 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33147" type="text/javascript"></script> |
|
ธรรมะที่ควรรู้จักเพื่อทำงานให้สนุก
ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลายอาตมารู้สึกอนุโมทนายินดีในการมาของท่านทั้งหลายมาสู่สถานที่นี้ในลักษณะที่แสวงหาความรู้ทางธรรมะเพื่อประกอบกิจกรรมและหน้าที่การงานมีชีวิตให้มีความก้าวหน้า
post ครั้งแรก: Fri 12 October 2007, 4:25 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 11 December 2007, 6:21 pm
|
หน้าที่ 1 - คนจิตทราม
เรามาพูดกันถึงตอนหัวรุ่งที่มีความหมายบางอย่างที่อาตมาคือว่าเป็นเวลาที่ค่อนข้างจะมีเรี่ยวแรงและอีกอย่างหนึ่งโดยธรรมชาติเวลาหัวรุ่งอย่างนี้ก็เป็นเวลาที่น้ำชาในถ้วยของท่านทั้งหลายก็ลดลงมากน้ำชาไม่ค่อยจะล้นถ้วยก็คือพร้อมที่จะฟังพร้อมที่จะคิดนี้มันก็เป็นธรรมชาติพอที่จะกล่าวได้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้เวลาหัวรุ่งคือพูดได้ว่ามันเป็นเวลาที่พร้อมกว่าเวลาอื่นนั่นเองเป็นจุดตั้งต้นของวันใหม่ระบบประสาทอะไรต่างๆก็ยังใหม่ยังพร้อมที่จะรับฟัง
ดังนั้นจึงเห็นว่าเวลาหัวรุ่งนี้เป็นเวลาที่ควรจะรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์หัวข้อเรื่องที่จะบรรยายในวันนี้ก็มีว่าทำงานให้สนุกเป็นสุขตลอดเวลาที่ทำงานเขาจะยกให้เป็นหนึ่งคำพูดประจำสำหรับอาตมาไปแล้วแต่ว่าวันนี้เราก็จะใช้ธรรมมะที่ควรรู้จักธรรมะที่ควรรู้จักเพื่อทำงานให้สนุกและมันเป็นสุขได้ตลอดเวลาที่ทำงานที่จะเป็นได้อย่างนั้นก็คือว่า เรามีธรรมะอะไรบางอย่างช่วยให้ทำได้ขอให้สนใจฟังว่าธรรมะมันคืออะไรทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อเวลาทำงาน คนจิตทรามมันก็คิดไปทำนองสาระพาเฮโรสวนเสเฮฮาบางคนก็ว่าไปเป็นโสเภณีไปเป็นเกเป็นอะไรอย่างนั้นไปอีก
มันจึงจะทำงานสนุกนั่นมันเป็นความคิดของคนจิตทรามจิตทรามมากๆอย่าไปสนใจดีกว่าทำงานให้สนุกมันสนุกด้วยธรรมะธรรมะเป็นเหตุให้สนุกแล้วก็คิดอย่างที่ว่ามีธรรมะนั่นเองใจความส่วนใหญ่มันก็อยู่ตรงธรรมะนั่นคืออะไร จะมาใช้เพื่องานให้สนุกได้อย่างไรหรือบางที่จะยิ่งไปกว่านั้นก็คือมันเป็นความสนุกอยู่ในตัวธรรมะแล้วเราไม่ต้องทำอะไรมากเพียงแต่เอาตัวธรรมะมาใช้ได้ก็เพียงพอดังนั้นเรามาเสียเวลาวินิจฉัยคำพูดเพียงคำเดียวว่าธรรมะๆพอสมควร คำว่าธรรมะๆนี้จึงถูกเข้าใจผิดอยู่มากคือได้รับการต้อนรับอย่างไม่เป็นธรรมและก็ได้รับความอักกะกันอยู่มากทีเดียวคือให้ผลมากกว่าที่คนสนใจเคารพนับถือเล่าลือกันอย่างนี้ก็เพื่อจะเข้าใจได้ง่ายๆเองนั่นก็ว่าธรรมะ
ถ้าแปลเป็นไทยนั่นก็คือคำว่าหน้าที่เป็นบาลีก็ว่าธรรมะแปลว่าหน้าที่เป็นบาลีก็ว่าธรรมะที่จริงธรรมะมันมีหลายความหมายถ้าพูดให้ถูกต้องคือทุกอย่างเป็นธรรมะหมดมีความหมายกันจนทุกความหมายเฉพาะความหมายที่สำคัญที่สุดคือความหมายที่แปลว่าหน้าที่ หน้าที่ธรรมะคือตัวธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่ยกเว้นอะไรนั้นเรียกว่าธรรมะ ไอ้กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาติก็เรียกว่าธรรมะทำหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องกระทำให้ถูกต้องตารมกฎนั่นก็เรียกว่าธรรมะเหมือนกันผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ ดี ชั่ว ผิด ถูก สุข ทุกข์ อะไรก็ตามเรียกว่าธรรมะอยู่นั่นแหละนั่นคือความหมายที่กว้างขวางรวบรวมไว้หมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยกเว้นอะไรจนกล่าวได้ว่าถ้าใครจะตั้งคำถามขึ้นมาว่าอย่างไรก็ตามสามารถจะตอบด้วยคำตอบเดียวกันว่าธรรมะทุกคำถามเลยไม่เชื่อนั่งอยู่ใกล้ก็ลองตั้งคำถามดูมันจะผิดหรือจะถูกจะได้ผลหรือไม่ได้ผลมันเนื่อง
อยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี่เป็นคำประหลาดแต่ก็มีความหมายถึงทุกสิ่งทั้งหมดแต่ต้องมีสิ่งที่สำคัญที่สุดควรจะสนใจที่สุดควรจะเคารพบูชาที่สุดก็คือความหมายที่ 3 ความหมายที่แปลว่าหน้าที่ หน้าที่ ความหมายที่ 1 ตัวธรรมชาติ ความหมายที่ 2 กฎของธรรมชาติ ความหมายที่ 3 หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ความหมายที่ 4 ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่มันมีความหมายรวมหมดอย่างนี้และสำคัญที่สุดอยู่ที่ความหมายที่ 3 มนุษย์จะรู้จักสิ่งนี้โดยสัญชาติญาณก็ได้คือไม่ได้ศึกษาอะไร
แล้วอย่างนี้จะตามธรรมชาติต้องรู้จักและทำหน้าที่มิฉะนั้นมันตายถ้ามันไม่ทำหน้าที่ถึงจะเป็นคนป่าสมัยโบราณดึกดำบรรณเขาก็รู้จักสิ่งนี้แล้วมนุษย์คนแรกที่รู้จักถึงขนาดเขาจึงเรียกมันว่าธรรมะซึ่งแปลว่าหน้าที่ หน้าที่ มาได้แปลว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาอะไรกันที่เขาเข้าใจกันเดี๋ยวนี้ในโรงเรียนจะสอนเด็กว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพุทธเจ้าคำพูดนี้มันผิดเหลือประมาณก็ในอินเดียนั้นจะเป็นคำสอนของพระศาสดาไหน ลัทธิไหน คำสอนมันเรียกว่าธรรมะไว้ในบทเลยธรรมะของพระสรณะโคดมคือของพระพุทธเจ้าองค์นี้ธรรมะของคันตะบุตร อีกมากมายล้วน
แต่เป็นคู่แข่งคำสอนคำแนะนำของพวกนั้นก็เรียกว่าธรรมะหมดเพราะว่าเขาสอนเรื่องหน้าที่ หน้าที่เหมือนกันหมดคนสมัยดั้งเดิมเจริญขึ้นมาจนมีคำพูดคำจาเป็นศัพท์เป็นแสงขึ้นมาจึงรู้จักใช้คำว่าธรรมะ ธรรมะหมายถึงหน้าที่ หน้าที่เขาไม่เพียงจะมองเห็นหรือได้ยินได้ฟังจากผู้อื่นไม่ใช่เรียนในโรงเรียนแต่ก็รู้จักในจิตสำนึกว่าของเขาอันนี้ อันนี้ไม่ทำก็คือตายมีสิ่งสิ่งหนึ่งถ้าไม่ทำก็คือความตายก็เลยพูดคำนี้ขึ้นมาว่าธรรมะอย่างที่เป็นภาษาอินเดียโบราณถ้าเป็นภาษาอินเดียแขนงหนึ่งก็ใช้คำออกเสียงอย่างอื่นแต่มีความหมายเหมือนกันคือ ธรรมะ ๆ ตามตัวหนังสือหรือคำพูดคำนี้ใจความว่ามีความหมายว่ายกขึ้นได้ชูขึ้นไว้ รักษาเอาไว้ก็ต้องว่ามีพละเป็นรากของศัพท์ว่าทรงไว้แล้ว
ถ้าไปอยู่ข้างร่างก็ทรงไว้นั่นคือความหมายของคำว่าธรรมะแม้ว่าจะมาเป็นภาษาไทยแปลว่าหน้าที่ก็มีความหมายอย่างเดียวกันหน้าที่นั้นมันคือสิ่งที่ทรงมีหน้าที่เอาไว้ทรงไว้ทรงใครก็ทรงผู้ที่มีธรรมะมีหน้าที่ก็ทรงผู้มีหน้าที่ทรงผู้มีหน้าที่ไว้ไม่ให้พลัดตกลงไปสู่ความวินาศแม้จะเป็นเรื่องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอันนี้ก็ทรงไว้ในแง่ของชีวิตของการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแต่ความหมายมันมากกว่านั้นคือทรงไว้ด้านจิตใจที่สูงขึ้นไปทรงไว้ไม่ให้จิตใจพลัดลงต่ำไปสู่ความทุกข์ ชีวิตไว้ทั้งหมดเองสิ่งที่ทรงชีวิตไว้ทั้งหมดเรียกว่าธรรมะ ธรรมะก็ต้องแปลว่าไอ้สิ่งซึ่งทรงไว้ผู้มี สิ่งใดทรงไว้ซึ่งผู้มีสิ่งนั้นเรียกว่าธรรมะแค่นี้ก็มีธรรมะ ผู้ใดมีธรรมะธรรมะก็ทรงผู้นั้นไว้ ผู้ใดมีหน้าที่หน้าที่ก็ทรงผู้นั้นไว้สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งผู้มี จะมีธรรมะ หรือมีหน้าที่นั้นถ้าเรารอดตายหรือรอดทุกข์ได้นั้นก็คือเหตุธรรมะนี่ทรงไว้คือจึงจำเป็นชีวิต
ถ้าไม่มีสิ่งที่ทรงไว้มันก็ตายแล้วก็ไปสู่ความวินาศพังสลายสิ่งไหนทรงไว้ไม่พลัดไปสู่ความวินาศสิ่งนั้นคือธรรมะในภาษาบาลีเรียกเป็นภาษาไทยก็ว่าหน้าที่เรียกเป็นภาษาบาลีก็ว่าธรรมะ ธรรมะ คำแปลตามตัวหนังสือหรือคำพูดแต่เอาตามความหมายหรือคุณค่ายิ่งๆขึ้นไปมันก็ต้องพูดได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตขาดไม่ได้หรือจะพูดว่าเป็นสิ่งที่คู่กันกับชีวิตก็ได้เหมือนกันแต่ถ้าเห็นลึกซึ้งไปอีกจะเห็นได้ว่าตัวชีวิตนั่นเองตัวธรรมะหรือตัวหน้าที่มันเป็นตัวชีวิตชนิดหนึ่ง
ถ้าขาดสิ่งนี้มันก็คือไม่มีชีวิตแล้วจะเอาความหมายเท่าไรลึกซักเท่าไรก็เป็นคู่ชีวิตหรือว่าเป็นตัวชีวิตซะเองก็ได้แล้วแต่จะพอใจแต่ต้องรู้ความจริงหรือความสำคัญสักอย่างหนึ่งไว้ก็คือมันแยกกันไม่ได้ธรรมะกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันแยกกันไม่ได้ถ้าแยกกันมันก็คือความตายเรารู้จักธรรมะไว้ในลักษณะเช่นนี้เป็นรากฐานซึ่งก็จะช่วยได้มากในการใช้ต่อไปว่าธรรมะจำเป็นอย่างไรคนที่ไม่รู้จักธรรมะมันจะทำอะไรไปอย่างหลับหูหลับตาเท่าไร คือไม่ต้องรู้ว่าคืออะไร จากอะไร เพื่ออะไรโดยวิธีไหนมันไม่รู้ทังนั้นถ้ามันรู้ธรรมะถูกต้องมันจะรู้ชีวิตโดยถูกต้องว่าเพื่ออะไร โดยประโยชน์อะไร
โดยมาจากวิธีไหนอันนี้เป็นต้นทั้งหมดนั้นมันรวมอยู่ที่คำว่าธรรมะ ธรรมะเพียงคำเดียวเดี๋ยวนี้เราจะรู้จักธรรมะที่สูงขึ้นไปในความหมายที่ว่าธรรมะเป็นเครื่องแสดงความเป็นมนุษย์ๆไม่ใช่จะเป็นว่าไม่ตายในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมันสูงขึ้นไปกว่านั้นว่าเพื่อความเป็นมนุษย์เพื่อแสดงความเป็นมนุษย์ที่น่าพอใจความเป็นมนุษย์จะมากหรือจะน้อยมันก็อยู่ที่ความมีธรรมะเราจะมีความเป็นมนุษย์จะมากหรือน้อยมันก็อยู่ที่ว่าความมีธรรมะจะมากหรือน้อยนั่นแหละนี่เขาจะดูว่ามันเป็นเครื่องแสดงความสามารถของมนุษย์หรือความสามารถของมนุษย์นั่นแหละคือตัวธรรมะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนๆมีความสามารถในความเป็นมนุษย์เท่าไรก็อยู่ที่ความมีธรรมะมากหรือน้อยเท่านั้นทีนี้ในทางศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาก็ยังมองลึกไปกว่านั้นอีกว่าธรรมะ ธรรมะนี่เป็นเครื่องชำระความเป็นมนุษย์นี่ของเราให้สะอาดท่านทั้งหลายคงพอจะเข้าใจเครื่องชำระความสะอาดเช่นสบู่เราเอามาใช้เพื่อชำระสิ่งสกปรกชำระล้างออกไปจากตัวเป็นเครื่องชำระความสะอาดในฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายร่างกาย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม