 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33040" type="text/javascript"></script> |
|
|
ธรรมะคือหน้าที่
เท่าทีจะนึกได้ผมคิดว่าจะพูดเรื่องสรุปความตามที่จะจำได้ง่ายๆ ปฏิบัติได้ง่ายๆสักเรื่องหนึ่งแล้วก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่จะไม่เคยฟังก็ได้มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับจะปฏิบัติๆเสียตลอดชีวิตก็ได้แล้วก็เป็นเรื่องไม่ยากๆสำหรับทุกคนหากแต่เราไม่ได้ปฏิบัติก็ไม
post ครั้งแรก: Mon 8 October 2007, 12:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 1:24 pm
|
หน้าที่ 3 - ธรรมมานุสติ
มันก็เลยมีความสุขเป็นขอทานทำหน้าที่อย่างดีอย่างถูกต้องอย่างนี้มันก็พ้นสภาพขอทานได้ในวันหนึ่งหรือเป็นกรรมกรที่พอใจเป็นสุขอยู่อย่างนี้มันก็พ้นจากฐานะของกรรมกรได้ในวันหนึ่งเพราะว่ามันทำหน้าที่และเป็นสุขในหน้าที่เงินที่ต้องใช้มาซื้อหาความสุขไม่ต้องใช้เดี๋ยวนี้คนมันไม่เป็นอย่างนั้นมันไปมัวเมากับไอ้ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงไม่ใช่ความสุขคืออบายมุขทั้งหลายถ้าเราจัดการพ่อค้า ประชาชน กรรมกร ชาวสวน ชาวไร่ก็ยังบูชาอบายมุขดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่นคบคนชั่วเป็นมิตรมีผลต่อการงานไปเที่ยวเรื่องกามมารมอะไรก็ตามมันก็ซื้อหาจนเงินหมดเพราะมันไม่รู้สึกว่ามันได้รับความทุกข์ไม่ต้องไปติดความเพลิดเพลินที่หลอกลวงไม่ใช่ความสุขทำให้เงินหมดไม่มีเหลือทีนี้ถ้าปฏิบัติธรรมะอยู่อย่างนี้มันพอใจมันเป็นสุขโดยไม่ต้องใช้เงินเพื่อซื้อหาความสุขเงินมันก็ไม่หมดไอ้ผลงานที่ได้มาเป็นเงินมันก็เหลืออยู่หมดไม่ต้องเอาไปซื้อหาความเพลิดเพลินที่หลอกลวง และก็เอาไปใช้ในสิ่งที่มันมีประโยชน์ส่วนมากมันจะเหลือเพราะมันไม่ต้องใช้หมดความสุขมันมีแล้วมันมีอยู่ตลอด เวลาทุกกระเบียดนิ้ว
การทำอย่างนี้นั้นเรียกได้ว่าปฏิบัติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลาทุกอิริยาบถถ้าถามว่ากรรมฐานข้อไหนก็บอกกรรมฐานข้อธรรมมานุสติเรามีธรรมมานุสติอยู่ตลอดเวลาทุกอิริยาบถทุกกระเบียดนิ้วเป็นธรรมมานุสติธรรมะเป็นสิ่งสูงสุดระลึกถึงและปฏิบัติตลอดเวลาเป็นธรรมมานุสตินี่ช่วยได้ธรรมะช่วยได้เพราะเหตุนี้คำว่าหน้าที่คือ สิ่งที่ช่วยให้รอดคำว่าธรรมะมันเป็นคำเดียวกันคือสิ่งที่ช่วยให้รอดมีธรรมะเป็นที่พึ่งช่วยให้รอดเป็นพระเจ้าที่แท้จริงที่จะช่วยให้เรารอดยิ่งกว่าพระเจ้าชนิดไหนหมด
ถ้าเราจะมีพระเจ้าก็ขอให้เหลือบไปทางธรรมะปฏิบัติแล้วช่วยให้รอดๆพระเจ้าไม่รู้ที่ไหนเรามาอ้อนวอนไม่ใช่ไสยศาสน์ไม่ใช่ ความจริงขอพูดถึงคำว่า ไสยศาสน์สักนิด ไสยศาสน์นั้นมันเป็นหลักปฏิบัติไว้สำหรับคนปัญญาอ่อนไม่อาจจะเข้าใจอย่างที่เรากำลังพูดหน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วรอดไม่ได้ตั้งใจไม่อาจทำให้รู้สึกพอใจในการทำงานได้ก็ต้องไปบนบานแบบไสยศาสน์พระเจ้า ผี สางเทวดาใครที่ไหนก็ไม่รู้การกระทำของคน ปัญญาอ่อนก็น่าสงสารเพราะปัญญามันอ่อนเก็บไสยศาสน์ไว้ให้คนปัญญาอ่อนพุทธศาสน์แปลว่าศาสน์ของคนตื่นไสยศาสน์คือประสาทของคนหลับคำว่าไสยะแปลว่าหลับ
มันมีพุทธศาสน์แปลว่าศาสน์ของคนตื่นเรารู้ว่าคนตื่นมีสติปัญญาเหมือนกับคนตื่นไม่หลับเป็นอวิชชานี่ไสยศาสน์ศาสน์ของคนหลับมันไม่มีปัญญาถึงขนาดที่จะตื่นจะรู้จะเห็นแจ้งแต่ว่ามันมีกรอีกอย่างไสยะแปลว่าดีกว่ามันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลยไสยศาสน์สำหรับคนปัญญาอ่อนมันดีกว่าไม่มีอะไรซะเลยยกให้เป็นมรดกของคนปัญญาอ่อนเราไม่ต้อง เมื่อเรามีพุทธศาสน์ก็ไม่ทำอย่างว่าสามารถจะทำให้มีความสุขอยู่ได้ทุกอิริยาบถทุกกระเบียดนิ้วเมื่อวัดโดยเวลาทุกวินาทีวัดด้วยพื้นที่ว่าทุกกระเบียดนิ้วมีความถูกต้องมีความเป็นสุขไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปในท่าอย่างไรเมื่อทุกกระเบียดนิ้วและทุกวินาทีมีความสุขด้วยสิ่งที่เราทำอยู่เป็นประจำ
แต่เราไม่ได้ทำด้วยความรู้สึกว่าเป็นธรรมมานุสตินี่คือการปฏิบัติธรรมเราก็เลยไม่ได้รับประโยชน์อันนี้ทุกกระเบียดนิ้วนี่ก็ที่ทำอยู่เดิมขอให้มีสติสัมปชัญญะเข้ามามันก็จะกลายเป็นเรื่องที่มีความสุขพออกพอใจชื่นใจตัวเองอยู่ทุกกระเบียดนิ้วเต็มพื้นที่ทุกวินาทีโดยเวลาทำอย่างนี้เรียกว่ามีธรรมมานุสติปฏิบัติกรราฐานในข้อธรรมมานุสติอยู่ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นคนอาชีพไหนจะเป็นเศรษฐีเป็นราชาพระมหากษัตริย์หรือเป็นพ่อค้าชาวนาชาวสวน กรรมกรก็ตามสามารถจะทำให้หน้าที่นั่นเป็นธรรมะพอใจและเป็นสุขตลอดเวลาเมื่อจิตมันรู้สึกเป็นสุขแล้วมันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแต่เขายังไม่รู้จักการเป็นสุขไม่รู้สึกเป็นสุขแม้ว่าจะทำหน้าที่อันนี้ดีที่สุด
ถ้าเราทำหน้าที่อย่างนี้อยู่ตลอดเวลาเราก็รู้รู้จักทำให้มันมีหน้าที่หน้าที่คือธรรมะปฏิบัติธรรมะก็พอใจเมื่อพอใจก็เป็นสุขตลอดเวลานี่ไอ้ความรักมันอยู่ที่ว่าถ้ารู้ว่าหน้าที่คือธรรมะธรรมะคือหน้าที่มันก็จะสามารถทำให้เราเป็นผู้มีธรรมะหรือปฏิบัติธรรมะอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที ทุกพื้นที่ ทุกกระเบียดนิ้วถ้ามันไม่รู้ก็ทำไปโดยที่ว่าตามความเคยชิน ตามความจำเป็นหรือบังคับเขาที่ว่าทำอะไรก็ทำไม่สามารถจะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุขได้
นี่มันเสียเปรียบกันอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะต้องเพิ่มงานอะไรให้เท่าที่ทำอยู่ทุกวันตื่นขึ้นมาก็ล้างหน้า ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะก็อาบน้ำกินอาหารแต่งตัวไปทำงานทำงานกลับมาแล้วก็อาบน้ำกินอาหารอย่างนั้นตลอดเวลาเรียกว่ามันถูกย้อมอยู่ด้วยความรู้สึกพอใจว่าเป็นสุขอยู่ตลอดเวลาพอค่ำลงจะนอนนึกย้อนหลังทั้งวันนี้ทำอะไรมันก็รู้สึกว่าปฏิบัติธรรมะทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลาเป็นที่พอใจอยู่ตลอดเวลาเกิดความถูกต้องตลอดเวลาก็ยกมือไหว้ตัวเองจะไหว้ด้วยกิริยาท่าทางจริงๆหรือไหว้ในใจก็ได้เหมือนกัน ยกมือไหว้ตัวเองพอใจอยู่อิ่มอกอิ่มใจที่สุดนั่นแหละคือสวรรค์แท้จริงสวรรค์แท้จริงที่เรากำลังมีอยู่ถือเป็นหลักได้ว่าเมื่อไหล่พอใจตัวเองก็ยกมือไหว้ตัวเองได้เร็วกว่านั้นมีสวรรค์อันแท้จริงสวรรค์ตอนตายแล้วยังไม่รู้อยู่ที่ไหนแล้วไม่รู้ว่ามันจะไปจริงที่ตรงไหนสวรรค์นี้จริงรู้สึกพอใจเป็นสุขใจแท้จริงอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งยกมือไหว้ตัวเองได้นี้สวรรค์ตอนตายแล้วถ้ามันมีจริงมันก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์นี้ถ้าเราได้สวรรค์อย่างนี้ไม่ต้องกลัวตายแล้วก็ได้สวรรค์ทุกอย่างที่มันมีจนในทางที่ตรงกันข้ามเราทำอะไรผิดพลาดโง่เง่าอวดดีอะไรก็ตามนึกถึงตัวเองและเกลียดขี้หน้าตัวเองอย่างนี้นั่นแหละคือนรก นรกที่แท้จริงที่ตกอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้คือมันทำผิดตกนรกถ้ามีตกนรกแท้จริงที่นี่เดี๋ยวนี้อย่างนี้ตายแล้วก็ไปตกนรกทุกชนิดที่มันมีไอ้นรกหรือสวรรค์พอตายแล้วไม่ต้องคิดถึงก็ได้ขอให้ทำเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ที่นี่ให้ถูกต้องไม่ตกนรกที่นี่มีแต่สวรรค์ที่นี่ไม่ต้องกลัวกายแค่ยังไม่ตกนรกไร่สวรรค์นี่สวรรค์อย่างนี้คือสวรรค์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และสอนนรกอย่างนี้สวรรค์อย่างนี้คือที่รู้สึกอยู่ในใจ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำผิดก็ไปนรก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำถูกก็ไปสวรรค์
ถ้าเรียกแบบภาษาเยอะก็เรียกว่าสัคคะสะวาทานอายะตะ นะ ภาสายัดตะนิกะอายะตะนะส่วนนรก จะอยู่ใต้ดินใต้บาดาลสวรรค์จะอยู่บนฟ้าสูงสุดเขาสอนกันก่อนพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนาเพราะเขาสอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าแต่พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่านก็ทรงสั่งสอนว่าไอ้นรกนี้ทางอายะตะนะภาสายัดตะนิกะนรกเห็น แล้วสวรรค์ทางอายะตะนะ ฉันเห็นแล้วมายาทิฐาแปลว่าฉันเห็นแล้วท่านก็ไม่มัวไปต่อล้อต่อเถียงไปยกเลิกไอ้สวรรค์นรกของพวกคุณที่เขาเชื่อกันอยู่ก่อนแต่ถ้าจะสอนพวกโน้นท่านก็จะสอนของท่านไปอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ไม่ตกนรก
ปฏิบัติอย่างนี้จึงได้ขึ้นสวรรค์แต่ถ้าเป็นนรกสวรรค์ในการตรัสรู้ของท่านซึ่ง ไม่ซ้ำกับพวกนรกที่เขาสอยอยู่ก่อนมันคืออย่างนี้ให้เราระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดีๆอย่าให้เกิดผิดพลาดขึ้นมาสวรรค์จริงรู้สึกอยู่จริงปรากฏอยู่จริงมีอยู่จริงแต่ถ้ามันมีธรรมะมันประมาทมันสัพเพล่าทำผิดพลาดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เกิดความทุกข์ความร้อนใจมันก็เป็นนรกทางอายะตะนะนี่จำไว้เป็นคู่เปรียบไอ้นรกใต้ดิน สวรรค์บนดินว่าเขาสอนกันอยู่ก่อนพุทธเจ้าเกิดพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่คัดคร้าน ไม่ยกเลิกไม่เสียเวลาไปต่อเติม
แต่ถ้าพูดก็พูดได้เหมือนกันว่าปฏิบัติดีไปสวรรค์ปฏิบัติไม่ดีก็ไปนรกอาจไม่เหมือนที่เขาสอนกันอยู่ก่อนก็ได้เพราะว่าที่เขาสอนกันอยู่ก่อนบางที่บูชายันต์คือให้ทำอะไรอย่างนั้นจึงจะไปสวรรค์อย่างนี้พระพุทธเจ้าไม่สอน สอนให้ปฏิบัติดีไปสวรรค์ไม่ปฏิบัติชั่วเพื่อไม่ไปนรกแต่ที่สอนชัดเจนที่สุดนั่นก็คือระวังอย่างมีสติระวังเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำหน้าที่ของมันถูกต้องก็พอใจก็เป็นสวรรค์ถ้าผิดพลาดถ้าเสียหายก็เป็นนรก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม