คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33045" type="text/javascript"></script>
เป้าหมายของชีวิต
ท่านสาธุชนและนักศึกษาผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาจะได้บรรยายธรรมมะโดยหัวข้อว่าเป้าหมายของชีวิตตามที่ท่านทั้งหลายขอร้องคำว่าเป้าหมายของชีวิตฟังดูเป็นคำใหม่ๆเป็นคำนักประพันธ์อยู่ว่าแต่ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จำเป็นที่ควรจะรู้เป็นเรื่องชองธรรมมะได้เห
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 9,530 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 8 October 2007, 4:01 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 4:35 pm
สารบัญ
หน้า : 1 จุดหมายปลายทาง
หน้า : 2 จุดหมายปลายทาง
หน้า : 3 กิเลส

หน้าที่ 3 - กิเลส
เราเอาความอร่อยชนิดที่จืดสนิทมาน้ำที่จืดเย็นสนิทไม่ใช่น้ำชากาแฟน้ำตาลน้ำส้มน้ำมะนาวอะไรต่างๆแต่ทีนี้คนเรามันไปติดรสอร่อยแล้วก็เลยหวังว่าพระนิพพานต้องมีรสอร่อยแล้วก็อร่อยมากกว่าธรรมดาสามัญที่เคยอร่อยอย่างนี้ไม่มีทางที่จะพบพระนิพพานได้เพราะว่าความอร่อยมันเป็นที่เกิดแห่งปัญหาหากความอร่อยเป็นต้นตอของกิเลส


แล้วก็เกิดกิเลสแล้วก็ร้อนถ้าเราไม่ต้องการจะร้อนไม่ต้องการจะเกิดไฟก็อย่าไปชอบเชื้อไฟความหลงใหลในอร่อยหรือไม่อร่อยก็ตามยินดีก็ตามยินร้ายก็ตามเป็นเชื้อไฟให้เกิดไฟแล้วก็อยู่กับไฟทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปีตลอดชาติเดี๋ยวรักนั่นเดี๋ยวเกลียดนี่เดี๋ยวกลัวโน่นเดียวรักนี่เดี๋ยวเกลียดนี่ยินดีนี่ยินร้ายโน่นวนอยู่แต่ไอ้ 2 ฝ่ายนี่คือชีวิตที่ชอบกับไม่ชอบนั้นเลือกชอบกับไม่ชอบ 2 อย่างนี่ก็อยู่เป็นกลางนี่จะหยุดหรือจะเย็นมันไม่ต้องอร่อยหรือไม่ต้องไม่อร่อยอยู่ที่ตรงกลางและมันก็หยูดและมันก็เย็นเป็นอิสระนี่เรียกว่าเย็นแบบพระนิพพานชีวิตนี่มันไปถึงนั่นมันหยุดแล้วมันไม่มีอะไรจะช่วยให้ดิ้นรนขวนฝายหาให้หวังอีกต่อไปอย่างตะกะหรือรัตจิตมันตคือหยุดความอยากหรือความหวังเสียเพราะมันไปถึงที่สุดของความอยากและความหวังนี่คือเป้าหมายแห่งชีวิตอยู่ด้วยความอยากอยู่ด้วยความหวังมันก็ทนทรมานด้วยความอยากและความหวังหยุดความอยากและความหวังเสียมันก็จบเรื่องถ้าอยากเพราะเกิดยึดมั่นถือมั่นก็ต้องเป็นทุกข์ไม่ต้องสงสัยไม่มีทางช่วยการที่ท่านทั้งหลายสนใจคำว่าเป้าหมายแห่งชีวิตให้อาตมาอธิบายตามหลักพระพุทธศาสนา



56334





มันก็มีแต่อย่างนี้มันไม่มีอย่างอื่นแล้วจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอิสระที่จะตัดสินเอาเองจะเลือกเอาเองถ้ายังมีอย่างอื่นดีกว่าก็เอาแต่ขอให้มันดีกว่าจริงอย่าให้มันดีกว่าหลอกเดี๋ยวนี้ก็ยืนยันว่าพระนิพพานนั้นเป็นสิ่งสูงสุดเป็นธรรมมะสูงสุดไม่มีอะไรสูงสุดกว่านี้จึงถือเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตสิ้นสุดแห่งกิเลสและความทุกข์เย็นมันก็ไม่มีร้อนเพราะกิเลสมันเกิดจากความทุกข์ชีวิตนี้เย็นมันอยู่ในความเย็นชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลงเรียกว่าเย็นนิรันดรเมื่อชีวิตเข้าถึงความเย็นนิรันดรชีวิตมันก็ปล่อยเป็นนิรันดรไปด้วยนี่ก็เข้าถึงอมะตะธรรมคือความไม่ตายเข้าถึงความไม่ตายนั่นแหละเป้าหมายแห่งชีวิตเมื่อเข้าใจตัวชีวิตปลายทางของชีวิตการเดินวิธีเดินแห่งชีวิตพอสมควรแล้วก็ขอให้เอาไปจับกับชีวิตจริงๆของท่านเองแต่ละคนๆตามเรื่องราวของตนๆในชีวิตประจำวันให้กำจัดความทุกข์ความร้อนออกไปให้ได้เสียเรื่อยๆไปในชีวิตประจำวันกว่าจะหมดเกลี้ยงก็อยู่ในความเย็น


บางคนจะเห็นว่าเหลือวิสัยไม่เอาแล้วเอาไปตามบุญตามกรรมดีกว่าอย่างงี้ซะโดยมากมันก็ไม่ต้องพบปะกันกับเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนาเรื่องธรรมมะความเป็นนิพพานถ้ามีจิตเข้าถึงความเย็นเป็นภาวะสูงสุดเป็นพระนิพพานเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์หรือของอะไรทั้งหมดก็ได้สูงสุดอยู่ที่ไม่มีกระทบกระทั่งให้ร้อนวิธีปฏิบัติที่จะเกิดการถึงเป้าหมายแห่งชีวิตก็ควรจะพูดกันบ้างช่วงเวลาที่เหลืออยู่ขอให้ทุกๆวันนี้อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะถ้าเกิดความทุกข์ร้อนขึ้นมาขอให้มองเห็นเป็นความทุกข์เป็นกิเลสกับสิ่งไม่พึงปรารถนาแล้วก็ชิมความร้อนแห่งความทุกข์หรือกิเลสนั้นให้รู้รสให้ดีแล้วเมื่อเกิดความไม่พอใจอยากจะกำจัดสิ่งเสียก็พยายามมองลึกเข้าไปพบไปถึงสาเหตุของมัน


ต้นเหตุคือความโง่ไปหลงเมื่อมีอะไรมาเกี่ยวข้องทางหู ทางตา ทางจมูก ทางกาย ทางใจเองเมื่อมีอะไรมาเกี่ยวข้องแล้วมันก็ไปหลงรักหลงเกียจ่งแล้วแต่เกิดกิเลสทุกๆฝ่ายถ้ามันรู้จริงมันไม่หลงรักหลงเกียจมันรู้แต่ว่าเราจะต้องทำยังไงกับมันถ้าต้องทำอย่างไรกับมันก็ทำถ้าไม่ต้องทำอย่างไรกับมันก็ไม่ต้องทำอย่างนี้ไม่โง่แล้วก็ไม่ไปหลงรักไม่ไปหลงเกียจกิเลสก็เกิดไม่ได้นั้นเราอยู่ในโลกนี้โดยไม่ต้องเกิดกิเลสแห่งความทุกข์ไม่ได้เพราะปฎิบัติอย่างนี้อย่าโง่เมื่อมีอะไรมากระทบทางตาสวยไม่สวยทางหูเพราะไม่เพราะทางจมูกหอมหรือเหม็นทาวลิ้นอร่อยหรือไม่อร่อยทางผิวหนังนิ่มนวลหรือกระด้างทางจิตน่ายินดีหรือไม่น่ายินดีก็มันมี 6 ทางอย่าโง่เมื่อมีอะไรมากระทบที่อวัยวะทั้ง 6 นั้นฉลาดให้ทันเวลาแล้วก็ไม่ยินดียินร้ายเพราะยินดียินร้ายแล้วมันก็ไม่เกิดกิเลสไม่ยินดียินร้อนแล้วมันก็เป็นนิพพาน


โดยอัตโนมัติถ้าใครทำได้ควบคุมได้จะมีพระนิพพานโดยอัตโนมัติเพราะเรื่องที่มันจะเกิดนี่มันมัแต่ทางตาทางหูทางจมูกทางปากทางลิ้น ทางกาย ทางจิตใจ เท่านั้นเองถ้าประพฤติปฏิบัติถูกต้องใน6ทางนี้แล้วจะไม่เกิดกิเลสคือความทุกข์มันฝึกฝนสติปัญญาให้เพียงพอฝึกฝนสติให้รวดเร็วว่องไวในการที่จะเอาปัญญามาให้ทันเวลาอย่าโง่เกี่ยวกับไอ้สิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีเท่านี้ๆ


เพราะว่าเรามีสติเพียงพอมีปัญญาเพียงพอมันก็ไม่โง่เมื่อมีมีอะไรมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแต่เดี๋ยวนี้เรามันชอบความอร่อยชอบความยินดีบางทีเราก็ชอบความยินร้ายไปด้วยนะชอบโทสะชอบบรรดาลโทสะชอบสนุกไปเลยแต่ทีนี้มันก็ทำไม่ได้นีเรียกว่าอวิชชาหรือความโง่ที่ทำให้เราไปหลงรักพอใจในสิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งกิเลสและความทุกข์อย่างนี้ไกลพระนิพพานมากเรียกว่าอยู่คนละฝั่งฝั่งสมุทรเลยถ้าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างเย็นก็ระวังอย่าโง่เมื่อมีอะไรมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสติปัญญารู้สึกทันทีว่าจะต้องจัดการอะไรกับสิ่งนี้ก็จัดการไปถ้าไม่ต้องจัดการก็ไม่ต้องจัดการอะไรก็ทำเรื่องอื่นที่ควรทำต่อไปนี้มันจะเย็นพูดง่ายๆว่าไฟลุกขึ้นมามันก็เย็นระวังถ้าไฟลุกขึ้นตมามันก็เย็นอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนทั้งหลับทั้งตื่นมันก็เย็นนี่เรียกว่าเราถึงเป้าหมายแห่งชีวิตอยู่ตลอดเวลาทีนี้สำหรับคนที่มันเผลอเก่งหรือยังมีกิเลสมากมันเย็นแล้วกับร้อน เย็นแล้วกับร้อนนี่ก็เหมือนกับว่าวิ่งถอยหน้าถอยหลังอยู่อย่างนั้นทำยังไงอย่าให้มันมีการถอยหลังมีแต่รุจไปข้างหน้าห่างไกลจากความร้อนไปสู่ความเย็นคือว่าความทุกข์น่ะมันดับด้วยไฟๆๆกว่าจะสิ้นสุดคำว่าเย็น


ในที่นี้มีความหมายที่สุดไม่ใข่เย็นอย่างน้ำแข็งกินแล้วอร่อย น้ำธรรมดาอย่างนี้ไม่ใช่เย็นอย่างนั้นแต่ก็เอาความหมายนั้นมาใช้ก็ได้เพราะว่าเย็นมันดีกว่าร้อนนิพพานแปลว่าเย็นไม่ใช่เย็นอย่างเรื่องธรรมดาที่ว่าคู่กับร้อนหอมคู่กับเหม็นอร่อยคู่กับไม่อร่อยอย่างนี้ไม่ใช่คู่เทียบอย่างนั้นเอาไปเทียบว่าไอ้ทั้งหมดนั่นแหละมันร้อนแต่อีกทางหนึ่งมันไม่ร้อน เย็น


นั้นมันร้อนแห่งกิเลสไม่ใช่มันร้อนอย่างไฟธรรมดามันร้อนเป็นไฟกิเลสจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักกิเลสซะบ้างพูดแล้วก็คล้ายๆจะดูหมิ่นดูถูกท่านทั้งหลายมากเกินไปในวันนี้อาตมาจะพูดว่าท่านทั้งหลายยังไม่รู้จักแม้แต่กิเลสไม่รู้จักแม้แต่ตัวเองไม่รู้จักแม้แต่ตัวชีวิตนั้นเองและมันก็ไม่รู้ความหมายชีวิตได้ยังไงเดี๋ยวนี้เอากิเลสเป็นชีวิตเอาความทุกข์เป็นชีวิตเป็นชีวิตคือความทุกข์ไปเสียหมดเพราะเราไม่รู้จักกิเลสแล้วก็ไม่รู้จักชีวิตแล้วก็ไม่รู้จักความทุกข์ด้วยมันเจ็บปวดทนทรมานๆ


แต่ไม่รู้จักว่ามันคืออะไรก็จัดการกับมันไม่ถูกก็ไปศึกษาตัวกิเลสตัวความทุกข์นี่ให้ถูกต้องให้เข้าใจถูกต้องแล้วควบคุมมันได้จัดการมันได้สะสนปัญญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นต้องศึกษาฝึกสมาธิให้มากขึ้นมีสติรวดเร็วเอาปัญญามาใช้ให้ทันเวลา เวลาคับขันคือว่าตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสิ่งมาสัมผัสผิวกาย ใจกระทบอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาในใจให้มีสติรวดเร็วเอาปัญญามาใช้ทันเมื่อมันกระทบและมันก็ไม่เกิดกิเลสแน่



56335





ถ้าไม่มีปัญญามาเพราะสติไม่ดีมันก็ต้องเกิดกิเลสแน่แล้วมันก็ต้องเกิดความทุกข์แน่ตลอดเวลานี้เรียกว่ามันโง่ไปคือมีแต่อวิชชามันก็เป็นชีวิตชีวิตคือตัวทุกข์ ตัวทุกข์คือชีวิต ชีวิตคือความทุกข์เป็นชีวิตที่อยู่ในกองไฟ รู้จักไฟ รู้จักชีวิตดับไฟให้แก่ชีวิตแล้วมันก็ออกไปทางไกลคือความเย็นคือพระนิพพานเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตได้นี่เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้ท่านผู้ใดจะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจไม่มีใครบังคับใครได้แต่ว่าเรื่องมันมีอยู่อย่างนี้จะเอาหรือไม่เอาหรือจะชอบปฏิบัติหรือไม่ชอบปฏิบัติก็ตามใจมีเสรีภาพของความคิดนึกของบุคคล


แต่เดี๋ยวนี้เรามามองกันว่าอย่าเสียทีที่ได้เกิดมาอย่าเสียทีที่มีชีวิตมามันควรจะได้อะไรก็มาศึกษากันดูพิจารณากันดูถ้าเข้าใจและพอใจก็ลงมือเถอะตั้งต้นที่จะปรับปรุงชีวิตให้ดำเนินไปโดยถูกวิถีทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือความเย็นสนิทแห่งชีวิตใช้คำอย่างนี้ดีกว่าใช้คำว่านิพพานใช้คำว่านิพพานมันสลัวไปซะอีกใช้ว่าความเย็นแห่งชีวิตนี่มันชัดๆง่ายๆนั่นแหละคือพระนิพพาน


เพียงแต่เย็นเป็นทางกลับร้อนอีกไม่ได้คำว่านิพพานมันก็แปลว่าหมดแห่งความร้อนดับไฟแห่งความร้อนหมดสิ้นมันก็คือเย็นคือไม่ร้อนทำชีวิตที่นี่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ให้มันเย็นได้ก็คือเป้าหมายแห่งชีวิตมันอยู่ที่ตรงนี้จุดหมายปลายทางแห่งชีวิตมันอยู่ที่ตรงนี้คือมันอยู่ในชีวิตนั่นเองทำชีวิตให้เย็นก็ถึงจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องต่อตายแล้วไม่หวังตายแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกันให้เรา


อยู่ที่นี่ก็เป็นดังกล่าวไปคิดดูทำให้มันทันแก่เวลาอย่าให้เป็นหมันเปล่าถ้าถึงเป้าหมายแห่งชีวิตคือความเย็นสนิทแห่งชีวิตก็มีธรรมมะพอ ปัญญาพอ มีสติพอ มันก็พอทั้งนั้นแหละต้องการเท่านั้นแหละเมื่อมีสติพอ มีปัญญาพอมันก็มีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องเรื่อยไปเมื่อชีวิตมันอยู่อย่างถูกต้องกิเลสหรือไฟก็เกิดไม่ได้มันก็หมดเรื่องหมดปัญหามีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องไฟเกิดไม่ได้ในชีวิตมันก็หมดปัญหาคือมันเย็นเอาเป็นว่าอาตมาได้ตอบคำถามของท่านที่ได้เสนอขึ้นมาว่าเป้าหมายแห่งชีวิตคืออะไรรวมความว่าชีวิตทำให้เย็นได้เมื่อได้เย็นสูงสุดได้นั่นคือเป้าหมายแห่งชีวิต


เห็นว่าการบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้วก็ขอยุติการบรรยายด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลายนั้นคงจะมีความรู้ความเข้าใจไปจัดการกับไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั่นให้ได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้นกว่าที่แล้วมาจงทุกๆคนเทิอญขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,250 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

เป้าหมายของชีวิต [9,531]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,342]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,612]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,466]
Global Warming { English } [116,772]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.