 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33156" type="text/javascript"></script> |
|
ธรรมมะช่วยสร้างความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง
อาตมาขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้คือมาแสวงหาความรู้ทางธรรมมะเพื่อไปใช้ประกอบที่การงานของตนๆให้มีผลดียิ่งๆขึ้นไป
post ครั้งแรก: Fri 12 October 2007, 6:41 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 17 October 2007, 2:15 pm
|
หน้าที่ 1 - พ่อค้าประชาชน
สิ่งที่เรียกว่าธรรมมะนั้นจะอำนวยให้สำเร็จประโยชน์อย่างนั้นที่ซึ่งมีความเจริญงอกงามในหน้าที่การงานซึ่งเรียกว่าธรรมโดยใจความสำคัญคือ สร้างความถูกต้อง ที่นั้นที่นี้ก็หมายถึงสร้างความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเมื่อมีธรรมมะก็มีความที่จะเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องจึงต้องอาศัยในซึ่งที่เรียกว้าธรรมมะเราจะต้องมีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเป็นแกนกลางเราจึงจะไปทำหน้าที่โดยเฉพาะออกไปจะเป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นข้าราชการ เป็นนักการเมือง
แม้จะเป็นพ่อค้าประชาชนจะเป็นคนประเภทไหนก็ขอให้เป็นแกนกลางเป็นความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเท่านี้เท่านั้นก็จะช่วยได้ให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องแล้วก็เป็นแกนกลางสำหรับจะเป็นที่ตั้งจะเป็นอะไรๆต่อไปที่มีความถูกต้องที่ถูกต้องข้อนี้มีความหมายเฉพาะในทางศาสนาว่าเป็นประโยชน์ในส่วนเดียวไม่มีโทษเราจะเอาความหมายของคำๆนี้ตามทางศาสนาถูกต้องตามหลักศาสนาคือมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษนี่จะไปเอาความถูกต้องทางหลักวิชาสากลมันยุ่งถูกต้องทางลักสิก็อย่างต้องทางจุนซิฟีย์ก็อย่างจึงไม่รู้จะถูกต้องอย่างไร ยุ่งยิ่งหยุงหยิงจนไม่ลงรอยนี่ขอให้มีความถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาคือว่ามีประโยชน์ไม่มีโทษนี่เรียกว่าความถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา
ชีวิตที่ถูกต้องมีความสงบเย็นและก็เป็นประโยชน์สองคำเท่านั้นล่ะชีวิตนี้ก็ยังมีความสงบเย็นอยู่มีความสงบสุขวิธีนี้ก็เป็นประโยชน์แก่ทุกคนทุกฝ่ายอย่างนี้เรียกว่าในความถูกต้องท่านทั้งหลายเป็นข้าราชการเป็นตำรวจทีนี้ก็ความหมายมากคำว่าข้าราชการตำรวจ ทหารมันก็มีค่าเป็นข้าราชการแล้วก็แปลว่าผู้ที่ทำงานของพระราชาข้าราชการที่จัดไว้ในวรรณะกษัตริย์แต่โบราณกาลสมัยโบราณ วรรณะมี4วรรณะ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ สูตร ข้าราชการถูกรวมไว้ในวรรณะกษัตริย์เป็นเกียรติยศอันสูงสุดของให้เรามีความเป็นวรรณะหรือในวรรณะที่อันสูงสุดโสมตามข้อเท็จจริง
อันนี้เรามีมนุษย์สัจธรรมความถูกต้องเป็นมนุษย์แล้วเราจะเป็นอะไรได้ทุกอย่างตามที่ควรจะเป็นแล้วก็เป็นได้อย่างดีธรรมมะจะช่วยได้อย่างนี้เราก็จะเป็นข้าราชการที่ดีเป็นตำรวจที่ดีแล้วแต่ว่าเราจะเป็นอะไรความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานมีอีกอย่างหนึ่งความเป็นตำรวจมีอุดมคติอย่างเดียวกับอุดมคติของพระโพธิ์สัตย์ ผู้เสียสละผู้เป็นประโยชน์ของผู้อื่นอย่างนี้เรียกว่าโพธิ์สัตย์เสียสละให้ได้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นนี่คืออุดมคติของพระโพธิ์สัตย์ที่จะช่วยให้มีแต่ความสงบสุขมีอุดมคติของพระโพธิ์สัตย์นั้นนั้นก็มีหลักใหญ่ๆที่ว่ามีสุทธิความบริสุทธิ์ มีปัญญา ความรอบรู้ มีเมฆตา มีความรักความกรุณา และก็มีขันติ อดกลั้น อดทน จริงๆไม่ใช่ของง่ายที่จะใช้โพธิ์มีธรรมมะที่สูงๆอยู่อย่างนี้มีสุทธิคือความมีบริสุทธิ์ไม่มีมลทินไม่มีความด่างคล้อยเราจะเล็งถึงธรรมมะทั่วไปธรรมมะพื้นฐาน4ประการมี สัจจะความจริงใจ จริงจังในหน้าที่คือว่าจริงใจในความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องก็ต้องการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเป็นแกนกลางแล้วก็มีสัจจะความจริงใจต่อความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องอุดมคติความเป็นมนุษย์เป็นอย่างไรต้องจริงใจกับอุดมคตินั้นนี่เรียกว่ามีสัจจะ ผู้มีทะมะบังคับบังคับให้มันเป็นอย่างนั้นสัจจะมีอยู่อย่างไรก็มีไว้บังคับบังคับให้ได้บังคับให้เป็นอย่างนั้นคือบังคับอย่างมีฝีหมายลายมือในบาลีเขาเปรียบเป็นช้างที่ตกมันขวานช้างที่สามารถบังคับช้างที่ตกมันจนได้นี่เรียกบังคับยังดีที่สุด
มีการบังคับแล้วก็ต้องมีขันติมีความอดกั้นอดทนเพราะว่าก็ในการบังคับนั้นมีความยุ่งยากลำบากเจ็บปวดเป็นธรรมดาเมื่อเรามีความอดกั้นอดทนดูแล้วสุดท้ายก็ต้องจาคะคือสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่สิ่งใดเป็นเหตุให้เหลวไหลบกพร่องในหน้าที่ของตนจะเป็นกิเลสหรือเป็นอะไรก็ตามสิ่งเหล่านี้จะต้องสละออกไปเมื่อได้อย่างนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่าสุทธิบริสุทธิ์สะอาดหมดจดโดยหัวข้อมีความสะอาดจริงใจมีอุดมคติที่จะทำนั้นก็บังคับให้ทำก็อดทนอดกั้นให้ทำสละสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางออกไปเสียอย่างนี้ก็เรียกว่าสุทธิบริสุทธิ์ในหน้าที่การงานขัดกันก็เรียกว่าปัญญาเรียกว่ารู้สิ่งที่ควรจะรู้ไม่ต้องรู้ทั้งหมด
นี่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสรู้สิ่งที่จะดับทุกได้นอกนั้นก็ไม่ต้องรู้ปัญญารู้สิ่งที่ควรรู้เพื่อขจัดปัญหาที่ท่านทั้งหลายอย่าได้บกพร่องในหน้าที่ในความรู้ที่ตัวเองจะนำมาใช้ในหน้าที่ในความรู้นั้นสมบูรณ์ความรู้ที่สมบูรณ์นี่มันมีทั้งตัวความรู้หลักตัวความรู้ประกอบและอุปกรณ์นาๆอย่างที่มันจะช่วยให้ความรู้ที่ถูกต้องดำเนินไปด้วยที่คอยจะยกธรรมมะที่สำคัญบทหนึ่งมาพูดกันเรียกว่าสัพปุริสะธรรม ธรรมมะสำหรับผู้เป็นสัตบุรุษคือผู้มีปัญญารอบรู้ในธรรมที่ควรรู้ด้วยหัวข้อมันก็มีง่ายๆว่ารู้เหตุรู้ผลรู้ตนตนเองและรู้ประมาณรู้เวลา
รู้จักหมู่คณะและรู้จักบุคคลแต่ละคนทีนี้มันฉลาดรอบรู้ในเหตุที่เป็นเหตุถ้าไม่รู้จักเหตุอย่างถูกต้องก็ไม่อาจจะสร้างคนดีอะไรขึ้นมาและจะรู้จักสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความเจริญแห่งความรอดแห่งความก้าวหน้าทุกชนิดเราต้องมีปัญญารู้ที่เป็นเหตุและข้อ 2 ก็รู้ผลว่าผลอะไรมันจะเกิดขึ้นจากเหตุอันนั้นเมื่อเรารู้เหตุเราก็สามารถจะสร้างผลขึ้นมาได้แม้ว่าผลมันเกิดขึ้นแล้วเราก็รู้ต้นเหตุว่าเกิดจากอะไรความผิดพลาดอันนี้เกิดจากอะไรความถูกต้องอันนี้เกิดจากอะไร1 รู้เหตุ 2ก็รู้ผล 3ก็รอบรู้ตัวเองรู้จักตัวเองว่าเราเป็นอย่างไรสามารถทำอย่างไรมีกิเลสอย่างไรมีความดีความชั่วอย่างไรรู้ตัวเองหมดสามารถบังคับตัวเองให้ได้ทีนี้ก็จะรู้จักตนเองทีนี้ต่อไปก็รู้จักความพอดีเรียกว่าประมาณประมาณแปลว่าความพอดีพอเหมาะพอสมไม่เกินไม่หย่อนไม่ยานไม่เคร่งไม่เครียดคำว่าเคร่งๆนี้ในภาษาธรรมมะหมายถึงความพอดีเคร่ง
เพื่ออวดคนไม่ใช่ความพอดีเคร่งจนเครียดแล้วก็บ้าเลยมีความพอดีมีความถูกต้องไม่ขาดไม่เกินไม่หย่อน ไม่ตึงไม่เอียงสุดโด่งในฝ่ายใดนี่เรียกว่าประมาณพอดีทีนี้ต้องรู้จักเวลาว่าเวลานี้ควรทำอะไรควรจะทำอะไรเวลาไหน ให้รุจัก เวลาสำหรับประกอบการงานในการที่จะต่อสู้ข้าศึกศัตรูก็ดีในการที่จะกอบการงานของตนก็ดีต้องฉลาดแตกฉานในเรื่องของเวลาๆทำผิดเวลานิดเดียวก็ละลายก็ผิดเวลานิดเดียวนี่ต้องฉลาดในเวลาต่อไป
ก็รู้เรื่องบริษัทหรือสังคมให้สังคมมันใหญ่โตก็ได้ว่าไอ้บริษัทนี้สังคมนี้เราจะต้องเกี่ยวข้องกับเขาอย่างใดในฐานะที่มันเป็นสังคมใหญ่มันมีอำนาจมากเราต้องรู้จักมันให้ดีจึงจะเอาชนะน้ำใจเขาได้ข้อสุดท้ายรู้จักบุคคลปุจถุชนคน คนๆนี้คนเดียวก็ต้องรู้จักเขาให้เยอะที่สุดเพราะว่าเราจะชนะน้ำใจเขาได้อย่างไรจะดึงเขาไปได้อย่างไรหรือว่าแม้แต่จะช่วยเหลือเขาได้อย่างไรปุจถุชน
เราก็รู้จักบุคคลนั้นให้ถูกต้องพอดีนี่ปัญญา ปัญญา 1. รู้จักเหตุ 2. รู้จักผล 3. รู้จักตนเนี่ยคือตัวเอง 4.รู้จักประมาณที่พอดี 5.รู้จักเวลาที่เหมาะสม 6.รู้จักคณะหรือสังคมความที่มันเป็นอย่างไร 7.ก็รู้จักบุคคลแต่ละคนๆว่าเป็นอย่างไรขอศึกษาให้แตกฉานให้คล่องแคลาวในความรู้หลายอย่างนี้เราจะสามารถปฏิบัติการงานที่ยากเย็นได้โดยสะดวกเหมือนๆว่าเล่นกันการงาน จะอยู่ ในอำนาจเราถ้าเราเป็นผู้รอบรู้แตกฉานมีสิ่งที่ควรจะเล่ารู้แตกฉานแล้วที่เรียกว่าปัญญาข้อที่ไม่มีสะอาดหมดจด
ที่กล่าวไว้ข้อที่ 2 มีปัญญาครบถ้วนนี้ข้อที่ 3 มีเมตตาเมตตานี้แปลว่าความเป็นมิตร แปลว่ารัก ผู้อื่นอยู่ในลักษณะที่เป็นมิตรทั้งหมดเป็นมิตรมาช่วยกันทำความดีไม่ใช่ชวนพวกไปทำความชั่วอย่างนั้นไม่ได้เรียกว่ามิตรมาช่วยกันทำความดีให้สำเร็จประโยชน์กระทั่งว่าเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายนั้นเรามีมิตรที่แท้จริง เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายนั้นเราก็ทำอะไรไม่มากแต่ทางธรรมมะทางศาสนานี่สอนให้มีความเป็นมิตรสากลไม่ยกเว้นอะไรเป็นมิตรกับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดและทุกระดับเป็นมิตรแก่มนุษย์เป็นมิตรแก่สัตว์เดรัชฉานทั่วไป
แม้แต่สิ่งมีชีวิตในระดับต้นไม้ต้นไร่นั้นก็มีรู้จักตายและตัวตายบรรดาสิ่งที่มีความรู้สึกคือตัวตายแล้วอะไรมันก็เป็นมิตรกันเสียจะได้สบาย จะได้เยือกเย็น จะได้อยู่กันอย่างมิตรมีคำประหลาดคำหนึ่งในเรื่องเมตตาว่าอุเบกขามันจะแปลกันว่าเฉยเมื่อช่วยอะไรไม่ได้ก็เฉยอุเบกขาของมิตรไม่ใช่อย่างนั้นที่คอยจ้องดูว่าเมื่อไหล่ช่วยได้เมื่อไหล่ช่วยจึงดีเมื่อเดี๋ยวนี้ช่วยไม่ได้ก็คอยจ้องว่าเมื่อไหล่ช่วยจึงดีก็จะช่วยนั่นเรียกว่าอุเบกขาไม่ใช่เฉยทำไม่รู้ไม่ชี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม