 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33045" type="text/javascript"></script> |
|
เป้าหมายของชีวิต
ท่านสาธุชนและนักศึกษาผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาจะได้บรรยายธรรมมะโดยหัวข้อว่าเป้าหมายของชีวิตตามที่ท่านทั้งหลายขอร้องคำว่าเป้าหมายของชีวิตฟังดูเป็นคำใหม่ๆเป็นคำนักประพันธ์อยู่ว่าแต่ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จำเป็นที่ควรจะรู้เป็นเรื่องชองธรรมมะได้เห
post ครั้งแรก: Mon 8 October 2007, 4:01 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 4:35 pm
|
หน้าที่ 2 - จุดหมายปลายทาง
ถ้าเมื่อใดมันไม่มีสิ่งเหล่านั้นมันก็เย็นฉะนั้นพยายามที่จะดับความร้อนเหล่านั้นเสียแล้วก็พบความเย็นที่สุดนั่นก็คือความหมายของชีวิตอยู่ที่นั่นไม่ต้องรอจนตายแล้วไปที่นั่นที่ไหนอย่างที่เขาเชื่อกันเขาพูดกันมันเข้านิพพานไปเข้าที่ไหนตายแล้วอะไรจะไปเข้ามีชีวิตที่มีประโยชน์อย่างไรมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็เป็นเรื่องตายแล้วมีชีวิตแล้วมันยังเป็นๆมีชีวิตอยู่นี่ฉะนั้นความเย็นเด็ดขาดร้อนอีกไม่ได้เรียกว่านิพพานคือหมดกิเลส
เดี๋ยวนี้เราอยู่ที่นี่นี่ไม่เรียกว่าจุดหมายปลายทางคือเราอยู่ที่ต้นทางหรือตัวทางก็แล้วแต่จะเรียกเรามีปัญหาพอว่าเราถึงจดหมายปลายทางจึงจะไม่เป็นทุกข์เดี๋ยวนี้เราแต่งงานกับกิเลสมันก็ต้องเป็นทุกข์มารู้จักกิเลสที่เรากอดรัดหรือถือไว้และกว้างทิ้งออกไปเพื่อหยุดร้อนแล้วมันก็จะเย็นพอถึงเป้าหมายของชีวิตจุดนี้ก็เย็นเป็นอยู่ด้วยความเย็นมีชีวิตอยู่ด้วยความเย็นใช้คำว่าความเย็นมาเป็นภาพพจน์เป็นอุปมา
ถ้าจะให้ไม่มีความทุกข์เลยเราเรียกว่าความเย็นถ้าทุกข์มันร้อนเพราะว่ากิเลสเป็นของร้อนมีกิเลสเผาก็ร้อนไม่มีกิเลสเผาก็เย็นพอดิ้นรนไปๆเรื่อยไปๆจนกว่าจะถึงจุดที่ว่าไม่มีกิเลสแล้วมันเย็นก็เป็นเป้าหมายใฝ่หาไปมีชีวิตอยู่อย่างเย็นไม่มีทุกข์เลยแล้วเวลาทั้งหมดก็เคลื่อนไหวไปด้วยการทำประโยชน์แก่ทุกคนไม่ใช่เย็นแค่น้ำแข็งนอนตายอยู่ในน้ำแข็งเย็นแต่ทางจิตทางวิญญาณเป็นสุขที่สุดพอใจที่สุดก็ทำงานทำอะไรต่างๆพอที่มันจะทำได้และสิ่งอันนั้นมันก็เป็นประโยชน์แก่ทุกคนนั้นมันเลยไม่ใช่เย็นคนเดียวไม่ให้คนอื่นปล่อยไปสู่ความเย็นหรือให้ความเย็นได้โดยลำดับงั้นเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงไม่ได้เย็นคนเดียวไม่ใช่ถึงคนเดียวถ้าถึงแล้วมันจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนด้วยพระพุทธเจ้าบรรลุนิพพานตั้งแต่วันตรัสรู้ท่านก็อยู่ด้วยความเย็นมาตลอดพระชนม์ชีพของท่าน
แล้วก็พลอยคนทั้งหมดทั้งปวงพลอยเย็นไปด้วยดำเนินไปตามความเย็นอีกมากมายนับไม่ถ้วนนั่นแหละเป้าหมายปลายทางเป็นผู้ที่กำหนดช่วยผู้อื่นให้หมดจากความทุกข์ได้ด้วยก็ไปคิดเองเราจะไม่มีความทุกข์เลยเคลื่อนไหวจะเป็นประโยชน์แก่คนทุกคนอยู่จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายคือสังขารร่างกายแตกดับลงไปแล้วมันก็เลิกกันไม่ต้องพูดกัน
เดี๋ยวนี้ถึงความเย็นที่เป็นพระนิพพานกันได้แล้งคนนั้นจะมีประโยชน์แก่ทุกคนด้วยนี่เป้าหมายแห่งชีวิตตามหลักแห่งพระธรรมหรือพระพุทธศาสนาเมื่อให้อาตมาตอบมันก็ต้องตอบตามหลักธรรมมะในพระพุทธศาสนาที่ศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดเวลาจะไปตอบโดยทางอื่นแนวอื่นกระแสอื่นนั้นไม่ได้ถ้าเขาจะใช้จิตวิทยาใช้ปรัชญาใช้อะไรกันมาเป็นหลักวินิจฉัยว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไรแล้วก็ต้องเป็นเรื่องอื่นแน่ไม่มาสู่อันนี้ไม่มาสู่อันที่ว่าเย็นแห่งชีวิตในลักษณะที่เป็นนิพพานที่เรียกว่าพูดกันทีเดียวถึงจุดปลายทางสูงสุดของมนุษย์ผู้มีสติปัญญาถ้าเราไปถามขี้เมากลางถนนว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไรมันก็คือมีเหล้ากินมากๆ
นั้นล่ะเป้าหมายแห่งชีวิตหรือจะไปถามไอ้คนอันธพาลบางคนว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไรมันก็เรื่องสนุกสนานเอร็ดอร่อยเนื้อหนังปรนเปรอนั้นคือเป้าหมายแห่งชีวิตนั้นมันคือคนที่ยังไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไรมีความคิดเห็นของตนเองเป็นมิจฉาทิฐิอวิชารู้จักชีวิตแต่ในทางมุ่งหมายแต่ความโง่ของเขารู้เขาก็เอาตามแบบเป้าหมายของชีวิตไปตามแบบความโง่ของเขาคนธรรมดาสามัญอาจจะพูดว่ามีสติทรัพย์สมบัติพอตัวมีเกียรติยศชื่อเสียงพอตัวมีคนรักใคร่แวดล้อมพอตัวนี่
เป็นเป้าหมายแห่งชีวิตก็ได้เหมือนกันถูกเพียงแค่นั้นมันไม่ได้ถามว่าเย็นหรือเปล่ามีทรัพย์สมบัติด้วยมีอำนาจวาสนามีเกียรติยศชื่อเสียงมีพวกพ้องบริวารแล้วมันเย็นหรือเปล่าถ้าเย็นก็ได้เหมือนกัน
ถ้าไม่เย็นก็ไม่ใช่นี่นี้คนธรรมดาเขามีสิ่งเหล่านั้นแล้วเขาไม่รู้จักทำให้มันเย็นอาจเป็นร้อนมากกว่าเดิมก็ได้ยิ่งมีเงินมากก็ร้อนมากยิ่งมีเกียรติยศชื่อเสียงมากยิ่งร้อนมากยิ่งมีวาสนามากยิ่งร้อนมากก็ได้นั้นยังไม่ใช่นิพพานถ้ามีสิ่งเหล่านั้นด้วยแล้วก็มีความเย็นอย่างที่ว่านี้ด้วยก็ได้นิพพานเป้าหมายแห่งชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดคือในแง่จิตแง่วิญญาณก็สมบูรณ์ในแง่วัตถุร่างกายก็สมบูรณ์แต่ที่น้ำมันไม่จำเป็นถ้าเราต้องการความเย็นอย่างแท้จริงทางจิตทางวิญญาณเราก็ไม่มีปัญหาเรื่องทรัพย์สมบัติเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงอำนาจวาสนาพูดให้มันตรงลงไปเลยว่าไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติไม่ต้องมีอำนาจวาสนาเกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ได้
แต่สามารถบรรลุนิพพานได้อย่างพระอรหันต์มีทรัพย์สมบัติเพียงจีวรอยู่กับบาตรใบหนึ่งสำหรับขอทานมันมีเท่านั้นล่ะจึงบรรลุนิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งของชีวิตได้นั้นมันจึงถือว่าไม่เกี่ยวกันถ้าเราต้องการมีทรัพย์สมบัติมีอะไรมากๆเรื่องมันก็ยุ่งมากมันก็รบกวนมากมันก็ทำให้เกิดกิเลสได้ง่ายมันก็ไม่เย็นนั้นเรามีทรัพย์สมบัติแต่พอสมควรจะมีเกียรติยศชื่อเสียงบ้างก็มีแต่พอสมควรมีอำนาจวาสนาก็มีแต่พอสมควรมีคนรักใคร่เพื่อนฝูงมิตรสหายบริวารก็พอสมควรคำว่าพอสมควรคือไม่ทำให้ร้อนขึ้นมาถ้าทำให้ร้อนขึ้นมาก็ถือว่าเกินและและเกินควรถือว่าทีไม่ถูกมีไม่เป็นร้อนนะนั้นมีที่เท่าจำเป็นที่ควรจะมีและก็มีให้ถูกต้องมีให้เป็นและก็ไม่ร้อนเลยและมันก็เย็นไปคิดหาทางเอาเองเมื่อยังต้องการเป็นชีวิตฆราวาสครองเรือนมีทรัพย์สมบัติมีบุตรภรรยาสามี มีอะไรต่างๆนั่นแล้วจะไปทำให้มันเย็นได้อย่างไรถ้าไม่สามารถจะทำให้เย็นที่สุดได้ก็ทำเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกันเขาเรียกว่ามันมีส่วนเย็นอยู่แล้วมีส่วนเย็นอยู่บ้างเพียง
แต่ว่ามันไม่ถึงที่สุดถ้าถึงที่สุดก็เรียกว่านิพพานนั้นเป็นเป้าหมายของชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดมันก็เย็นบ้างหรือเป็นส่วนมากที่ยังเป็นความร้อนแล้วก็ยังมีแบ่งชั้นแบ่งความจริงเป็นไว้ชั้นพระโสดาบัน ชั้นพระจิตาคามี ชั้นพระอนาคามี 3ชั้นนี้เป็นฆราวาสก็ได้เพราะว่าชั้นสุดท้ายคือพระอรหันต์นั้นจึงจะเป็นนิพพานสมบูรณ์คือเย็นสนิทเป้าหมายชีวิตสมบูรณ์ถ้าเป็นโสดาบัน จิตาคามี อนาคามีมันเกือบสมบูรณ์คือมันใกล้เข้าไปในเขตสมบูรณ์เป้าหมายชีวิตที่เกือบสมบูรณ์ใกล้ต่อความสมบูรณ์ถ้าเป็นพระนิพพานพระอรหันต์
ก็สมบูรณ์ที่สุดนี่เราเป็นฆราวาสที่เอียงเข้าไปหาเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้องมากอยู่เหมือนกันเป็นพระโสดาบัน
หมายความว่ามีความเข้าใจถูกต้องมีความคิดเห็นถูกต้องมีความเชื่อถูกต้องและก็มีความต้องการอย่างถูกต้องแล้วมันก็มีการพูดจาการทำงานการดำรงชีวิตอย่างถูกต้องพากเพียรมีสติสมาธิที่อยู่อย่างถูกต้องนี้ก็เรียกว่าเป็นพระโสดาบันถ้าถือกระแสความถูกต้องของเป้าหมายแห่งชีวิตคือนิพพานแต่ยังไม่ถึงพระนิพพานโดยตรงแต่เข้าไปในกระแสเป้าหมายแห่งถูกต้องคือพระนิพพานเราจะทำได้เท่าไรก็ไปคิดดูความร้อนมันดับลงไปได้เท่าไรมันก็ใกล้ความเย็นและเป้าหมายของชีวิตเข้าไปเท่านั้นและศึกษาจากจิตใจ
โดยตรงอย่าศึกษาจากคนหรือตำรับตำรานักเลยมันรู้ไม่ได้แต่ความร้อนแห่งจิตใจไอ้ความเย็นแห่งจิตใจมันเป็นเรื่องที่ต้องรู้สึกจากจิตใจศึกษาจากจิตใจภายในอ่านหนังสือสักกี่ร้อยเล่มด้วยเรื่องนี้แต่มันก็รู้สึกถึงความเย็นไม่ได้ต้องไปเอาความร้อนออกแล้วเอาความเย็นให้ความเย็นปรากฎออกมาเดี๋ยวนี้เรื่องของความร้อนความทุกข์เราก็ไม่สนใจเราก็ไม่รู้จักนั้นเราก็จะทำลายมันได้อย่างไรเราก็ไม่รู้จักความเย็นไม่ถึงความเย็นนั้นเมื่อผู้ใดมีความร้อนที่เป็นเรื่องของกิเลสหรือความทุกข์ทำลายมันเสียให้พบความเย็นที่ตรงนั้นนั้นแหละคือดีที่สุดมีธรรมมะที่สุดก้าวหน้าทางธรรมมะที่สุดนั้นท่านผู้ใดคนใดมีความร้อนที่เป็นกิเลสหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาศึกษาให้รู้ต้นเหตุต้นตอของมันทำลายมันเสียป้องกันมันเสียแล้วเย็นอยู่นี่คือเรียนธรรมมะที่ดีที่สุด
จงเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่องนี้ร้อนขึ้นมาดับเย็นเสียเรื่องอื่นร้อนขึ้นมาดับเย็นเสียๆอย่างนี้ทุกๆเรื่องไปมันก็ก้าวหน้าไปในทางชีวิตที่แท้จริงที่ไปสู่เป้าหมายของชีวิตอันแท้จริงนั่นก็คือพระนิพพานนั่นเองเดี๋ยวนี้แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปีเราไม่ได้ทำอย่างนี้เราก็ได้อยากจะรู้บ้างว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไรเราไม่รู้จักตัวชีวิตเองด้วยซ้ำไปเราไม่รู้จักอุปสรรคในชีวิตด้วยซ้ำไปเราก็ไม่มีจุดหมายปลายทางที่เป็นเป้าหมายแห่งชีวิตเอาละนี่เป็นการที่จะศึกให้รู้จักชีวิตรู้จักเป้าหมายแห่งชีวิตแล้วก็รู้จักวิธีเดินไปสู่เป้าหมายแห่งชีวิตนับว่าเราได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์แล้วเรื่องสำหรับมนุษย์ไม่มีอะไรดีกว่านี้ว่าจะรู้จักตัวชีวิตรู้จักขจัดปัญหานาๆชนิดในตัวชีวิตออกไปเสียก็เป็นชีวิตที่หลุดพ้นการทั้งปวงนั่นแหละคือเป้าหมายแห่งชีวิตในชีวิตที่ยังเป็นๆอยู่นี่ไม่ใช่หลังตายแล้วไม่มีประโยชน์อะไร
แต่คนอื่นยังมียึดถือกันแบบนั้นอยู่ว่านิพพานต้องถึงกับตายแล้วก็เป็นเรื่องของเขาอาตมาพูดไม่เป็นพูดอย่างนั้นพูดด้วยไม่ได้พูดไปถึงไอ้ชีวิตนี่มันทีความทุกข์มีปัญหาแล้วก็เอาออกไปเสียให้หมดแล้วมันก็หยุดมันก็เย็นมันก็เกลี้ยงมันก็เป็นอิสระมันก็ไม่มีความทุกข์เลยเอาที่ไม่มีความทุกข์เลยก็โปรดทราบไว้เลยว่าพระพุทธเจ้าเป็นหลักเป็นทางการท่านจะตรัสถึงแต่ความหมดไปแห่งความทุกข์ท่านจะไม่พูดถึงความสุขปัญหามันอยู่ที่ความทุกข์หมดความทุกข์ทุกคนคงจะพอใจ
ถ้าพูดถึงความสุขมันเป็นคำพูดแบบชวนเชื่อโฆษณาให้คนสนใจทุกคนมันชอบความสุขจึงมาความสุขนี้ดีกว่าความสุขนี้ดีกว่ามันก็ถูกเหมือนกันแหละแต่แท้ที่จริงมันคือความสิ้นสุดแห่งความทุกข์เมื่อสิ้นสุดแห่งความทุกข์จะมาเรียกว่าความสุขก็ได้แต่กลัวจะไปยึดถือหลงใหลให้ทันหนักอกหนักใจขึ้นมาอีกฉะนั้นก็กลัวว่าความสุขนี้จะหายไปเสียอีกมันก็ยุ่งนั้นเราดูตัวปัญหาที่แท้จริงให้พบเพราะเอามันมี
แต่ความทุกข์นี่เมื่อความทุกข์ดับหมดไปแล้วมันก็ควรจะหมดปัญหาเมื่อไฟเผามันร้อนอยู่ดับไฟแล้วมันเย็นมันก็ควรจะพอใจไม่มีความทุกข์อีกแต่คนมันติดรสอร่อยเดี๋ยวนี้มีรสอร่อยทางกามรมณ์ทางเพศทางอะไรติดแน่นเป็นนิสัยสันดารอยู่ว่าไอ้ความสุขหรือว่าที่ควรจะพอใจนั้นต้องอร่อยแล้วจะมาเอาอร่อยกับพระนิพพานอย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้มันคนละเรื่องถ้าจะใช้คำว่าอร่อยต้องเปลี่ยนความหมายคำว่าอร่อยเสียใหม่เรียกว่ามันเป็นความสุขที่แท้จริงเป็นความเย็นที่แท้จริงมันอร่อยเหมือนกินน้ำจืดไอ้กินน้ำหวานกินน้ำอะไรนั้นมันก็อร่อยไปตามแบบของมันไอ้น้ำจืดสนิทมันมีรสอร่อยตามแบบของมันนั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม