สารบัญ
หน้าที่ 3 - สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม
โดยบทสวดที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่าสวากขาโตภะคะวะตาธัมโมธรรมมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วสันทิฐติโกมีลักษณะเห็นได้ด้วยตนเอง อกาลิโกไม่ขึ้นอยู่กับเวลา เอหิปัสสิโกดีจนเรียกใครมาดูได้ โอปะนะหิโกเหมาะที่จะมีไว้ในตน ปัดจะตังเวทิตัพโพวิญญูหิแม้จะฉลาดอย่างไรก็รู้ได้เฉพาะตนนั้นคนวิญญูชนรู้ได้
เฉพาะตนคือมันรู้แทนเห็นแทนกันไม่ได้เหมือนกับว่าเรากินข้าวแล้วให้คนอื่นอิ่มมันทำไม่ได้ถ้าใครเห็นคนนั้นมันก็เห็นนี่คือธรรมมะในพระพุทธศาสนาขอให้ได้มีโอกาสได้ดื่มธรรมมะไก้ชิมธรรมมะโดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้ความสุขที่แท้จริงที่มันไม่หลอกลวงด้วยจิตใจของตนเองว่าเมื่อเราออกมาเสียจากความยึดมั่นถือมั่นแม้มันสบายบอกไม่ถูกให้ได้ชิมอยู่ด้วยจิตใจรู้สึกในใจว่ามันมีรสชาติอย่างไรเบาสบายอย่างไรอย่างมานั่งตรงนี้มันเบาสบายอย่างไรขอให้ได้ชิมนี้เราคิดกลับหวนกลับไปเป็นห่วงบ้านมันก็หมดกลับไปสู่ไอ้ความยึดม่นถือมั่นเป็นห่วงวิตกกังวลมีความทุกข์อะไรขึ้นมาอีกซึ่งการที่มันไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยแท้จริงต่างหาก
มันจึงมีความสุขอย่างแท้จริงถ้าปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นกันได้ก็เป็นพระอรหันต์แล้วก็เป็นนิพพานยิ่งเป็นนิพพานยิ่งไม่ต้องใช้เงินพระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ว่านิพพานเป็นของให้เปล่าไม่คิดสตางค์ไม่ต้องเอาเงินไปซื้อนิพพานเป็นของให้เปล่าซึ่งเราจะต้องรู้จักทำแล้วก็ทำด้วยความสละ สละไอ้ความยึดมั่นถือมั่นออกไปเสียไม่ต้องลงทุนซื้อหาซากนั้นซากนี้อันนั้นอันนี้มันมีแต่สละความยึดมั่นถือมั่นออกไปเสียมันก็มีความหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นจิตเป็นอิสละ จิตก็หยุด จิตก็เย็นอยู่ที่จิตต่างหากไม่มีอะไรกระตุ้นมันกระวนกระวายระส่ำระสายเนี่ยรู้เสียด้วยว่าคำว่านิพพาน
นิพพานนี้แปลว่าเย็นคือดับไฟแห่งของร้อนแล้วก็มีผลคือเย็นนี่เรียกว่านิพพานกิเลสเป็นของร้อน ราคะ โมหะ โทสะเป็นไฟเป็นของร้อน แต่ของร้อนที่ดับลงมันก็เป็นของเย็นอย่างนี้เป็นนิพพาน นิพพานนี่มีบุญคุณมากที่ช่วยให้รอดชีวิตอยู่ได้ถ้าไฟมันติดอยู่ในใจเสมอมันตายไปหมดแล้วไม่ได้มานั่งกันอยู่อย่างนี้ท่าราคะมันดี โมหะมันดี โทสะมันดีมันลุกเป็นไฟอยู่ในจิตใจตลอดเวลามันเป็นบ้าและตายหมดแล้วไม่ได้มานั่งกันอยู่อย่างนี้นั้นเวลาที่ราคะไม่เกิด โมหะไม่เกิด โทสะไม่เกิดมันมีอยู่มันให้ระยะกว้างแล้วเราก็พอจะตั้งตัวได้และเราก็รอดชีวิตได้ไม่ต้องเป็นบ้าไม่ต้องตายแต่ถ้ากิเลสมันรบกวนอยู่เสมอโดยที่คนนั้นมันเก่งในทางที่จะหากิเลสมาสุมตัวอยู่เสมอ
เกิดความรักความเกลียดความกลัววิตกกังวลอาลัยอาวรณ์อยู่มากนั้นไม่เท่าไรมันจะเป็นโรคนอนไม่หลับไม่เท่าไรมันจะเป็นโรคประสาทไม่เท่าไรมันจะเป็นบ้าไม่เท่าไรมันจะตายไอ้ระยะเวลาที่ว่างจากราคะ โทสะ โมหะพอสมควรมีอยู่พอสมควรนี่มันช่วยให้เรารอดชีวิตอยู่ได้สิ่งนั้นคือนิพพานระยะเวลาหรือภาวะที่มันปราศจากความรบกวนของราคะ โทสะ โมหะนั่นคือนิพพานมันช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตเราให้รอดอยู่ได้อย่างเช่นเวลานอนหลับไม่มีกิเลสรบกวนหรือว่าตื่นอย่างมีความฉลาดพอกิเลสก็ไม่รบกวนกิเลสรบกวนต่อ
เมื่อเราโง่ความทุกข์เกิดเมื่อเราโง่ในขณะแห่งผัสสะทุกคนรู้จักผัสสะไปบ้างคือการกระทบสิ่งต่างๆเข้ามากระทบจิตจากทางตาบ้าง ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนังเดี๋ยวสวยงามทางตาเดี๋ยวไม่สวยงามทางตามากระทบจิตเดี๋ยวก็ไพเราะเดี๋ยวก็ไม่ไพเราะทางหูก็มากระทบจิตเดี๋ยวก็หอมหรือเหม็นทางหูเข้ามากระทบจิตเดี๋ยวก็อร่อยเดี๋ยวก็ไม่อร่อยทางลิ้นเข้ามากระทบจิตนิ่มนวลหยาบกระด้างทางกายเข้ามากระทบจิตนี่เรียกว่าไอ้ของข้างนอกเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายเข้ามากระทบจิตนี่เรียกว่าผัสสะนั้น
ถ้าใครมันโง่ตอนนี้โง่ตอนผัสสะมันจะต้องเป็นทุกข์ไม่ว่าในกรณีไหนถ้ามันมีสติมีปัญญาพอเมื่อมีอะไรมากระทบมันไม่โง่จิตมันก็ไม่ปรุงไปเป็นทุกข์บางเรื่องมันก็ไม่ปรุงเลยตาเห็นก็เฉยๆแต่บางกรณีมันไม่เห็นเฉยๆก็มันเห็นรูปที่มีความหมายเห็นรูปของเพศตรงกันข้ามฟังเสียงของเพศตรงกันข้ามกลิ่นรสจากเพศตรงกันข้ามอย่างนี้มันไม่เฉยมันปรุงเมื่อมีผัสสะอย่างนี้มันปรุงให้เกิดเวทนาเป็นสุขเวทนามันก็ต้องการไปอย่างเป็นทุกขเวทนาต้องการไปอย่างความต้องการนั้นเรียกว่า ตัณหาเมื่อมันเกิดความต้องการความยากไปตามเวทนานั้นๆแล้วมันเกิดความรู้สึกเลวร้ายหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าอุปาทานคือการเกิดความรู้สึกว่าตัวกูตัวกูสิเป็นผู้ยากอยากได้มาเป็นของกูนี่อุปาทานมายาแท้ๆมันเกิดขึ้นแล้วมันเป็นทุกข์ความยึดมั่นถือมั่นเขาเรียกว่าอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดก็ตามที่เป็นทุกข์แล้วสิ่งนั้นถ้าหลุดเรียกว่ายึดมั่นในขันทั้ง 5เพราะสิ่งต่างๆมันรวมกันเป็นขันธ์ 5นี่ถ้าเราจะไม่เรียกว่าขันธ์ 5 เราก็เรียกสิ่งที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันก็เป็นของหนัก ของร้อน ของที่ผูกมัดรัดตึงเป็นของครอบงำให้มืดให้บอดมันร้อนอย่างนี้ไม่เป็นนิพพานพระสงฆ์โง่เมื่อมีผัสสะทุกคน
จงศึกษาไว้ให้ดีว่าอย่าโง่เมื่อมีผัสสะคือมีอะไรมากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กายให้ฉลาดให้รู้อะไรๆอย่าไปโง่กับมันอย่าไปหลงรักหลงเกียจกับมันจะจัดการอย่างไรก็จัดการไปแต่อย่าไปหลงรัก หลงเกลียดกับมันแต่ว่าถ้ามันยังเป็นปุถุชนยังโง่อยู่ช่วยไม่ได้มันต้องไปหลงรักหลงเกียจเมื่อไปหลงรักหลงเกียจมันก็เกิดตัณหา
อุปาทานก็ต้องได้มีความทุกข์สมน้ำหน้าคนโง่ไม่มีใครช่วยได้จะไปอ้อนวอนเทวดาบวงสรวงเทวดามาช่วยไม่ให้เป็นทุกข์มันไม่ได้จิตกลุ้มใจแล้วไปให้หมอผี สราง เทวดาให้ช่วยคุ้มครองอ้อนวอนนี้มันไม่ได้เพราะมันโง่ในภายในของมันเองมันก็เกิดทุกข์ภายในของมันเองให้เขาหลอกถ้าไปเชื่อเขาก็อาจจะหายกลุ้มใจไปพักหนึ่งเดี๋ยวก็มาอีกในที่สุดคนๆนี้ต้องเป็นโรคประสาทหรือเป็นบ้าเพราะว่าไม่รู้ธรรมมะซึ่งก็ไปถือที่พึ่งข้างนอกคือไสยศาสตร์ความทุกข์เกิดข้างในในลักษณะธรรมชาตินี้มันจะไปแล้วมันจะไปแก้ไขเรื่องภายนอกด้วยไสยศาสน์เรื่องของคนโง่มันก็แก้ไม่ได้คือคนเหล่านี้ก็จะเสียเงินเปล่าๆด้วยแล้วก็จะได้รับผลเป็นโรคประศาสน์ด้วยเป็นบ้าทรมานใจจนเป็นโรคกระเพาะ เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคอะไรต่างๆนาๆ
แม้แต่โรคมะเร็งจะใช้คำว่าอย่างนี้เมื่อมีความปกติเกิดขึ้นนั้นในจิตและเป็นโรคอะไรก็ได้เพราะว่าจิตผิดปกติแล้วระบบประสาทก็ผิดปกติร่างกายก็ผิดปกติมันก็ให้ช่องกับเชื้อโรคทุกชนิดที่จะตั้งขึ้นมาในร่างกายถ้าจิตคงที่เป็นปกติๆมันก็ระบบประสาทก็ปกติระบบประสาทตายก็ปกติ ส่วนต่างๆเลือดลมต่างๆก็ปกติไม่มีโอกาสที่เชื้อโรคอะไรจะตั้งมาในจิตใจได้ธรรมมะชั้นสูงจึงสอนเรื่องจิตปกติที่ปฏิบัติแล้วจิตมันปกติศีลสมาธิปัญญาปฏิบัติถึงที่สุดแล้วจิตจะปกติเปลี่ยนไม่ได้เมื่อจิตเปลี่ยนไม่ได้ทางประสาท ทางกายก็เปลี่ยนไม่ได้ถ้าว่าจิตผิดปกติแล้วมันก็เปลี่ยนได้อย่างวิชาหมอ
เดี๋ยวนี้เขายิ่งเชื่อชัดไม่มีข้อสงสัยพอจิตมันผิดปกติมันก็สร้างสารเคมีเป็นวัตถุขึ้นมา เป็นวัตถุทางเคมีขึ้นมาในเลือดในระบบต่างๆในต่อมแกนต่างๆนี่มันเป็นได้อย่างนี้เพราะจิตผิดปกติ รักก็ดี เกียจก็ดี โกรธก็ดี กลัวก็ดีอาลัยอาวรณ์ก็ดีอิจฉาริษยาก็ดีหึงหวงก็ดีเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นพอเกิดขึ้นในจิตร่างกายมันจะสร้างสารเคมีขึ้นมาในเนื้อและในระบบต่างๆซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งเลือดมันก็เสียไปเดี๋ยวได้เป็นโรคกระเพาะนั้นคนที่เป็นเจ้าอารมณ์เป็นโรคทั้งนั้นมันสร้างสารเลวร้ายขึ้นในโลหิตมาย่อยอาหารได้กี่วันคนจะเป็นโรคกระเพาะตายดูหายแล้วมันก็ตายด้วยโลกกระเพาะก็ได้เป็นโรคหัวใจก็ได้เป็นโรคร้ายๆอย่างอื่นก็ได้
แม้แต่โรคมะเร็งเพราะว่าเลือดเนื้อของเขามันผิดปกติแล้วไม่มีความต่อต้านแล้วมันด้วยโลกอะไรมันก็ตั้งขึ้นมามันก็ก่อวอดแล้วไม่ก็เป็นเหล้าเต็มที่แล้วมันก็ต้องตายถ้าผิดปกติได้จิตยิ่งใกล้ตัวปกติเปลี่ยนไม่ได้ประสาทปกติร่างกายปกติเลือดเนื้อก็กินยาพิษเหมือนกับโยคีทั้งหลายมันกินยาพิษเพราะว่ายาพิษไปตามให้ผิดปกติแก่จิตก็ไม่ได้แก่อำนาจร่างกายก็ไม่ได้ยาพิษขึ้นไปโดยเป็นหมันคือโยคีนั้นมันไม่ตายเพราะว่าโยคีนั้น
มันมาจิตเข้มแข็งถึงขนาดที่ควบคุมความปกติของร่างกายไหวจะได้ไม่ผิดปกติและในทุกวิถีทางที่ร่างกายที่จิต จิตผิดปกติร่างกายผิดปกติเรื่องหมาระบบในร่างกายมันปกติก็อย่าไปธรรมคิดว่าเป็นหมันไปนะดูประโยชน์เรื่องอานิสงส์นั่นจิตผิดปกติถ้าเรามีจิตปกติระบบร่างกายก็ปกติ ระบบประสาทก็ปกติระบบเลือดเนื้อทุกอย่างระบบในร่างกายมันปกติก็อย่าคิดว่าอะไรนะดูประโยชน์หรืออานิสงส์ถ้าเรามีจิตปกติแล้วมันเป็นทุกข์ไม่ได้อุตส่าห์ฝีกฝนศึกษาระบบภาวนาที่ปกติ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม