 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33047" type="text/javascript"></script> |
|
พึ่งตน พึ่งธรรม
ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาถือโอกาสแสดงธรรมด้วยการบรรยายอย่างธรรมดาเพื่อสำเร็จประโยชน์โดยสะดวกเดี่ยวนี้ ท่านทั้งหลายมานั่งกันอยู่ในสถานที่นี้ ในลักษณะเช่นนี้ ในโอกาสที่ท่านทั้งหลายทำสิ่งที่เรียกกันว่าทัศนาจรขอให้จำไว้ในความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้
post ครั้งแรก: Mon 8 October 2007, 4:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 5:19 pm
|
หน้าที่ 1 - ไสยศาสตร์
นั้นเราควรจะพอใจในสิ่งที่เรียกว่าแผ่นดินมันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้ นั้นเมื่อได้เป็นอย่างนี้ก็มานั่งกันอย่างนี้ ขอให้จำใส่ใจไว้มันลืมเสียว่าคืนนี้เราได้มานั่งกันกลางดินเป็นที่ระลึกแก่พระพุทธเจ้าผู้ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน สอนธรรมกลางดิน นิพพานกลางดิน ถ้าทำใจได้อย่างนี้ให้มันเกิดง่าย ชีวิตมันจะใกล้ต่อธรรมะอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ทะเยอทะยานเหอะ ไอ้สิ่งที่นิยมกันสวยงามหรูหรามีเกียรติล้วนแต่เป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น มานั่งกลางดินอย่างนี้มันไม่มีโอกาสที่จะส่งเสริมกิเลสเมื่อไปแสวงหาที่สวยงามที่สำราญใจอะไรต่าง ๆ นั้น มันส่งเสริมกิเลสควรจะพยายามอยู่กันให้ต่ำ ๆ จิตใจมันจะได้เป็นไปในทางสูง
ถ้าเป็นอยู่ทางกายมันสูงกิเลสแล้วจิตใจมันก็ลงต่ำนั้นช่วยกันระมัดระวังให้ดีให้มีการกระทำชนิดที่จิตใจสูงได้เสมอไปไม่ว่าทำอะไรทำหน้าที่ทุกอย่างอยู่เป็นประจำว่าการทำมาหากินการกินการอยู่แสวงหาทรัพย์การเก็บอะไรต่าง ๆ ประโยขน์การดำรงชีวิตนี้ส่วนที่ดำรงชีวิตขอให้เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่าต่ำ หรือสันโดษ หรือพอดี อย่าให้มันเกินพอดี อะไร ๆ อย่าให้มันเกินพอดี ทุกอย่างจะหามากินอย่าให้มันเกินพอดี มีไว้จะเก็บรักษาก็อย่าให้มันเกินพอดี มันจะถูกต้องคือมันไม่เป็นทุกข์ยิ่งเก็บแต่พอดีมันจะมีเหลือสำหรับช่วยผู้อื่นบ้าง ฟังแล้วมันก็ลดกิเลสลงถ้าเอาเกินพอดี มันไม่มีวันพอ มันก็กินหมด แล้วมันก็ส่งเสริมกิเลสให้ยิ่ง ๆ ชึ้นไป มันกินเกินไม่พอมันก็ต้องเดือดร้อน งั้นถ้าเราเป็นอยู่แค่พอดีคือไม่เกินไม่เป็นส่วนเกินและก็ดีมากมันต้องตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าพอดีคือมัชฌิมาปฎิปทา แปลว่าพอดีก็แปลว่าอยู่ตรงกลาง การดำเนินชีวิตที่พอดีที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้นแหละเป็นพุทธศาสนาเป็นธรรมอยู่ในตัวมันเองเรียกว่าปฏิบัติให้ถูกต้อง
นั่นแหละตัวธรรมอยู่ในตัวมันเองแล้วเราก็จะได้ชื่อว่ามีการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อัตตาทีพา อสรนา อนัน อัญญาสรนา จึงมีตัวตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรนะ อย่างมีสิ่งอื่นเป็นสรนะ เลยธรรม ทีปาธรรมสรนา อยัญณะสรนา จึงมีธรรมเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นสรนะอย่างมีสิ่งอื่นเป็นสรนะเลยนี่หมายความว่ามีตนเป็นที่พึ่งนั่นแหละ มีธรรมที่พึ่งถ้าจะมีตนเป็นที่พึ่งถ้าทำให้ตนมีธรรมเป็นที่พึ่งเพราะว่าเรามันเป็นทุกข์ช่วยตนเองและก็ปฏิบัติธรรมได้ตนเองมันช่วยตนเองได้ ดังนั้นคำว่าจงมีตนเป็นที่พึ่งคำว่ามีธรรมเป็นที่พึ่งนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกันมันอยู่ที่คนไม่ค่อยเข้าใจความหมายว่าธรรม
คำว่าธรรมเป็นคำวิเศษ แปลกประหลาด กว้างขวาง ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอะไรไม่ใช่ธรรม ขอจดจำไว้ด้วยมันจะสะดวกในการศึกษาธรรมในอนาคตว่าธรรมคือธรรมชาติ ตัวธรรมชาติทั้งหลาย ธรรมคือกฎของธรรมชาติทั้งหลาย ธรรมคือหน้าที่ตามกฎของธรรมขาติทั้งหลาย และธรรมคือผลที่เกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ เขาว่ามีตนเป็นที่พึ่งธรรมเป็นที่พึ่ง มันก็มีธรรมในความหมายที่ 3 ว่าธรรมคือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ธรรมชาติมักมีกฎของธรรมชาติตายตัวว่าต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้แล้วผลจะเกิดขึ้นอย่างนั้น ส่วนที่มนุษย์ต้องการคือสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะต้องการก็เรียกว่าชั่ว
เราก็ประพฤติส่วนที่จะต้องการปฏิบัติธรรมที่มนุษย์ควรจะปฏิบัติเรียกว่าปฏิบัติหน้าที่ของมวลมนุษย์ มันคือความหมายนี้ต้องปฏิบัติธรรมที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ รู้เด่นชัดเห็นได้ชัดมองได้ชัดในหน้าที่ของมนุษย์นั่นแหละคือธรรม ธรรมคือหน้าที่ของมนุษย์คือธรรม ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์นั้นคือปฏิบัติธรรมของมนุษย์นั่นเอง เพื่อมนุษย์โดยมนุษย์คนนั้นแหละที่เรียกว่ามีตนเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นที่พึ่ง มีพุทธศาสนา ถ้าสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งก็เป็นไสยศาสตร์แต่มีตนเป็นที่พึ่งก็เป็นพุทธศาสนาที่เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งก็เราเองต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามหลักพระธรรมตามตัวอย่างของพระสงฆ์นั้นก็เรียกว่ามีตนเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้เสมอให้มีตนเป็นที่พึ่งเราพูดว่าพุทธัง สรนัง คัจฉามิ เราตั้งขึ้นเองๆ พูดเองตามความรู้สึกของเราพระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสประโยคอย่างนี้คือประโยคที่พึ่งผู้อื่น ท่านไม่ตรัสท่านตรัสแต่ประโยคอย่างพึ่งตนเองแล้วท่านก็บอกซะเลยว่าพึ่งตนเองนั้นเป็นการปฏิบัติธรรมมะมีธรรมมะชนิดที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์
แต่มันทุกคนจงทำหน้าที่ของมนุษย์ที่เหมาะสมสำหรับตนให้ดีที่สุด เป็นเด็กๆก็ทำหน้าที่ของเด็กๆให้ดีที่สุดเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว พ่อบานแม่เรือนคนแก่คนเฒ่าก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดนี้เรียกว่าปฏิบัติธรรมมะ ธรรมมะแปลว่าหน้าที่ของมนุษย์อย่างนี้ ตามกฎของธรรมชาติถ้ามันไม่ปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติมันจะวินาศเลยลองดู มันไม่กินอาหารมันไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะมันไม่บริหารร่างกายถูกต้องตามกฎของธรรมชาติมันก็ตาย มันอยู่ไม่ได้ทุกอย่างต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติตามที่ควรจะทำมันมีอยู่กี่อย่างกี่อย่างก็ทำมันครบทุกอย่าง เถิดเช่นการทำมาหากินก็อย่างแล้ว การกินเป็นอย่างแล้วการเก็บการใช้มีเป็นอย่างๆไป จงทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติก็จะอยู่รอดได้ จะมีชีวิตอยู่ได้พอสุขสบายทีนี้สบายแล้วหน้าที่ส่วนนี้หมดแล้วที่ขั้นต้น
ขั้นต่ำหมดแล้วคือว่ารอดชีวิตอยู่ได้เพราะปฏิบัติถูกตองตามกฎของธรรมชาติทีนี้ก็เลื่อนขึ้นไปถึงหน้าที่อันดับ 2 ชั้น 2 คือปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้นไปๆตามที่มนุษย์มันจะดีได้จนกระทั่งมันรู้มรรคผลนิพพาน ทีนี้ที่จบจริง สุดจบจริง เราจึงแบ่งหน้าที่ของมนุษย์เป็น 2 ระดับคือหน้าที่ที่ให้มนุษย์รอดอยู่ได้คือระดับหนึ่งแล้วเมื่อมันรอดได้แล้วให้มันดีขึ้นนี่อีกระดับหนึ่งเป็น 2 ระดับใครอยู่ในตอนไหนก็จงกระทำให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามระดับของตนตามที่เป็นอยู่แต่เมื่อได้ทำหน้าที่แล้วมันก็ควรจะพอใจเพราะว่าหน้าที่นั้นคือธรรมมะ ธรรมมะคือหน้าที่เมื่อได้ทำหน้าที่ของตนแล้วควรจะพอใจว่าเรามันเป็นคนมีธรรมมะพูดภาษาโลกๆว่าเรามันเป็นคนดี เรามันเป็นคนมีอะไรดีคือปฏิบัติธรรมมะเมื่อรู้สึกว่าเรามีอะไรดีก็มีธรรมมะที่ก็พอใจ แล้วก็สบายใจเพราะพอใจ สบายใจเพราะสบายใจก็เป็นสุขนั้นเป็นความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ เมื่อปฏิบัติหน้าที่จงพอใจจงสบายใจ
จงเป็นสุขนี่คือการปฏิบัติธรรมมะที่เป็นที่พึ่งแก่ตนเดี๋ยวนี้มันโง่ มันเหลือโง่ มันแสนจะโง่มันไม่รู้ว่าเมื่อทำหน้าที่นั้นแล้วควรจะพอใจจะเป็นสุขนี้ก็เลยทำหน้าที่ หาเงินไว้ซื้อเหล้ากิน ทำหน้าที่ได้เงิน รวบรวมเงินไปหาสถานที่เริงรม กามมารมทั้งหลายไปเป็นธาตุของกิเลสไปหาความเพลิดเพลินที่เป็นทาสของกิเลสไม่ได้รับความสุขที่แท้จริงมันได้รับความสุขที่หลอกลวง คือความเพลิดเพลินอันหลอกลวงเพราะว่าความสุขที่บริสุทธิ์ที่แท้จริงมันเกิดเมื่อเราได้ทำหน้าที่ของเราคือพอใจว่าได้ปฏิบัติธรรมมะหน้าที่คือธรรมมะได้ปฏิบัติธรรมมะแล้วก็พอใจ พอใจมันก็สบายใจมันก็เป็นสุขนั่นแหละความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ตรงนั้นไม่ควรจะสังเกตอย่างแท้จริงให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้สตางค์เลย ไม่ต้องเสียเงินเลยเพราะเป็นสุขอยู่เมื่อทำงาน
เมื่อทำหน้าที่ถ้าชาวนาก็ไถนา ชาวสวนก็ทำสวนอยู่ คนค้าขายก็ค้าขายอยู่คนถีบ 3 ล้อก็ถีบ 3 ล้ออยู่ คนล้างท่อถนนก็ล้างท่อถนนอยู่เมื่อทำหน้าที่ของตนๆอยู่คือปฏิบัติธรรมมะแล้วก็พอใจแล้วก็เป็นสุขอยู่ที่ตรงนั้นนี่สุขบริสุทธิ์ไม่หลอกลวงและไม่ต้องเสียสตางค์เลยความสุขที่แท้จริงจะไม่ต้องเสียสตางค์เลยพอต้องใช้สตางค์หรือต้องใช้สตางค์เริ้มเป็นสุขหลอกลวงพอใช้สตางค์มากเท่าไหล่ มันก็ยิ่งเป็นความสุขหลอกลวงมากขึ้นเท่านั้นมันเป็นความเพลิดเพลินเท่านั้นมันไม่ใช่ความสุข นั้นการที่คนอุตส่าห์ทำงานหาเงินรวบรวมไว้แล้วไปถลุงกับเรื่องความเพลิดเพลินเงิน มันก็หมดแล้วก็ได้มาซึ่งความหลอกลวงความสุขที่หลอกลวง เป็นเพียงความเพลิดเพลินเท่านั้น อยากจะให้รู้จักแยกกันออกให้ชัดเป็น 2ฝ่ายว่าความสุขที่ได้แท้จริงไม่ต้องใช้เงินซื้อหามา แต่ความสุขที่หลอกลวงนั้นต้องใช้เงินมากเพื่อความเพลิดเพลินเพื่อกิเลสส่งเสริมกิเลสนั้นเป็นความเพลิดเพลินของกิเลสความสุขของกิเลสเราเรียกว่าความสุขที่หลอกลวงเมื่อเราทำงานเหงื่อท่วมตัวอยู่ดูให้ดีเถิดควรจะพอใจมีความสุขที่นั่น จะเป็นคนชั้นต่ำสุดจะต้องกวาดถนนหรือทำอะไรก็ตามถ้ามันมีความคิดถูก
ต้องมีการศึกษาธรรมมะถูกต้องรู้ธรรมมะจริงนี่คือการปฏิบัติธรรมมะแล้วก็พอใจแล้วก็เป็นสุข ไม่ต้องใช้เงินเงินมันก็เหลือจะพูดได้อีกชั้นหนึ่งว่าถ้าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลยแล้วก็ให้เงินเหลือด้วยเหลือมากขึ้นๆแต่ความสุขหลอกลวงต้องใช้เงินมากจนหมดจนต้องไปทำทุจริต ไปจี้ไปปล้นไปทำคอรัปชั่นพวกที่เป็นข้าราชการทำคอรัปชั่นก็เพราะไปหลงความเพลิดเพลินอย่างนี้ทั้งนั้นนี่เรียกว่าไอ้ความสุขที่หลอกลวงความเพลิดเพลินนั้นมันทำให้เงินหมด เงินไม่พอใช้จึงต้องกลายเป็นคนคดโกงทำคอรัปชั่น
ขอให้ศึกษาสังเกตข้อนี้กันให้ดีๆมันควรจะรู้กันแล้วทีแล้วมาไม่รู้ก็ตามใจๆแต่เดี๋ยวนี้มันควรจะรู้กันแล้ว ถ้า ไม่รู้อย่างนั้นมันก็คือไม่รู้ถ้าไม่รู้ก็ไม่ใช่พุทธบริษัทเป็นคนโง่ พุทธะแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะบริษัทและบริษัทของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คำว่าพุทธะๆภาษาบาลีแปลว่าตื่น ตื่นจากนอน ตื่นจากหลับถ้าหลับไม่มีพุทธะถ้าตื่นจากหลับก็มีพุทธะ ก็พุทธะมันแปลว่าตื่นมาจากหลับมันก็รู้เพรามันตื่นอยู่มันไม่หลับ
เมื่อมันรู้มันก็ทำถูกต้องก็เบิกบานพุทธะนี่ตื่นนอนรู้ ถูกต้องแล้วก็ทำมันก็เบิกบานมีผลดี มีพุทธะอย่างนี้ถ้ามันโง่มันไม่รู้เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่พุทธบริษัทเป็นอะไรไปก็ไม่รู้มันเรียกยากแต่มันไม่มีความเป็นพุทธะบริษัทถ้าไม่รู้อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงจึงขอให้พุทธบริษัททั้งหลายมีความรู้ตามที่เป็นจริงสักทีเถอะว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินทำให้เงินเหลือด้วย
ความสุขที่หลอกลวงนั้นเท่าไหล่ๆเงินก็ไม่พอความสุขที่แท้จริงนั้นมันเย็นมันไม่โรจเต้นมันไม่เหน็ดเหนื่อยมันไม่สั่นระรัวส่วนความสุขทางกามมารมนั้นมันเหน็ดเหนื่อยมันสั่นระรัว มันร้อนมันกระวนกระวายนั่นแหละความสุขหลอกลวงเป็นอย่างนั้นความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างนี้นั้นถ้าเป็นพุทธบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานมันควรจะเหลือความสุขที่แท้จริงเมื่อความสุขไม่แท้จริงมันก็รู้ไม่ได้ตื่นไม่ได้ เบิกบานไม่ได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม