 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33116" type="text/javascript"></script> |
|
พลังงาน ชีวมวล ทางเลือกสำคัญของผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบันทั่วโลกมีการนำพลังงานหมุนเวียนหลายประเภทมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นชีวมวล พลังน้ำ พลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ หลายๆประเทศต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมารองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนเหล่านี้ เช่น การพัฒนาทุ่งกังหันลม (Wind Farm) ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหร
post ครั้งแรก: Thu 11 October 2007, 3:36 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 2 November 2007, 4:50 pm
|
หน้าที่ 1 - พลังงานหมุนเวียน
รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)
..........................................................................................................................................................................
สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่าขณะนี้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นตลอดเวลาเป็นปัจจัยหลัก ตลาดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยทั้งผู้ลงทุนในประเทศและจากต่างประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยมีทรัพยากรที่สามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานหมุนเวียนได้หลายประเภท อาทิ ชีวมวล ขยะ ก๊าซชีวภาพ พลังน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ประกอบกับภาครัฐได้กำหนดมาตรการเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นในหลายๆด้าน
แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนหลายประเภทดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่พลังงานหมุนเวียนที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากที่สุด และมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ พลังงานจากชีวมวล ทั้งนี้เป็นเพราะเรามีวัตถุดิบหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย ซังข้าวโพด และทลายปาล์ม วัสดุเหลือทิ้งจากการแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เช่น ขี้เลื่อย และเศษไม้ รวมทั้งพืชพลังงานที่ปลูกเพื่อผลิตพลังงานโดยเฉพาะ เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีราคาถูก และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากนัก นอกจากนี้ ชีวมวลยังนำมาใช้ได้ในหลายรูปแบบ ทั้งผลิตความร้อน ไฟฟ้า และเชื้อเพลิง
มาตรการเชิงนโยบายของรัฐส่งเสริมการใช้พลังงานจากชีวมวลสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1). การส่งเสริมให้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนการใช้น้ำมันในภาคขนส่ง และ 2). การส่งเสริมให้ใช้ชีวมวลในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ในส่วนของภาคขนส่ง ซึ่งถือเป็นภาคที่สำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนการใช้พลังงานสูงถึง 38% ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ รัฐจึงได้ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนการใช้น้ำมันปิโตรเลียมโดยเฉพาะการใช้แก๊สโซฮอล์ หรือน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของเอทานอลแทนการใช้น้ำมันเบนซิน 95 และ 91 และใช้ไบโอดีเซล (น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล) ทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งขณะนี้รัฐพยายามส่งเสริมด้านราคา โดยให้เชื้อเพลิงชีวภาพมีราคาถูกกว่าน้ำมันปกติ คือไบโอดีเซลมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลลิตรละ 70 สตางค์ และแก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 95 ถึง 3.50 บาท และแก๊สโซฮอล์ 91 มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 91 ถึง 3.50 บาท นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้แก๊สโซฮอล์อีกด้วย
ในด้านผู้ผลิต รัฐได้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่โรงกลั่นในการซื้อไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซล โดยการให้เงินอุดหนุนการซื้อไบโอดีเซลถึงลิตรละกว่า 12 บาท และในส่วนของแก๊สโซฮอล์ก็มีการยกเว้นภาษีสรรพสามิต และการงดเว้นการชำระเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับผู้ผลิตแก๊สโซฮอล์ เป็นต้น ส่วนภาคการผลิตไฟฟ้า รัฐมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (VSPP)
รวมทั้งกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มพิเศษหรือ Adder หากมีการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า เช่น ถ้าใช้ชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพในการผลิตไฟฟ้า จะได้อัตราส่วนเพิ่ม 30 สตางค์/หน่วย พลังน้ำขนาดเล็ก 40-80 สตางค์/หน่วย (ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ) พลังงานลมและพลังงานจากขยะ 2.5 บาท/หน่วย และพลังงานแสงอาทิตย์ 8 บาท/หน่วย เป็นต้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีผู้สนใจลงทุนในตลาดพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จนั้นก็ใช่ว่าจะโรยด้วยดอกกุหลาบเสียทีเดียว นักลงทุนหลายรายยังลังเลและบางรายเมื่อลงทุนแล้วก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอีกหลายปัจจัย อาทิ แหล่งทรัพยากรที่ไม่แน่นอน เนื่องจากการจัดหาเริ่มยากขึ้นเมื่อมีความต้องการมากขึ้น ความไม่แน่นอนของตลาดในบางกรณีและต้นทุนอาจยังสูงอยู่ แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐแล้วก็ตาม ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น การขาดประสบการณ์ในการบริหารจัดการโครงการ ขาดการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ รวมทั้งขาดบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญที่เหมาะสม เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อให้ตลาดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะด้านชีวมวลเป็นไปอย่างราบรื่น ภาคเอกชนควรศึกษาหาแนวทางจัดการเรื่องแหล่งวัตถุดิบให้รอบคอบ ร่วมกับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาแนวทางการเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบ เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่มากขึ้น และแนวทางการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอื่นๆที่มีศักยภาพแต่ยังมิได้มีการใช้อย่างแพร่หลาย เช่น การใช้ประโยชน์จากฟางข้าว ยอดและใบอ้อย และไม้โตเร็ว เป็นต้น
การพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตความร้อน ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงจากชีวมวลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการพัฒนากำลังคนที่มีความรู้เฉพาะทางที่เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่สนใจอาจขอข้อมูลหรือคำปรึกษาจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) เป็นต้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-