สารบัญ
หน้าที่ 4 - สัคคะสะวาทานอายะตะ นะ ภาสายัดตะนิกะอายะตะนะ
เดี๋ยวนี้เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ทุกอิริยาบถทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งหลับ ทั้งตื่นมีสติสัมปชัญญะอยู่มันก็ไม่มีความผิดพลาดแล้วเราจะถึงสวรรค์ให้ได้ทุกวันเรารู้สึกสนุกทีเราจะนอน มันมีความสุขเป็นสวรรค์พอใจจากนี้ไปไม่ได้เพิ่มอะไรขึ้นการงานทุกอย่างทำอยู่แล้วชีวิตใส่ปากใส่ท้องก็ทำอยู่แล้วงานเพื่อสุขภาพอนามัยก็ทำอยู่แล้วงานเพื่อสังคมที่ถูกต้องก็ทำอยู่แล้วมันมีอยู่ทำงานไหนชนิดไหนมีสติสัมปชัญญะทำถูกต้องปฏิบัติถูกต้องธรรมะไปเลยเป็นการปฏิบัติธรรมะไปเลยการกินการนอนการอาบการถ่ายของคนโง่ มันก็เป็นหน้าที่มันก็เป็นหน้าที่ของคนโง่มีความจำเป็นไม่ได้เอาใจใส่ให้ถูกต้องอย่างไรนั้นมันก็เรื่องคนโง่ถ้าคนฉลาดรู้ธรรมะก็ทำให้เป็นธรรมะการกินการนอนการอาบการถ่ายทุกอย่าง
แม้จะหยุดมันคันขึ้นมาว่าจะต้องเกามันก็เป็นหน้าที่ที่ต้องเกาแต่ว่าเกาด้วยสติสัมปชัญญะทำหน้าที่ให้ถูกต้องควรทำอย่างเก่าด้วยความโมโหโทโสหน้าที่ที่น้อยที่สุดคือคันแล้วก็ต้องเกาก็ทำด้วยสติสัมปชัญญะอย่าโมโหเมื่อเกาเป็นเหมือนกับผีสิงห์ไป พักหนึ่งก่อนคันก็ต้องเกาเรียกว่าสติสัมปชัญญะจำให้ดีๆจะเรียกว่าสติอย่างเดียวก็ได้ แล้วมันต้องคู่กันมีสติอยู่ได้และเอามายืนคุมเชิงมีสติสัมปชัญญะขอให้เข้าใจเรื่องหน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่แล้วทำหน้าที่อะไรก็คอยนึกถึงธรรมะให้เป็นธรรมะอย่าให้เป็นสิ่งที่ ทำด้วยความจำใจหรือไม่อยากทำเหนื่อยบ้างอะไรบ้างยกตัวอย่างเป็นกรรมกรถีบ 3 ล้อถ้ามันไม่อยากทำมันฝืนใจทำมันก็เหนื่อยเกือบตายเป็นทุกข์เกือบตาย
แต่ถ้ามันนึกว่าเป็นหน้าที่เป็นธรรมะที่เหมาะสมกับชีวิต และ อัตถะภาพของเราแล้วธรรมะแล้ว ยินดีพอใจในธรรมะแล้วก็เป็นสุขอย่างนี้มันก็ถีบ 3 ล้อเป็นสุขจิตใจมันยืดหยุ่นได้เป็นอย่างนี้มีอะไรที่ต้องทำด้วยจิตหนาระอาใจทนทุกข์ทรมานอยู่ในการทำนั้นมันผิดมันของคนโง่มันของคนไม่รู้ธรรมะคือหน้าที่และ มันก็ต้องทนทรมานไปจนตายส่วนอีกคนต้อนรับด้วยธรรมะหมดก็พอใจไปหมดไม่ว่าจะต้องทำอะไรทำด้วยความพอใจเลยเป็นสุขคิดว่าเขาเป็นสุขอยู่ตลอดเวลาทุกอิริยาบถที่ไหนคือหน้าที่ที่นั้นคือธรรมะหน้าที่ในการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหน้าที่ในการระมัดระวังรักษาอนาคตใหม่ก็ดีซึ่งจะต้องทำด้วยความถูกต้องและพอดีการคบหาสมาคมก็เหมือนกันทำให้ถูกต้องและพอใจในหน้าที่มันก็สมบูรณ์นี่การเป็นฆราวาสเฉพาะพระก็เหมือนกันไม่แตกต่างอะไรกันนักถ้าไม่มีการทำหน้าที่มันก็ไม่มีธรรมะใน โบสถ์ที่ไม่มีการทำหน้าที่ในโบสถ์มีธรรมะที่กลางทุ่งนาที่ชาวนาไถนาอยู่กับมีธรรมะธรรมะกับไปมีกลางทุ่งนาและมีในโบสถ์แล้วมันมันไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อะไรพูดได้อย่างนี้นั้นขอให้ทุกคนรู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมะคือหน้าที่
นั้นก็ทำให้เป็นหน้าที่ธรรมะด้วยสติสัมปชัญญะตลอดเวลามันก็เลยเป็นสุขอยู่ตลอดเวลาจนไม่รู้จะเอาเงินไปซื้อความสุขอะไรที่ไหนเพราะมันเป็นสุขแท้จริงเสียตลอดเวลาแล้วเลยพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลยถ้าความสุขที่แท้จริงมันทำได้อย่างนี้เกิดขึ้นในใจอย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินเลยยิ่งกว่านั้นมันแถมให้เงินเหลือคนงานที่มาจากการทำงานทำหน้าที่มันก็เหลืออยู่เพรามันไม่ต้องไปหาไอ้ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงส่วนความเพลิดเพลินที่หลอกลวงและความสุขที่หลอกลวงต้องใช้เงินมากจนเงินไม่พอใช้แล้วมันทำไปด้วยกิเลส ตัณหาและไม่รู้จักอิ่มจักพอมันก็ไม่มีเหลือไม่มีความสุขด้วยซ้ำไปถ้ามันรู้สึกอย่างนั้นเป็นเรื่องของกิเลสตัณหามันมีความสุขสงบเย็นมันก็มีแต่ยากยิ่งๆขึ้นไปชะเง้อหายิ่งๆขึ้นไปเงินหมดแล้วก็ยังๆยากอยู่ก็เลยต้องต้องไปกู้ไปยืมไปคอรัปชั่นต้องไปอะไรต่างๆมันก็วินาศพระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานๆนิพพานให้อะไรเราเป็นของให้เปล่าไม่ได้คิดค่าคิดเงินก็หมายถึงทำจิตใจให้เยือกเย็นแต่หมายถึงสูงขึ้นไปปฏิบัติธรรมะสูงขึ้นไปจนไม่มีความรู้สึกตัวกูของกูไม่มีกิเลสเอาล่ะ
นี่เรื่องตอนแรกมันจบแล้วหน้าที่ทางกายทางโลกนะมันจบทำอย่างนี้ทีนี้ก็หน้าที่ทางจิตทางวิญญาณประเภทที่ 2 ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็สติสัมปชัญญะอีกแหละถ้ามีสติสัมปชัญญะเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้สัมผัสข้างนอกคือรูปเสียง กลิ่นรส บทธรรมมาธรรมมารบสติสัมปชัญญะที่เพียงพอมันทำให้ไม่หลงไม่สัมผัสไม่หลงในเวทนามันก็รู้แต่ว่าสัมผัสตามธรรมชาติมันก็ไม่เกิดยินดียินร้ายในเวทนาแล้วเวทนานั้นก็เป็นเวทนาที่ไม่เกิดตัณหาถ้ามันโง่มันยินดียินร้ายไอ้เวทนามันก็ให้เกิดตัณหาคิดว่าสิ่งนั้นพอใจถูกใจมันก็เกิดตัณหาอยากได้อยากเอาถ้าไม่พอใจมันก็เกิดตัณหาอยากฆ่าอยากทำลายเสียเป็นต้น นี่ถ้าสัมผัสมันไม่มีสติสัมปชัญญะควบคุมเป็นสัมผัสโง่มันก็เป็นเวทนาโง่แล้วมันก็เกิดตัณหาทีนี้มันก็ช่วยไม่ได้แล้วก็เกิดอุปาทานตัวกูของกูมันก็มีความทุกข์แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะรู้เรื่องนี้พอศึกษาไว้พอ
พอสัมผัสอารมณ์ทางตาก็ตามทางไหนก็ตามมันมีสติสัมปชัญญะเข้ามามันก็ไม่ทำผิดในการรับอารมณ์นั้นๆถือไม่เกิดในเวทนาที่เกิดตัณหามีแต่ความรู้อย่างถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น ผัสสะก็มีอย่างนี้ผัสสะก็คืออย่างนี้เวทนาตามธรรมชาติอย่างนี้จะเป็นสุขเพราะเวทนาจะเป็นทุกข์เพราะเวทนามันก็เป็นธรรมชาติอย่างนี้ไม่ต้องไปหลงรักหลงยึดถืออะไรมันก็เป็นคนที่ไม่ต้องมีความทุกข์ ทางจิตทางวิญญาณในขั้นสูงขึ้นไปคือมีความสุขในทางฝ่ายธรรมะประเภทที่สูงขึ้นไปหน้าที่ที่สูงขึ้นไปชนิดที่เรียกว่าบรรลุมรรคผลนิพพานจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้สำเร็จก็ต้องมีสติสัมปชัญญะเมื่อสัมผัสอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่เป็นเรื่องที่ระเอียดอ่อนที่ต้องศึกษาให้มากพอแล้วมันก็ทำได้ไม่ใช่ทำไม่ได้ถ้าระกิเลสตัณหาได้มันก็ต้องมีสติสัมปชัญญะพอที่จะจบผิดเป็นพระอรหันต์แต่เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันอยู่ในโลกนี้ว่าหน้าที่ทั้งระดับทางกายทางภายนอกนี่สำคัญ
ขอให้เปลี่ยนใหม่นิดเดียวว่าทุถกวันขอให้เปลี่ยนไปทำตามสติสัมปชัญญะอย่าทำให้ใจลอยจน เคลิ้มๆๆแล้วมันก็มีความทุกข์หลายอย่างหรือหลายๆชนิดนับตั้งแต่มีนิวรณ์ ทั้ง 5 คงเคยเรียนนิวรณ์มาแล้วเรียนนักธรรมแต่คงจะไม่รู้จักนิวรณ์เพราะครูอาจารย์มักจะไปสอนนิวรณ์เรื่องนิวรณ์พรธรรมกรรมฐานมองข้ามไปจนหมดแม้จะเกี่ยวกับกรรมฐานอะไรที่ไหนไอ้คนที่มันอยู่ในบ้านในเรื่องเห็นพวกไปที่อื่นมันก็มีนิวรณ์กวนอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องรู้จักถ้านิวรณ์มาจิตใจน้องเดี๋ยวก็หมดปกติ หมดความผาสุกกลายเป็นร้อนรนกระวนกระวายในอำนาจนิวรณ์ใครไม่รู้จักนิวรณ์มันก็โง่ที่สุดและก็ดูให้ดี คนโง่เต็มบ้านเต็มเมืองสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์มันคิดว่าต้องเข้าใจนิวรณ์ก่อนทำกรรมฐานถูกแล้วกรรมฐาน
ทำแล้วนิวรณ์มันก็ระงบไปแต่เดี๋ยวนี้รู้จักนิวรณ์อยู่ทุกวันๆเราอยากจะอยู่จิตใจว่างเย็นสงบโป่งดีเพราะนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมันดีด้วยนิวรณ์ในทางเพศที่ต้องตามว่าฉันทะตรงนี้คิดว่ากวนจิตเดี๋ยวนี้ว่าทางพญาบาทโกรธฉุนขึ้นมาโดยไม่มีเหตุภายนอกมันก็ฉุยขึ้น มา ด้วยสร้างรกรากขึ้นมาจากอนุไสยไม่ชอบให้ใครตะกะอันนี้ก็งัวเงียและเบื่อระห้อยอยากจะนอนอยากจะหลับบางทีก็ฟุ้งซ่านและนิวรณ์ที่ 5
แต่ละวันๆไม่มีความรู้ถูกต้องแล้วปลอดภัยแล้วมันมีแต่ระแวงว่ามันยังไม่ถูกต้องไม่เพียงพอมันยังไม่แน่ว่าจะปลอดภัยนิวรณ์ทั้ง 5 นี้รบกวนอยู่ตลอดเวลาและทุกคนไม่มากก็น้อยโง่จนมองไม่เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีปัญหามันก็ไม่สนใจธรรมะที่จะกำจัดนิวรณ์เหล่านั้นเสียเพียงแต่กำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 ได้มันจะสบายเหลือประมาณจิตใจมันเยือกเย็นเป็นไม่ถูกรบกวนแต่ควานรู้สึกประเภทนิวรณ์ทั้งห้ามันก็ดีไม่ไม่จำเป็นที่
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม