ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog รวมลิงค์ : วิชาการ.คอม
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)lเว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)|เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด2549,2550,2551 (TrueHits)
เทคโนโลยีเครือข่ายในองค์กรและการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์
ณัฐนันท์ ภิญญศิริ (34,214 views) first post: Sat 13 October 2007 last update: Sat 27 October 2007
องค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างกว้างขวางและเป็นจำนวนมาก มองในภาพรวมจะพบว่าการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดขององค์กรเข้าเป็นระบบเครือข่ายเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า

หน้าที่ 1 - บทบาทของเทคโนโลยีเครือข่ายกับองค์กร
สถานศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวเองให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ แม้กระทั้งระบบการจัดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ การสืบค้นเอกสาร หรือการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ที่ผ่านการประมวลผลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจเป็นการจัดอันดับคุณภาพของตนเองให้ได้มาตรฐานตามที่ สมศ.กำหนด ตามนโยบายต้นสังกัด หรือตามวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา ซึ่งถือเป็นการประกันคุณภาพการศึกษา และสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง สถานประกอบการ และชุมชน

การใช้คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเป็นไปอย่างกว้างขวาง ในวงการศึกษาคอมพิวเตอร์มิใช่เพียงแต่สิ่งอำนวยความสะดวกในสำนักงานเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นสื่อหรือเป็นเครื่องมือสร้างสื่อได้อย่างสวยงามเหมือนจริง และรวดเร็วมากกว่าก่อน นักเทคโนโลยีการศึกษาจึงศึกษาวิจัยบทบาทของนวัตกรรมทางด้านการผลิตและการใช้สื่อใหม่ ๆ ตามศักยภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่น คอมพิวเตอร์กราฟิก ระบบมัลติมีเดีย วิดีโอออนดีมานด์ (Video-on-Demand) การประชุมทางไกล (Teleconference) อี-เลินนิ่ง (e-Learning) อี-เอ็ดดูเคชั่น (e-Education) เป็นต้น


การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว การเรียนการสอนจึงต้องตอบสนองการเรียนการสอนแบบใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เร็วและเรียนรู้ได้มากในเวลาจำกัดนักเทคโนโลยีการศึกษาจึงต้องค้นหานวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อจุดประสงค์นี้ การเรียนรู้ของผู้เรียนมีแนวโน้มในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ตามแนวปรัชญาสมัยใหม่ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นวัตกรรมการศึกษาสามารถช่วยตอบสนองการเรียนรู้ตามอัตภาพ ตามความสามารถของแต่ละคน เช่นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน Computer Assisted Instruction หรือ CAI การเรียนแบบศูนย์การเรียน เป็นต้น

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่ส่วนผลักดันให้มีการใช้นวัตกรรมการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดการสื่อสารไร้พรมแดน นักเทคโนโลยีการศึกษาจึงคิดค้นหาวิธีการใหม่ ๆ ในการประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ ที่เรียกว่า "Web-based learning" ทำให้สามารถเรียนรู้ในทุกที่ทุกเวลาสำหรับทุกคน (Any where, Any time for Everyone)

สำหรับด้านการบริหารงานในสถานศึกษานั้นผู้บริหารเองก็มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเช่นกัน โดยเปลี่ยนกระบวนการบริหารเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ระบบสารสนเทศที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการมีหลายระบบ เช่น ระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ (Government Fiscal Manangement Information Systems : GFMIS) ระบบการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธี E-Auction ระบบบุคลากร ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบทะเบียนนักศึกษา การประชุมทางไกล เป็นต้น ซึ่งระบบต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อรายงานผลการดำเนินงานให้กับหน่วยงานต้นสังกัดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

หน้าที่ 2 - คุณลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์สำหรับระบบเครือข่าย
Hardware

1. Server ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในระบบเครือข่ายทั้งระบบ หน้าที่ควบคุม การสื่อสารข้อมูล ควบคุมการใช้งานทรัพยากรต่างๆ ของระบบเครือข่าย ถือว่าเป็นเครื่องที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผล ดังนั้น เซิร์ฟเวอร์มักจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดของระบบเครือขายนั้น มีหน้าที่บริการจัดเก็บข้อมูลเรียกไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File Server) ให้บริการ และควบคุมเครื่องพิมพ์เรียกว่า (Print Server) และให้บริการควบคุมอุปกรณ์สื่อสารเรียกว่า (Communicator Server)

คุณลักษณะเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องServer

1.1. หน่วยประมวลผล (processor) ไม่น้อยกว่า Intel Xeon 3.0 GHz 2 หน่วย ทำงานที่ Front Side Bus ไม่ต่ำกว่า 800 MHz ต้องเป็นชนิดติดตั้ง ภายใน Rack ขนาด 19 นิ้ว ไม่เกิน 2 U
1.2. มี Cache Level 2 มีขนาดไม่น้อยกว่า 2 MB. ต่อหนึ่งหน่วยประมวลผล (Processor)
1.3. มีหน่วยความจำแบบ ECC DDR SDRAM ไม่น้อยกว่า 4 GB
1.4. HAID Disk จะต้องเป็นแบบ Hot Plug ความจุไม่น้อยกว่า 73.4 GB. จำนวนไม่น้อยหว่า 3 หน่วย
1.5. ต้องมี DVD – ROM Drive
1.6. RAID Controller หรือ อุปกรณ์ในการจัดการ RAID เป็น Card แบบ PCI หรือ มาพร้อมกับเครื่อง และ สามารถรองรับการทำงานแบบ RAID 1,5,1+0 ได้
1.7. หน่วยจ่ายไฟฟ้า หรือ Power Supply ขนาดอย่างไม่น้อยกว่า 750 W เป็นแบบ Redundant Power Supply จำนวน 2 ชุด
1.8. มี Network เป็นแบบ 10/100/1000 มาให้พร้อมกับเครื่องอย่างน้อย 2 port
1.9. การ์ดแสดงผลจะต้องมีหน่วยความจำไม่น้อยกว่า 16 MB
1.10. ต้องมีระบบปฏิบัติการ windors 2003 server Standare Edition ที่มีสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 1 Iicense
1.11. มีจอภาพ (Monitor) ขนาด 17 นิ้ว แบบ LCD และต้องมีเครื่องหมายทางการค้าเดียวกับตัวเครื่อง
แม่ข่าย
1.12. Monitor, Keyboard และ Mouse มีเครื่องขายการค้ากันกับเครื่องแม่ข่ายที่เสนอ
1.13. เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายรุ่นที่เสนอต้องผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน FCC,UL

2. เครื่องClientคอมพิวเตอร์
2.1. มีหน่วยประมวลผลกลางไม่น้อยกว่า Intel Core 2 Duo1.8 GHz E6300D FSB 1066 MHz หรือดีกว่า
2.2. หน่วยความจำหลัก (Main Memory) ต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 1 GB.
2.3. การ์ดแสดงผล จะต้องมีหน่วยความจำไม่น้อยกว่า 256 MB
2.4. มี Floppy Disk Drive ขนาด 3.5 นิ้ว ความจุ 1.44 MB จำนวน 1 หน่วย
2.5. มี DVD – RW Drive
2.6. มี Hard Disk Drive ความจุ 160 GB Serial ATA และมีความเร็วรอบไม่ต่ำกว่า 2.700 รอบ
2.7. จอภาพมีคุณสมบัติเป็นจอภาพชนิด LCD ขนาดไม่น้อยกว่า 1280 X 1024 จุด
2.8. มี Optical Mouse แบบ USB ที่มียี่ห้อเดียวกันกับตัวเครื่อง
2.9. มี Keyboard แบบ USB หรือดีกว่า ที่มียี่ห้อเดียวกันกับตัวเครื่อง
2.10. มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย (Network Controller) ซึ่งสนับสนุนความเร็ว 10/100/1000 Mbps โดยมี Interface เป็นแบบ RJ – 45
2.11. ต้องมีระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows XP Professional หรือดีกว่า ซึ่งการส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องส่งมอบเอกสารแสดงสิทธิ์ในการใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับ Recovery CD และ Software Driver CD-ROM ที่เป็นไปตามมาตรฐานของผู้ผลิต
2.12. เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายรุ่นที่เสนอต้องผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน FCC,UL
2.13. ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ จอภาพ แป้นพิมพ์ และเมาส์ ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้าเดียวกัน

3. Router
เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มาก โดยเราท์เตอร์จะมีเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง แต่ละเครือข่ายเก็บไว้เป็นตารางเส้นทาง เรียกว่า Routing Table ทำให้เราท์เตอร์สามารถทำ หน้าให้เราท์เตอร์สามารถทำหน้าที่จัดหาเส้นทางและเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง เพื่อการติดต่อระหว่างเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. Cable Media Coaxial Cable หรือสาย Coaxสายโคแอกเซียลมีอัตราความเร็วในการส่งข้อมุลสูงถึง 50 - 70 เมกะบิตต่อวินาที สามารถส่งข้อมูลได้ระยะที่ไกลกว่า
Software
1.ระบบปฏิบัติการของระบบLAN นอกจากจะทำหน้าที่โปรแกรมระบบปฏิบัติการของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของระบบแล้วยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบเครือข่ายอีกด้วย ระบบปฏิบัติการที่สถานศึกษาใช้ในปัจจุบันเป็นWindows ของบริษัท Microsoft
2.แอบพลิเคชันของเครือข่าย คือ โปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ที่สถานศึกษามีความจำเป็นต้องใช้งานประจำหรือเป็นโปรแกรมประยุกต์ใช้งานที่ต้องการแชร์ข้อมูลกับหน่วยข้อมูลกับหน่วยต่างๆ ภายในองค์กรเป็นชุด Office เช่น MS-Word, MS-Excel และ MS-Access เป็นต้น

Topology
โทโพโลยี หมายถึง รูปแบบการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ให้เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงโทโพโลยีที่สถานศึกษาใช้ในปัจจุบันนั่นก็คือโทโพโลยีแบบดาว (Star topology) มีรูปแบบเชื่อมโยงโดยนำหลายๆ งานมาเชื่อมโยงกับศูนย์กลางการสื่อสารโดยตรง ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์กลางหรือหน่วยประมวลผลการสื่อสาร การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีงานสามารถกระทำได้โดยติดต่อผ่านศูนย์กลางการสื่อสารข้อมูล ซึ่งจะทำหน้าที่ตัดต่อวงจรให้สถานีงานเชื่อมโยงกันได้เหมือนชุมสายโทรศัพท์

หน้าที่ 3 - การเชื่อมโยงระบบเครือข่ายภายในสถานศึกษา
เทคโนโลยีเครือข่าย LAN (Local area network)

ในด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านเครือข่าย โดยครูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แสดงบทบาทเพียงคนเดียว ในหนึ่งห้องงเรียนนักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูล หรือเรียนร่วมกันหลาย ๆ วิชา เพียงแต่มีเครื่องควบคุม ที่เรียกว่า Server ผ่านระบบเครือข่ายระยะใกล้ ที่เรียกว่า LAN (Local area network) ที่เชื่อมต่อภายในอาคาร หรือ กลุ่มอาคารที่อยู่ติดกันมีระยะทางไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ประกอบไปด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ Hub สายLAN

อีเทอร์เน็ต
• เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า บัส (Bus) ที่คอมฯทุกเครื่องต่อเชื่อมเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน
• ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอีเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (hub) ที่มีโครงสร้างเป็นจุดร่วมของสายสัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย เกิดการชนกันของข้อมูลได้การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบดาว
• ความเร็วของการรับส่งสัญญาณตั้งแต่ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที
อีเทอร์เน็ตสวิตช์
• เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในเครือข่าย โดยรูปแบบสัญญาณเป็นแบบอีเทอร์เน็ต คือรับส่งสัญญาณข้อมูลทั้งหมดในทีเดียว
• แตกต่างกับอีเทอร์เน็ตที่ใช้ฮับตรงที่ สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ละสายสัญญาณมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล
• ใช้มาตรฐานความเร็วเหมือนอีเทอร์เน็ต คือ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที

การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ต

• เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณร่วมที่เรียกว่า บัส (Bus) ที่คอมฯทุกเครื่องต่อเชื่อมเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน
• ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอีเทอร์เน็ต โดยพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า ฮับ (hub) ที่มีโครงสร้างเป็นจุดร่วมของสายสัญญาณที่จะต่อกระจายไปยังทุกสาย เกิดการชนกันของข้อมูลได้การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบดาว
• ความเร็วของการรับส่งสัญญาณตั้งแต่ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที
อีเทอร์เน็ตสวิตช์
• เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณในเครือข่าย โดยรูปแบบสัญญาณเป็นแบบอีเทอร์เน็ต คือรับส่งสัญญาณข้อมูลทั้งหมดในทีเดียว
• แตกต่างกับอีเทอร์เน็ตที่ใช้ฮับตรงที่ สวิตชิงจะเลือกการสลับสัญญาณไปยังตำแหน่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ละสายสัญญาณมีความเป็นอิสระต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล
• ใช้มาตรฐานความเร็วเหมือนอีเทอร์เน็ต คือ 10 ถึง 100 ล้านบิตต่อวินาที

เทคโนโลยีเครือข่าย WAN (Wide area network)

นอกจากสถานศึกษาจะนำระบบเครือข่ายLAN มาใช้ในด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดำเนินการนั่นก็คือในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งต้องมีการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเข้ากับหน่วยงานตันสังกัด ดังนั้นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อ LAN ที่อยู่ห่างไกลกันหลายๆ วงเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยี WAN ที่รู้จักกันดี ซึ่งเอื้ออำนวยให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันผ่านเครือข่าย WAN ได้ ปัจจุบันหน่วยงานต้นสังกัดมีเครือข่ายอินทราเน็ต และมีความต้องการที่จะเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตด้วยเหตุผลทางการบริหาร เทคโนโลยี WAN มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
• ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility)
• อุปกรณ์เครือข่าย เช่น เราท์เตอร์ สวิตซ์
• ระบบจัดการที่อยู่ (Internetwork Addressing)
• โปรโตคอลจัดเส้นทาง (Routing Protocal)

• ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility) สามารถจำแนกระบบส่งสัญญาณออกเป็น 2 ประเภท คือ ระบบส่งสัญญาณแบบวงจรสวิตซ์ (Circuit Switched Facility) และระบบส่งสัญญาณแบบแพ็กเก็ตสวิตซ์ (Packet Switched Facility)



58976


ทั้งเครือข่ายแบบ LAN และ WAN ล้วนแล้วแต่ใช้หลักการของแพ็กเก็ตสวิตชิ่ง กล่าวคือ มีการกำหนดวิธีการรับส่งข้อมูลเป็นแพ็กเก็ต โดยให้แต่ละอุปกรณ์มีแอดเดรสประจำ วิธีการรับส่งมีได้หลากหลาย เราเรียกวิธีการว่า "โปรโตคอล (Protocol)" ดังนั้นจึงมีมาตรฐานการเชื่อมโยงระยะไกลมีการกำหนดแอดเดรส เช่นในเครือข่าย X.25 ข้อมูลจากที่หนึ่งส่งเป็นแพ็กเก็ตส่งต่อไปยังปลายทางได้

ข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตจากจุดเริ่มต้น มีแอดเดรสกำกับตำแหน่งปลายทางและตำแหน่งต้นทางแอดเดรส เหล่านี้เป็นรหัสที่รับรู้ได้ อุปกรณ์สวิตช์จะเลือกทางส่งไปให้ หากมีปัญหาใดทำให้ปลายทางรับได้ไม่ถูกต้อง เช่นมีสัญญาณรบกวน ระบบจะมีการเรียกร้องให้ส่งให้ใหม่เพื่อว่าการรับส่งข้อมูลจะต้องถูกต้องเสมอ ระบบการโต้ตอบเหล่านี้จึงเป็นมาตรฐานที่กำหนดของเครือข่ายนั้น ๆ

หน้าที่ 4 - การเชื่อมโยงเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
การใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายแลนหนึ่งเครือข่ายจะมีการทำงานกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อเชื่อมโยงหลาย ๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกันก็จะเป็นเครือข่ายขององค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครือข่ายแวน ก็จะได้เครือข่ายขนาดใหญ่ ตัวอย่างการใช้งานเครือข่าย

1. การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน งานของสถานศึกษากับหน่วยงานต้นสังกัดบางอย่างมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ถ้าแต่ละฝ่ายทำการหาหรือรวบรวมข้อมูลเอง ข้อมูลอาจจะมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันก็ได้ นอกจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วยังทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคลและวัสดุอุปกรณ์ สิ้นเปลืองเวลาอีกด้วย แต่ถ้าสถานศึกษานั้นมีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดี มีศูนย์ข้อมูลให้บริการเก็บข้อมูล แล้วให้ผู้ใช้บริการในหน่วยงานนั้นดึงข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายไปใช้ ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ได้ นอกจากนั้นยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ ช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกน กล้องดิจิตอล ฯลฯ การดำเนินงานก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจากใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน
2. การติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนเครือข่าย เมื่อมีการเชื่อมโยงอุปกรณ์เข้าด้วยกันผู้ใช้ทุกคนที่อยู่บนเครือข่าย จะสามารถ ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน สามารถส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน ตลอดจนสามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันได้
3. จัดระบบสำนักงานอัตโนมัติ แนวคิดของสำนักงานสมัยใหม่ ก็คือ ลดการใช้กระดาษ หันมาใช้ระบบการทำงาน ด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ทันทีทันใด ระบบสำนักงานอัตโนมัติจึงเป็นระบบการทำงานที่ทุกหน่วยงานเปรียบเสมือน โต๊ะทำงาน ทำให้เกิดความคล่องตัว และรวดเร็ว
เมื่อเทคโนโลยีเครือข่ายได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะมีการประยุกต์ใช้งานบนเครือข่ายอย่างกว้างขวาง ทำให้เครือข่าย คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เดียวกัน เรียกว่า อินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันในหน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ก็มีการพัฒนาเครือข่ายของตนเองและประยุกต์ใช้กับงานเฉพาะในองค์กร เรียกว่า อินทราเน็ต ดังนั้น อินเทอร์เน็ตจึงแตกต่างจากอินทราเน็ตตรงที่ขอบเขตของการเชื่อมโยง ส่วนมาตรฐานและวิธีการเชื่อมโยงยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกัน

อินเทอร์เน็ต
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาให้เป็นมาตรฐาน โดยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลมีชื่อว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP) เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นเครือข่ายของเครือข่าย หมายความว่าในองค์กรได้สร้างเครือข่ายภายในตนเองขึ้นมา และนำมาเชื่อมต่อสู่เครือข่าย สากลอินเทอร์เน็ตนี้ โดยมีการกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ด้วยรหัสหมายเลขที่เรียกว่า แอดเดรส ซึ่งอินเทอร์เน็ต กำหนดรหัสแอดเดรสเรียกว่า ไอพีแอดเดรส และถือเป็นรหัสสากลที่ไม่ซ้ำกันเลย เมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก ทำให้โลกไร้พรมแดน ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ สามารถสื่อถึงได้อย่าง รวดเร็ว ตัวอย่างการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตของสถานศึกษาที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่แพร่หลายและใช้กันมากเท่านั้น


เทคโนโลยีในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน ADSL เพราะเทคโนโลยี ADSL มีจุดเด่นตรงที่เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ความเร็วสูงบนสายโทรศัพท์ธรรมดาพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ผู้ใช้งานไม่ต้องเดินสายโทรศัพท์ใหม่ เพียงแต่ใช้อุปกรณ์ ADSL ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปเท่านั้น ก็จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้พร้อม ๆ กับการใช้งานโทรศัพท์

อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากับ ADSL ดังนี้

RJ-45 Ethernet Network
คอนเน็คเตอร์แบบ RJ45 หรีอเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหัวต่อ LAN ประกอบด้วยสายสัญญาณ 8 เส้น และมีขนาดของหัวใหญ่กว่า RJ11 ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับเครือข่าย Local Area Networks (LANs) สายเคเบิลแลนอาจมีทั้งแบบสายตรง (straight) (ใช้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์รวมสัญญาณที่เรียกว่า HUB และเครื่องคอมพิวเตอร์) หรือสายแบบไขว้ (crossed) (ใช้สำหรับต่อระหว่าง hubs หรือ switches หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์) เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีNetwork Interface Card (NIC) หรือการ์ดแลน เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่าย



58983


สายเคเบิลแบบ RJ45 ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับโมเด็ม หรือเราเตอร์แบบ ADSL กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเชื่อมต่อระหว่าง ADSL Router ไปยังอุปกรณ์รวมสัญญาณ (HUB)



58984



อินทราเน็ต
เมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย หน่วยงานต้นสังกัดต้องการสร้างเครือข่ายใช้งานเฉพาะในองค์กร โดยนำวิธีการในอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้กับเครือข่ายของตนเอง เครือข่ายที่ใช้งานเฉพาะในองค์การนี้จึงเรียกว่า เครือข่ายอินทราเน็ต การประยุกต์ใช้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้หลักการที่มีสถานีให้บริการ และสถานีผู้ใช้บริการ สถานีผู้ใช้บริการมีโปรแกรมเชื่อมต่อที่ทำให้ใช้งานระบบฐานข้อมูลได้ง่าย อินทราเน็ตจึงใช้วิธีการเดียวกันนี้ เพราะทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้การพัฒนาขึ้น และพร้อมที่จะเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต

หน้าที่ 5 - เปรียบเทียบระบบ ADSL กับระบบเคเบิ้ลโมเด็ม
เปรียบเทียบระบบ ADSL กับระบบเคเบิ้ลโมเด็ม

ถ้าตั้งคำถามว่าระบบ ADSL กับระบบเคเบิ้ลโมเด็ม อย่างไหนดีกว่ากัน ก็ไม่ได้แตกต่างจากคำถามที่ว่าระบบปฏิบัติการแบบไหนจะดีกว่ากัน ลองเปรียบเทียบดูง่ายๆ จะพบว่าทั้งระบบ ADSL กับระบบเคเบิ้ลโมเด็มต่างก็ใช้สายใยแก้วนำแสง(Fiber Optic) เป็นสายสื่อสารหลัก(backbone) แต่มีความแตกต่างกันที่สายที่เชื่อมต่อกับผู้ใช้ ซึ่งจะได้พูดถึงรายละเอียดต่อไปนี้

ในระบบ ADSL ใช้สายคู่บิดเกลียว หรือ ยูทีพี ในทางปฏิบัติเป็นการยากที่จะบอกได้ว่าการใช้ช่องสื่อสารให้มีประโยชน์สูงสุดนั้นจะต้องใช้งานอย่างไร ผู้ให้บริการ ADSL จะบอกให้ทราบถึงขีดความสามารถหรือความเร็วในการส่งข้อมูล เช่น 1 Mbps สำหรับ downstream และ 256 Kbps สำหรับ upstream แต่ความเร็วในการใช้งานจริงจะอยู่ที่ประมาณ 80% เท่านั้น

ส่วนในระบบระบบเคเบิ้ลโมเด็ม ใช้สายโคแอ็กเซียล ซึ่งมีความกว้างของช่องสื่อสารสูงกว่าสายยูทีพีหลายร้อยเท่า อย่างไรก็ตามในการสื่อสารข้อมูลนั้นไม่สามารถที่จะใช้ความกว้างของช่องสื่อสารในสายโคแอ็กเซียลทั้งหมดเนื่องจากช่องสื่อสารนี้จะต้องถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ไปในเวลาเดียวกัน ทำให้ต้องสูญเสียความกว้างของช่องสื่อสารส่วนใหญ่ไป ผู้ให้บริการมักจะไม่บอกเกี่ยวกับความเร็วในการใช้งาน เนื่องจากความเร็วในการใช้งานนั้นจะแปรผันโดยตรงกับจำนวนผู้ใช้งานในสายเคเบิ้ลเส้นนั้น ๆ ในขณะนั้น ซึ่งบางครั้งก็อาจจะดีกว่าระบบ ADSL หรือบางครั้งก็อาจจะแย่กว่า

ADSL เป็นตัวเลือกสำหรับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยสำหรับประเทศไทยหากคุณต้องการใช้ ADSL ก่อนอื่นคุณต้องถามตัวเองก่อนว่า... วันนี้คุณจำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแล้วหรือยัง ซึ่งแน่นอนว่า ADSL จะช่วยทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตของคุณ ง่ายและสะดวกสบายเพิ่มขึ้น คือนอกจากจะสามารถ download เว็บไซต์,โปรแกรม,เพลง ได้เร็วขึ้น หรือแม้แต่การเล่นเกมส์ออนไลน์ก็สามารถทำได้แบบไม่ติดขัด ไม่ต้องกลัวสายหลุด หมดปัญหาสายไม่ว่าง ซึ่งเป็นปัญหาเดิมๆของ 56K โมเด็ม แต่หากคุณคิดว่าใช้ 56K โมเด็มก็ใช้งานได้เพียงพอ ต่อความต้องการของคุณแล้วล่ะก็ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อ ADSL แต่อย่างใด

หลังจากที่คุณตัดสินใจแล้วว่า ADSL จำเป็นสำหรับคุณคือ การตรวจสอบพื้นที่ให้บริการ ซึ่งในปัจจุบัน ADSL มีให้บริการแล้วทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบว่าเบอร์โทรศัพท์ของคุณ สามารถใช้บริการได้หรือไม่ โดยสามารถทำได้ เพียงใส่หมายเลขโทรศัพท์ของคุณ ผ่านหน้าเว็บไซท์ของผู้ให้บริการแต่ละราย
หากเลขหมายของคุณไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการของผู้ให้บริการรายใดๆเลย ก็ต้องแสดงความเสียใจด้วย ADSL อาจจะไม่ใช่ทางเลือกของคุณในวันนี้ โดยหากคุณยังอยากได้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไว้ใช้งาน ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ เช่น ISDN, Cable Modem หรือ Satellite โดยเฉพาะ Satellite หรืออินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่สามารถให้บริการได้ทุกที่ทั่วไทย ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

Internet แบบ ADSL (ISP)

หลักการเลือก ISP สำหรับ ADSL ก็ง่ายๆ เพราะว่าเรามีทางเลือกเฉพาะ ISP ที่เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเครือข่ายที่เราสามารถใช้งานได้เท่านั้น ซึ่งตรงนี้คงต้องสอบถามจากผู้ให้บริการเครือข่าย ADSL

ข้อดีของ ADSL

• มีอัตราความเร็วในการรับข้อมูลสูงสุดที่ 1 Mbps และอัตราในการส่งข้อมูล
• สูงสุดที่ 8 Mbps สามารถปรับระดับความเร็วได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ
• รองรับแอพพลิเคชันในวันนี้ได้อย่างครบถ้วน
• การใช้งาน ADSL ไม่จำเป็นต้องมีการหมุนโทรศัพท์ (Dial-up) เหมือนโมเด็ม
• อนาล็อกหรือโมเด็มแบบ ISDN
• สามารถใช้โทรศัพท์ไปพร้อมๆ กับการใช้งานอินเตอร์เน็ตเพื่อรับส่งข้อมูล หรือการรับ-ส่งแฟกซ์


Cable Modem
เคเบิลโมเด็มเป็นหนึ่งในรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยอาศัยสายเคเบิลทีวีเช่น UBC เป็นสายสัญญาณ โดยช่วงความถี่ที่ว่างจะถูกนำมาใช้ในการให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำให้สายเคเบิล นอกจากใช้เพื่อดูสื่อภาพและเสียงแล้วยังสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ด้วย

Modem

โมเด็ม คืออุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้งาน ADSL โดยมีหลักการง่ายๆคือ
1. ใช้งานแบบเครื่องเดียว (Stand Alone) โมเด็มแบบ Internal หรือ USB ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะมีราคาถูกกว่า
2. ใช้งานแบบเครือข่าย LAN โดยปกติหากคุณมีเครือข่าย LAN อยู่แล้ว โมเด็มที่เหมาะสมคือ โมเด็มแบบ External ซึ่งมีอินเตอร์เฟสแบบ Ethernet ซึ่งคุณสามารถต่อเข้ากับระบบ LAN ของคุณได้ทันที และหากคุณต้องการแชร์อินเตอร์เน็ตaccountเดียว เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วล่ะก็ ADSL โมเด็มที่มีคุณสมบัติ Router ด้วยก็เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดเลยทีเดียว



58009


*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 พ.ย. 2551 (14:19)

คุณคับ


aof2008 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


natnan
(Natthanan Pinyasiri)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 2,309 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 150 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

โปรแกรมบัญชี
โปรแกรมเงินเดือน
โปรแกรมเช่าซื้อ



Google  
สำนักงานวิชาการดอทคอม:  02-5832802 ,086-4907600
อีเมล์ : 

ติดต่อลงโฆษณากับวิชาการดอทคอม : 

คุณนัท    : 084-7619653
คุณอันนา : 086-4907585
คุณกุ้ง     : 089-8613727
อีเมล์ฝ่ายขาย :  sales@vcharkarn.com
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. Some rights reserved.
Page generated in0.8073 seconds !