่โดยตรงอยู่แล้วความหมายนี้สำคัญที่จะเอามาใช้ทั่วๆไปมันก็เลยพูดเรื่องนี้ในความหมายอันนี้ธรรมชาติเป็นสิ่งทั้งปวงที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นเรื่องรูปธรรมหรือร่างกายหรือวัตถุ ไม่ได้เป็นนามธรรมคือจิตใจนั้นก็มีเขาเรียกว่าธรรมชาติมีทั้งกายและจิตใจเรียกว่าธรรมชาตินี่ในธรรมชาติเหล่านี้มีกฎของธรรมชาติสิงอยู่ ควบคุมอยู่ บังคับอยู่ให้ธรรมชาติเหล่ารี้เป็นไปตามคนจึงมีกฎธรรมชาติที่ตายตัวเรามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎของธรรมชาตินี่มันจะเกิดปัญหาขึ้นก็มีความทุกข์กันเองนี่คือตัวธรรมะนี่เราพูดถึงระบบวิชามี 4 ความหมายเป็นความหมายที่ 3
ทีนี้พูดอย่างธรรมชาติทั่วไปกันบ้างขอให้สังเกตดูให้ดีๆว่าบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดมันล้วนแต่มีหน้าที่และก็ปฏิบัติหน้าที่ถ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่มันก็ตายที่เป็นคนเป็นมนุษย์ก็มีหน้าที่นี่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎสำหรับจะอยู่ได้และไม่ได้สำหรับสัตว์เดรัชฉานทั้งหลายมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติถูกต้องตามกฎเท่าที่สัตว์เดรัชฉานเหล่านั้นไม่ต้องตายต้นไม้ต้นไร่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่แล้วมันก็ไม่ตายหน้าที่นี้เป็นหน้าที่พื้นฐานเพียงแค่ความไม่ตายแต่ว่าไม่ตายแล้วมันต้องทำอะไรขึ้นไปดีกว่านั้นรับสิ่งที่มันดีที่สุดที่ควรจะได้เดี๋ยวนี้เราพิจารณาดูสิ่งที่เป็นหน้าที่พื้นฐานมนุษย์ก็มีหน้าที่ที่จะต้องมีอาหารกินเราต้องทำงานทุกชนิดให้มีอาหารกินนั้นเราต้องมีหน้าที่รักษาสุขภาพ อนามัยให้ถูกต้องถ้าไม่ถูกต้องมันก็เจ็บไข้ตายก็มีหน้าที่ที่ต้องรักษาสุขภาพอนามัยนั้น
หน้าที่ที่หนึ่งมีอาหารกิน
หน้าที่ที่สองสุขภาพอนามัยทีนี้
หน้าที่ที่สามมันก็ต้องสังคมกันให้ถูกต้องไม่นั้นมันก็จะตายอีกเหมือนกัน
ถ้ามันสัมพันธ์กันผิดพลาดมันก็จะมีแต่เกิดเรื่องแล้วมันก็ตายเหมือนกันจึงถือว่าหน้าที่ชั้นแรกระดับแรกคือมีอาหารกิน มีสุขภาพอนามัยดีมีการสังคมถูกต้องไปมองดูให้ชัดยังไม่ต้องเชื่อใครยังไม่ต้องเชื่อผมยังไม่ต้องเชื่อใครมันต้องมีอย่างนั้นจริงๆคำว่ามีอาหารกินนี่มันก็ต้องทำหลายอย่าง หลายๆอย่างองค์ประกอบหลายอย่างจึงจะสำเร็จประโยชน์ว่ามีอาหารกินแล้วถ้ามีสุขภาพอนามัยดีก็ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างกว่าจะมีสุขภาพอนามัยดีถ้าว่าสังคมกันให้ดีไม่ฆ่าตัวเองตายในหมู่มนุษย์หน้าที่
ถ้ามันเหลือสั้นๆเป็นหัวข้ออย่างนี้เราจะต้องทำหน้าที่อย่างนี้ดังที่เรากำลังจะทำอยู่แต่เราก็ทำโดยไม่มีความรู้สึกว่าเป็นธรรมะเพราะเหตุเน้นไว้เป็นภาษาไทยว่าหน้าที่ แล้วก็ธรรมะมาจากอินเดียเมืองไทยมาแปลว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสียข้อนี้ไม่ถูก 100%คือมันไม่ตรงตามเรื่องจริงธรรมะมันมีก่อนพระพุทธเจ้าเกิดมาด้วยซ้ำไปพระพุทธเจ้าเกิดก่อนศาสนาอย่างนี้ก็มีคนที่นั่นมันก็มีคำว่าธรรมะๆใช้พูดกันอยู่แล้วมันหมายถึงหน้าที่ๆดังนั้นเราจึงถือได้ว่าคำว่าหน้าที่มันเป็นคำพิเศษที่มนุษย์คนแรกได้สังเกตเห็นมนุษย์เมื่อพ้นจากความป่าเถื่อนมาพอสมควรแล้วมันมนุษย์คนแรกสังเกตเห็นว่ามีสิ่งที่ต้องทำๆแล้วเขาก็หลุดปากออกมาว่าสิ่งนั้นคือ ธรรมะแปลว่าหน้าที่ใครจะเห็นหน้าที่เท่าไรเรียกว่าธรรมะหมดเห็น ไหมว่าธรรมะคือหน้าที่ตัวที่ 1มาในโลกเพราะว่ามีคนสังเกตเห็นแล้วก็เรียกว่าหน้าที่นี่แหละธรรมะเขาสอนเรื่องหน้าที่ เขาสอนเรื่องหน้าที่ทุอย่างทุกชนิดเท่าที่จะสอนได้ท่านจึงนำมาสอนได้นี่คนทั้งหลายก็รู้เรื่องหน้าที่ดีถูกต้องครบถ้วนเขาปฏิบัติหน้าที่กันอย่างถูกต้องครบถ้วนดีกว่าที่แล้วมาก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมะเรียกว่าธรรมะแต่มาสมัยนี้ในภาษาไทยเรามีคำเรียกว่าหน้าที่ไม่ได้เรียกว่าธรรมะนั่นแหละคือสิ่งเดียวกันมนุษย์คนแรกสอนคำว่าหน้าที่ตัดๆไปก่อนมีผู้ที่รู้มากกว่านั้นสอนหน้าที่ยิ่งขึ้นไปมันมีผู้รู้เป็นฤษี
ผู้ดีอะไรก็ได้ความเป็นอาจารย์สอนอะไรยิ่งขึ้นไปๆจนหน้าที่ที่มันจะเป็นอยู่ได้ในโลกนี้ครบถ้วนคือมันรอดชีวิตอยู่ได้นี้ต่อมาครูอาจารย์บางคน หรือ ฤษี ผู้ดี อะไรก็ได้นี่สังเกต เห็นว่ามีปัญหาเหลืออยู่ไม่ว่าเราจะอยู่สบายมีกินมีใช้ยังคงคบหากันดีแต่มันก็ยังมีปัญหาอยู่ประเภทหนึ่งที่อยู่ในใจเพราะความผิดที่ที่เกิดขึ้นในใจที่เรียกว่ากิเลส ราคะ โมหะ โทสะเกิดมีปัญหาระดับที่ 2 มีมาอย่างนี้แล้วมันจะต้องเอาชนะสิ่งเหล่านี้หรือแก้ปัญหาในระดับนี้ด้วยจึงเกิดคำสอนทางฝ่ายจิตใจหรือที่เรียกว่าทางฝ่ายศาสนาคือที่มีระบบคำสอนและการปฏิบัติดับราคะ โทสะ โมหะอย่างไรนี้ก็เป็นหนาที่ระดับ 2 ระดับจิตใจ
ถ้าเอาชนะความทุกข์ในใจได้เรื่องมันก็จบถ้าคนไม่มีปัญหา ในจิตใจเรื่องมันก็จบสำหรับคนนั้นอย่างที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าเป็นพระอรหันต์ชนะกิเลสในใจหมดสิ้นไม่มีปัญหาเหลือก็จบเรื่องจบจิตกับสิ่งที่จะต้องประพฤติปฏิบัติที่เรียกว่า จบพรมจันทร์ทั้ง 2 หน้าที่
อย่างนี้เรารู้ว่ามาจากตัวเราเองก็เหมือนกันว่ามันมีหน้าที่ 2 ระดับเรียกสั้นๆว่าหน้าที่เพื่อให้รอดชีวิต 2. หน้าที่เพื่อดับทุกข์ทางจิตใจให้หมด หน้าที่ทางวิญาณ หน้าที่ทางร่างกาย หน้าที่ที่ 2. หน้าที่ทางวิญาณคือเรื่องสติปัญญาทุกคนศึกษาไว้ให้พอเจียมตัวไว้ให้พอว่าจะต้องปฏิบัติให้ลุล่วงไปทั้ง 2 หน้าที่
มิฉะนั้นจะต้องเป็นทุกข์ทำได้แต่เพียงหน้าที่แรกมันก็มีเพียงแต่ชีวิตรอดหรืออยู่สบายตามแบบส่วนร่างกายส่วนจิตใจยังมีความทุกข์มันจึงต้องทำด้วยนี่ธรรมะคือหน้าที่ตามความอย่างนี้ทีนี้มันก็มีปัญหานิดเดียวที่ว่าเมื่อก่อนเราไม่ทราบว่าหน้าที่ที่จะต้องทำนั้นคือธรรมะดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกเลยว่าเราปฏิบัติธรรมะอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัวเพราะเราไปเรียกหน้าที่ในตามความหมายของภาษาไทยทุกคนทำหน้าที่ในระดับหนึ่งระดับชีวิตรอดอยู่ตลอดเวลาแล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาปฏิบัติธรรมะก็ทำด้วยความจำใจจำเป็นไม่ได้สมัครธรรมจะต้องหาอาหารกินเพราะทำด้วยความจำใจรักษาสุขภาพอนามัยนั้นทำด้วยความจำใจที่สังคมมาด้วยความระมัดระวังก็ทำด้วยความจำใจอย่างนี้มันไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ มันก็ไม่มีความรู้สึกว่ามีธรรมะแล้วมันก็ไม่มีความพอใจเดี๋ยวนี้ขอตรงนี้ขอนิดเดียวต่อไปนี่ทำอะไรอยู่ตามธรรมดาที่เคยทำหน้าที่ที่เคยทำนั่นแหละ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม