 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/333" type="text/javascript"></script> |
|
|
พิภพมัจจุราชในวรรณคดี
สะท้อนวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของสวรรค์และนรก แตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และความนิยมของแต่ละชาติ
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 16,277 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 5 June 2006, 5:26 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 5 June 2006, 5:26 pm
|
หน้าที่ 1 - พิภพมัจจุราชในวรรณคดี
ชื่อเรื่องตอนนี้คงทำให้ผู้อ่านหลายคนนึกย้อนไปถึงภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมหลายปีมาแล้ว และคงนึกออกว่าตัวเอกในเรื่องนั้นมีอยู่สามด้วยกัน พญามัจจุราช เลขานุการอีก ๒ คนชื่อ สุวรรณเลขา มีหน้าที่จารึกความดีของมนุษย์แต่ละคนลงในแผ่นทอง และ สุวาณเลขา มีหน้าที่จารึกความชั่วของมนุษย์ลงในแผ่นหนังหมา (สุวาณ แปลว่า หมา) เมื่อมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งสิ้นชีพ วิญญาณจะลงนรกไปให้พญามัจจุราชตัดสินบวกลบคูณหาร ความดีความชั่วตามบัญชี แล้วจึงจะถูกส่งไปสวรรค์หรือนรก แล้วแต่ผลลัพธ์ที่ออกมา
วรรณคดีเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยบันทึกความเชื่อทางศาสนาลงเป็นตัวอักษร บาปบุญคุณโทษ หรือจินตนาการสวรรค์นรกนั้นแล้วแต่สะท้อนปรัชญา และความเชื่อของคน รวมไปทั้งความก้าวหน้าหรือล้าหลังทางวิทยาศาสตร์ของคนแต่ละสมัยนั้นด้วย แต่เมื่อสำรวจดูแล้ว วรรณคดีไม่ว่าชาติใดสมัยใดย่อมมีสิ่งหนึ่งตรงกับทางศาสนา คือเชื่อในความดีความชั่ว ความเชื่อนี้ปรากฏออกมาในรูปของสวรรค์และนรก แตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และความนิยมของแต่ละชาติ
|
นรกของกรีกและโรมันนั้นเชื่อกันว่าอยู่ที่บาดาล ใต้โลกลงไป มีทางติดต่อจากโลกได้โดยทางแม่น้ำแห่งความตาย ซึ่งชารอน ชายแจวเรือจ้างเป็นผู้แจวพาวิญญาณคนตายข้ามไปสู่ยมโลก ทางเข้าจะมีสุนัขสามหัวคอยตรวจตราเป็นยาม ยมโลกนั้นบางครั้งเหมือนดินแดน บางทีก็บรรยายว่าเป็นเกาะ มีลักษณะเยือกเย็น มืดมน ปกคลุมด้วยเงาของความตายอยู่ทั่วไป วิญญาณจะเข้าสู่ที่ดินแดนนี้ และไปเฝ้าพญายม กรีกเรียกว่า เฮเดส โรมันเรียก พลูโต เฮเดสทำหน้าที่ประธานตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์โดยมีคณะลูกขุน ล้วนแต่เป็นเทพชั้นรองในนรก ทำหน้าที่พิจารณาคดี แล้วมนุษย์ผู้ทำความผิด ก็จะถูกส่งไปลงโทษตามควรต่อไป
เดสนั้นตามตำนานเทพเจ้ากรีก บอกว่าเป็นอนุชาของ ซีอุส (จูปิเตอร์) ราชาแห่งทวยเทพ และ โปซีดอล (เนพจูน) ซึ่งเป็นเทพสมุทร ทั้งสามพี่น้องแบ่งกันครองอาณาจักรสวรรค์และโลก ซีอุสครองฟ้า โปซีดอนเป็นเทพแห่งมหาสมุทรทั้งหมด และเฮเดสได้ส่วนใต้บาดาลลงไป คือดินแดนแห่งความตาย ชายาของเฮเดส ชื่อ เปอซีโฟนี ธิดาของแม่พระธรณี และเป็นเทวีแห่งฤดูใบไม้ผลิ เธออยู่กับเฮเดสหกเดือนในนรก และขึ้นมาอยู่บนโลกหกเดือน นักวรรณคดีเชื่อว่า นิยายตอนนี้ คือปรากฏการณ์ของธรรมชาติเกี่ยวกับฤดูทั้งสี่
ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูร้อนที่ทุกอย่างในธรรมชาติปรากฏชีวิตชีวาคือเมื่อเปอซีโฟนีอยู่บนโลก ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ที่ต้นไม่ใบหญ้าแห้งตายหมดคือเมื่อเธอกลับไปบาดาล
|
เฮเดสแม้จะเป็นอนุชาคนเล็ก แต่ก็มีอำนาจอย่างที่เทพเจ้าทุกองค์คร้ามเกรง ไม่มีใครกล้าไปก้าวก่ายด้วย ผู้อ่านสงครามกรุงทรอย และเรื่องอื่นๆของเทพเจ้ากรีกและโรมัน คงเห็นว่าบรรดาเทพทั้งหลายนั้นลงมาวุ่นวายกับมนุษย์นอกเหนือไปจากวุ่นวายกันเอง แต่เฮเดสนั้นไม่ปรากฏว่าขึ้นมายุ่งเกี่ยวกับใคร คงครองอาณาจักรอยู่อย่างสงบ ภาพของเฮเดสมักทำเป็นชายรูปงามในชุดดำ ลักษณะสงบขรึม เย็นชา มีความเที่ยงตรงอย่างแน่วแน่ไม่ละเว้นลำเอียงกับผู้ใด สมเป็นสัญลักษณ์ของความตาย คือบันดาลความเสมอภาคในการมีชีวิตให้มนุษย์
ส่วนความเชื่อทางคริสต์ศาสนานั้น คือพิภพมัจจุราช อยู่ใต้โลกลงไปเช่นกัน เป็นสถานที่ที่เทวดาผู้คิดกบฏต่อพระผู้เป็นเจ้าร่วงลงมาเป็นแถวจากสวรรค์ ตำแหน่งแหล่งที่นั้นไม่ปรากฏไว้ชัดอย่างของกรีก เรารู้แต่จากวรรณคดีของมิลตันว่า นรกของคริสต์ศาสนามีลักษณะคล้ายหุบเหวใต้บาดาล สว่างสะท้อนแสงแวววับด้วยเปลวไฟนรก และลูซิเฟอร์พญามารผู้ในอดีตเป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ทว่าคิดกบฏนั้น สร้างที่พำนักนั้นมาเป็นปราสาทราชวังโอฬารในนรก ในคัมภีร์ระบุแต่เพียงว่า นรกมีเปลวไฟเผาผลาญวิญญาณผู้ชั่วร้ายอยู่ชั่วนิรันดร เพราะฉะนั้นจึงพอวาดภาพได้ว่าคล้ายเตาหลอมขนาดใหญ่ มีเปลวไฟผุดแลบเลียทรมานทรกรรมผู้อยู่ในนรกตลอดกาล
พญามัจจุราชของคริสต์ศาสนา คือ ลูซิเฟอร์ รูปร่างแต่เดิมนั้นคือเทวดาผู้งดงามที่สุดในบรรดาเทวดาทั้งปวง มิลตันบรรยายไว้ใน Paradise Lost ว่าเมื่อตกจากสวรรค์ลงมาแล้วก็ยังงามอยู่เช่นเก่า มีลักษณะเช่นนักรบผู้พ่ายแพ้สงคราม ปรากฏรอยสายฟ้าฟาดเป็นแถบยาวบนดวงหน้า เป็นผลจากการรบ แต่ลูซิเฟอร์ยังทะนงเด็ดเดี่ยวอยู่กับความคิดอิสระของตน ไม่ยอมรับใช้พระเจ้า อิจฉาเคียดแค้นมนุษย์ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาและเริ่มวางตนเป็นพญามัจจุราช แต่บัดนั้นลูซิเฟอร์เป็นเจ้าแห่งความตายก็จริง แต่มิได้ทำหน้าที่ตัดสินลงโทษมนุษย์ เป็นแต่คอยชักจูงให้มนุษย์ทำบาปและคร่าวิญญาณลงไปอยู่เป็นเพื่อนกันในนรก นรกของคริสต์ศาสนานั้นเมื่อเข้าไปอยู่แล้วต้องอยู่เป็นการถาวร ไม่มีการขึ้นสวรรค์ได้อีก ลูซิเฟอร์อยู่แล้วก็ต้องอยู่ตลอดไป จึงอิจฉาริษยามนุษย์ ไม่อยากให้ได้ขึ้นสวรรค์เกินหน้าตัว
ลูซิเฟอร์นี้ มีรูปร่างเป็นงูก็ได้ ตามที่ปรากฏในไบเบิลว่าแปลงตัวเป็นงูไปหลอกลวงอีฟ จึงถูกพระเจ้าสาปให้คงสภาพนั้น อย่างไรก็ดีในยุคกลางของยุโรป นักวรรณคดีและจิตรกรเปลี่ยนรูปพญามารเป็นคนครึ่งสัตว์ประหลาดกายเป็นคน แต่มีตีนเหมือนตีนแพะ มีหางยาวปลายเป็นรูปลูกศร และมีเขาคล้ายเขาวัวหรือแพะ ซึ่งลักษณะนี้กลับไปคล้ายเทพชั้นรองของกรีกและโรมันชื่อ แพน ผู้มีร่างกายครึ่งคนครึ่งแพะ เป็นเทพประจำป่าเขาลำเนาไพร รูปร่างน่าเกลียด น่ากลัวนี้ได้ลบสภาพความงามดั้งเดิมของพญามารเสียสิ้น ถ้าผู้อ่านเรื่องนี้เคยชมภาพยนตร์เรื่อง Rosemarys baby คงจะนึกออกว่า มารน่าเกลียดน่ากลัวในความฝันของนางเอกนั้น ก็คือสภาพแปรมาจากมารครึ่งคนครึ่งสัตว์นี้เอง เป็นตัวเดียวกับลูซิเฟอร์
ในอเมริกา มีผู้นิยมลัทธิ Satanism คือบูชาพญามารเป็นพระเจ้า กระทำพิธีกันอย่างวิปริตต่างๆด้วย เชื่อว่าเป็นที่โปรดปราน ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับลัทธินี้เอง คือนางเอกถูกสามีขายให้พวกบูชาลัทธินี้ เพื่อแลกกับความสำเร็จทางการงานของตน นางเอกได้รับเลือกเป็นผู้ถูกสมสู่กับมาร ให้กำเนิดบุตรของพญามาร ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ศาสดาของลัทธิในอนาคต ผู้บูชาลัทธินี้จะได้รับสิทธิพิเศษ มีฤทธิ์ต่างๆหรือได้รับพรให้ประสบความสำเร็จตามต้องการ ลัทธินี้สืบเนื่องมาจากสมัยโบราณตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๑ คือการขายวิญญาณให้พญามาร โดยทำสัญญาว่าจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการเป็นเวลาระยะหนึ่งกี่ปีก็แล้วแต่ เมื่อครบเวลาก็จะถูกมารมารอท่าพาลงนรกไป วรรณคดีที่มีชื่อเสียงที่สุดสองเรื่องของอังกฤษ และเยอรมัน คือ Dr. Faustus ของ คริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ กวีสมัยศตวรรษที่ ๑๖ และ Faust ของ เกอเต้ กวีเยอรมันสมัยศตวรรษที่ ๑๘ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขายวิญญาณให้พญามารโดยตรง เชื่อกันว่าเขียนขึ้นจากพื้นฐานความจริงในเยอรมันสมัยศตวรรษที่ ๑๓ เป็นนิทานพื้นเมืองเล่าถึงนักปราชญ์เยอรมันที่ขายวิญญาณให้มารจริงๆ
ชื่ออื่นๆของพญามัจจุราชในคริสต์ศาสนาคือ Satan , the Devil , the Demon , Prince of Darkness , Baalzebub เป็นต้น
ส่วนพิภพมัจจุราชของอินเดียนั้น เป็นที่ทรมานผู้ทำความชั่ว ต้องทนทุกข์ทรมานใช้กรรมได้หมดจึงพ้นจากนรก ดังนั้นจึงเป็นแต่เพียงที่อยู่ชั่วคราว ไม่ใช่ถาวรอย่างกรีกหรือคริสต์ศาสนา ผู้ที่ตกนรกนับได้ว่ายังมีความหวังอยู่ ส่วนสถานที่ของนรกนั้นคล้ายกับศาสนาอื่น คืออยู่ใต้พื้นพิภพลงไปมีอยู่ถึงยี่สิบเอ็ดชั้นด้วยกัน แบ่งสำหรับโทษชนิดต่างๆและระดับหนักเบาต่างกัน
พระยมของอินเดียมีรูปร่างแปลกกว่าเพื่อน กล่าวคือมีสามขา (แต่ในภาพรุ่นหลังเปลี่ยนขาให้กลายเป็นไม้เท้าไป) พาหนะที่ทรงคือกระบือ พระยมนับเป็นเทพองค์หนึ่งมีหน้าที่ปกครองนรกและตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์
มัจจุราชที่ปรากฏในโทรทัศน์นั้น ท่าที่ว่าเป็นมัจจุราชของไทย ตามที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง มีหน้าที่ปกครองพิภพมัจจุราชและตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์ มัจจุราชของไทยนั้นไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์บนโลกยกเว้นเวลาตาย แต่ในโทรทัศน์นั้นขึ้นมาบนโลกบ่อยพอใช้ นรกที่มีในพุทธศาสนานั้นไม่ได้ปรากฏในโทรทัศน์ คนไทยคงจะเคยได้ยินกันบ่อย เช่น ต้นงิ้ว หรือ กระทะทองแดง และอีกาปากเหล็ก อันเป็นเครื่องมือทรมาน พิเศษไปจากนรกของชาติอื่น แต่เหมือนกับอินเดียตรงที่การตกนรกนั้นเป็นเพียงชั่วคราว ทำนองเดียวกับการติดคุกในเมืองไทย เมื่อใช้หนี้กรรมหมดก็พ้นจากนรกไปเกิดเป็นสัตว์โลกต่อไป
จักรวาลในพุทธศาสนาแบ่งเป็น ๓ระดับใหญ่ แต่ละชนิดมีระดับย่อยลงไปอีก คือกามาพจร สำหรับสัตว์นรกที่ยังคงรูปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกิเลส รูปพจร มีรูปแต่พ้นจากสัมผัส กลิ่นและรส สำหรับผู้ตัดกิเลสไปได้ เข้าถึงญาณบางขั้น เช่น โสดาบัน และอรูปพจร คือพ้นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเหลือแต่วิญญาณ เช่นผู้สำเร็จถึงพรหมดลกกับนรกอยู่ในระดับแรก คือ กามาพจร คือยังหลงวนเวียนอยู่ในกาม (ความต้องการ) นรกของพุทธศาสนามีอยู่ ๑๖อย่าง ร้อนแปดและเย็นอีกแปด แต่ละชนิดมีเครื่องทรมานเหมาะสมกับความผิดของมนุษย์ แจกแจงได้อย่างละเอียดตามโทษแต่ละชนิด
ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ มีพระอรหันต์มาโปรดสัตว์นรกเป็นครั้งคราว ที่คนไทยได้ยินบ่อยคือ พระมาลัย ผู้บรรลุถึงขั้นนิพพานแล้วแต่ด้วยความเมตตาสัตว์โลกจึงไม่ล่วงเข้าสู่นิพพาน หากแต่ยังโปรดสัตว์นรกให้พ้นความทุกข์ทรมาน เมื่อพระมาลัยเสด็จมาไฟนรกที่หมดร้อน น้ำในกระทะทองแดงก็เย็น สัตว์นรกก็ได้สงบสุขฟังคำเทศนาวาระหนึ่ง
ข้าพเจ้าเคยอ่านนวนิยายภาษาไทยสามเล่มที่มีพญามัจจุราชเป็นตัวเอก มีชื่อและรายละเอียดต่างออกไป แต่เค้าใจความอันเดียวกัน คือ "ก่อนอุษาสาง" ของ พนมเทียน "เงา" ของ โรสลาเลน และเรื่อง "ขุนคลัง" แปลจาก "The sorrow of satan" ของแมรี่ คอเรลลี โดยอมราวดี และเคยได้ยินว่าเรื่องของคอเรลลีนี้ นักเขียนอาวุโสผู้ล่วงลับไปแล้วคือ คุณมาลัย ชูพินิจได้แปลไว้ในชื่อ "ค่าของคน" แต่หาต้นเรื่องมาอ่านไม่ได้จึงได้แต่เพียงสันนิษฐานไว้ ส่วนเรื่องแรกนั้นเหมือนเรื่องที่สามเกือบทุกตัวอักษร เพียงแต่เปลี่ยนฉากและชื่อจากอังกฤษเป็นไทยเท่านั้น เรื่องที่สองนั้นไม่เหมือน แต่มีเค้า ท่านชายวสวัต ใน "เงา" เป็นชายรูปงาม มีชีวิตปะปนในสังคมมนุษย์ แต่เป็นพญามัจจุราช ทำหน้าที่ตัดสินความดีชั่วของมนุษย์ โดยไม่มีเลขาอย่างโทรทัศน์ มีประวัติเลวๆในเรื่องว่า เป็นเทพกึ่งสัตว์นรก เพราะมีบาปบุญอย่างละครึ่งพอดี แต่ชื่อกลับไปคล้ายพญามารวสวดีในพุทธศาสนาที่ตามผจญพระพุทธเจ้า ซึ่งพญามารนี้เป็นคนละคนกับพญายม เป็นเจ้าแห่งกิเลส ไม่ใช่ความตาย ท่านชายวสวัตนี้มีความหวังว่าวันหนึ่งจะได้พ้นทรมานขึ้นไปอยู่สวรรค์ ส่วนลักษณะหน้าตา การมาอยู่อย่างคนธรรมดา และความหวังนี้ตรงกับพญามารใน "ขุนคลัง" ซึ่งเป็นตัวลูซิเฟอร์หรือซาตานนั่นเอง แมรี่ คอเรลลีใช้จินตนาการของเธออย่างเห็นอกเห็นใจพญามาร ผู้ซึ่งถูกลงโทษให้เป็นมาร จนกระทั่งมนุษย์หลบลี้หนีกิเลสที่ตนถูกสาปให้ล่อลวงไปได้หมด จึงจะพ้นโทษกลับสู่สวรรค์ได้ ทุกครั้งที่พระเอกของ ขุนคลังหรือใช้ชื่อว่า เจ้าชายลูชิโอ วิมาเนซ เห็นคนทำดีไม่ยอมถูกล่อลวงขายวิญญาณตัวเองก็ได้ก้าวขึ้นสู่เบื้องบนอีกก้าวหนึ่ง แต่ถ้าเห็นคนยอมให้ล่อลวงตกสู่หายนะ ก็จะตกลงมาอีกก้าวหนึ่ง เจ้าชายพญามารจึงมีสภาพคล้ายถูกชักคะเย่ออยู่ระหว่างความดีความชั่วไม่ได้ขึ้นสวรรค์กับเขาสักที มีสภาพเป็นเจ้าชายรูปงามจากแคว้นสมมุติในยุโรป ทำหน้าที่ชักจูงล่อลวงคนด้วยความจำใจ จนกระทั่งถึงวันที่มนุษย์ทำดีกันหมดจึงจะพ้นกรรม
พูดในแง่หนึ่งพิภพมัจจุราชในวรรณคดีช่วยสะท้อนความคิดของคนในศาสนานั้นๆของคริสต์ศาสนาเฉียบขาด ไม่มีการลดหย่อนถ้าตกนรกก็ตกตลอดกาล ไม่มีการแก้ตัวใดๆ ถ้าขึ้นสวรรค์ก็ขึ้นตลอดไป ไม่มีการเกิดใหม่ มนุษย์ดูเหมือนจะต้องระวังแต่เฉพาะตอนตัดสินโทษเท่านั้นว่าจะรอดไปข้างไหน เปรียบเหมือนการสอบชนิดมีแต่ได้กับตก ไม่มีการแก้ตัวหรือทำคะแนนเพิ่ม ส่วนพุทธศาสนา แม้จะทรมานน่าสยดสยองกว่า แต่ก็มีความหวังว่าจะต้องได้พ้นทุกข์ มีความเมตตาจากพระอรหันต์มาโปรด สามารถได้รับส่วนบุญจากญาติพี่น้องส่งไปให้ได้ มีลักษณะแฝงความหวัง ความเมตตา และการให้อภัย อันเป็นลักษณะสำคัญของพุทธศาสนิกชน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 14 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 มิ.ย. 2549 (15:31) หากอาจารย์เสนอบทความนี้ช้าไปหนึ่งวัน ก็จะตรงกับวันอาถรรพณ์
หมายเลข 6 พอดี (วันที่ 06/06/06)
SILA
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 15 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 มิ.ย. 2549 (11:06) เคยอ่าน "ก่อนอุษาสาง" ของพนมเทียนมาแล้วครับ เนื้อหาตอนต้นๆออกจะ abstract ไปนิด (สำหรับผม) ( abstract ในภาษาไทยเรียกว่าอะไรดีครับ เป็นนามธรรมหรือเปล่า)แต่ตอนปลายๆเรื่อง พนมเทียนท่านเฉลยปริศนาได้ดีทีเดียว
น่าสังเกตว่าพญามารของศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์มีที่มาคล้ายๆกัน คือเคยเป็นเทพบนสวรรค์มาก่อนจะถูกขับไล่ลงมา เพียงแต่พญามารที่มาผจญพระพุทธเจ้ามิได้เป็นผู้ปกครองนรกภูมิเท่านั้นเอง (ใช่หรือไม่ครับ)
ป.ล. 6/6/06 ก็ผ่านไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น (ยกเว้นมีภาพยนต์สยองขวัญเรื่องหนึ่งเข้าฉายพอดี แถวรอเข้าชมยาวมากกก) อีกอย่าง 666 ก็เป็นสัญลักษณ์ของ satan ฝรั่งเขา ไม่เกี่ยวกับชาวไทยเรา อิอิ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 มิ.ย. 2549 (07:12) เคยได้ยินจากท่านผู้รู้ว่า สวรรค์-นรก ก็อยู่ที่เดียวกับที่เราอยู่นี่แหละ เหมือนเป็นมิติที่เหลือมซ้อนกันอยู่ แต่ว่าเรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง
จริงเท็จประการใดไม่ทราบ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 26 มิ.ย. 2549 (09:58) คุณลอนดอนฯ ต้องแยกแยะก่อนนะคับผม พญามาร(ลูซิเฟอร์)ของคริสต์ศาสนา เป็นมารผู้อยู่ในนรก สร้างกิเลสล่อล่วงคนให้มาทรมาณในนรก แต่พญามารของไทย คือ พญามารปรนิมมิตวสวัตดี สถิย์อยู่บนสวรรค์ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด รูปของพญามารนั้นงดงามเป็นทิพย์งดงามกว่าเทวดาทุกชั้นตั้งแต่จตุมหาราชิกา ถึง นิมมานนรดี เรียกว่า พญาปรนิมมิตวสวัตดีมารนั้น มีรูปเปนจอมเทพที่งดงามมิใช่ยักษ์เขี้ยวโง้ง แบบในศาสนาอื่นๆ มีอาณุภาพมาก พระพุทธเจ้าตรัสรับรองใน จตุตนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า "เป็นเลิศในความยิ่งใหญ่" ถามว่าใหญ่ขนาดไหน ก็ตอบว่าขนาดว่าเทวสภาของพระอินทร์ ที่อยู่ในดาวดึงส์ ล่มได้ง่าย และขนาดสามารถควบคุมมหาพรหมให้ตกเป็นเครื่องมือต่อต้านคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เลยทีเดียว
ส่วนพญายมราชนั้นยังมีความสับสนกับพระเวสสุวันซึ่งเป็นเทวบดีแห่งจตุมหาราชิกาเทวโลก ซึ่งในคามคิดเห็นส่วนตัวนั้น เคยศึกษาพบว่าพญายมราชท่านเป็นเทพที่ยังมีเศษกรรม ต้องอยู่ในนรก มีวิมานทองแดง มีความเป็นอยู่อันเป็นทิพย์ด้วยกุศล แต่ว่าต้องทนทุกข์ในการดูแลนรกภูมิ และต้องเสวยวิบากกรรมชั่วของตนเองด้วย
ต่างจากพระเวสสุวัน ที่เป็นเทวบดี มีวิมานอยู่ในเทวโลก มียักษ์เป็นบริวาร เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับโลกหน้าของไทยนี้ซับซ้อนมาก คำว่า มาร1 อสูรกาย1 ยักษ์1 รากษส1 กุมภันฑ์1 สัตว์นรก1 เปตร1 ล้วนแตกต่างกันทั้งสิ้นทั้งปวงวันนี้ขอตัวก่อนแล้วมาแจกแจงให้เห็นเป็นข้อๆไปในภายหนัง เพราะว่ามันเรื่องราวมันยุ่งๆ พอควร....
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 28 มิ.ย. 2549 (19:07) เห็นว่า พญามารปรนิมมิตวสวัตดี เห็นว่าขัดขวางการตรัสรู้พระพุทธเจ้า ใช่ป่ะครับ
เห็นว่าเทพทุกชั้นยังเกรงกลัวอำนาจนี้
อืมเขาว่าพญายมน่าสงสาร ขนาดฟังธรรมของพระพุทธเจ้ายังได้นั่งฟังแค่หัวกระไดเอง จริงป่ะครับ
เห็นในพระ"ตรปิฎก ได้บันทึกไว้ว่าอนิสงของการเปร่งวาจาสรรเสริญของพญามารปรนิมมิตวสวัตดี ต่อพระพุทธเจ้า จะได้สำเร็จ อะไรสักอย่างก็จำไม่ได้แล้ว ถ้างั้นเก้าอี้มารก็ว่าง อิอิ ใครน้อ จะได้นั่งดำรงค์ตำแหน่งต่อไป ^^"
งั้นก็ทำความดีไว้เยอะ และเจอะกานใหม่อีกทีก็ พ.ศ. 4000 เลยเด้อ สิบอกให้
ถ้าใครทำชั่วไว้เยอะ ทัวร์ อึ้งทึ้งเสียว ในนรกแน่นอน อ้อบุญบาป แยกกันเด้ ใครว่าทำบุญล้างบาปไม่จริง คงจะใช่นะ ทำบุญแซงบาปได้ไปใช้บุญก่อนแล้วตามด้วยบาป อิอิ สุขก่อนทุกข์
โรงเรียนผมรับเสด็จ พระเทพฯ ด้วยครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 21 ก.ค. 2549 (21:56) เนื้อหาดีคับ เเต่ไม่ค่อยละเอียดเท่าไร
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 9 ส.ค. 2549 (10:55) สวัสดีค่ะ อ่านบทความนี้แล้วชวนน่าสนใจและติดตามมิใช่น้อย ใคร่ขอรบกวนคุณลอนดอนฯ และคุณลำดวนฯ และหรือท่านผู้รู้อื่น ๆ เข้ามาเล่าต่อฯ เพื่อเป็นวิทยาทานด้วยค่ะ โดยเฉพาะประวัติของเทพทั้งสอง
- พญามารปรนิมมิตตวสวัตดี และ
- พญายมราช
รวมถึงคุณ โทษ และคติความเชื่อของชาวพุทธด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 9 ส.ค. 2549 (18:37) พญามารในพุทธศาสนา จะเป็นเทพชั้นพรมครับ นั่นคือ เป็นพรม มีฤทธิ์มาก แต่ยังมีกิเลสอยู่ครับ ถึงได้คอยตามผจญ และคอยดึงคนที่อยากจะหลุดพ้น และตัวเองก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้ เปรียบได้กับคนที่หลงติดอยู่แต่กับความสุขสบาย และมั่นใจในตัวเองเกินไปครับ
อีกเกร็ดหนึ่ง พระผู้ที่เขียนไตรภูมิพระร่วง เดิมเป็นพรามณ์ แล้วเปลี่ยนศาสนามาเป็นศาสนาพุทธ ดังนั่น ความคิดเรื่องการลงโทษในนรก สวรรค์ จะเหมือนกับทางพรามณ์ครับ หลักฐานที่เห็นได้ชัด คือ รูปแกะสลักที่นครวัตรในเรื่องนรก จะมีกระทะทองแดง ต้นงิ้ว อีกาปากเหล็กเช่นกันครับ
เรื่องพระมาลัยโปรดสัตว์ท่านน่าจะเป็นองค์เดียวกับคติทางมหาญาณ คือพระศรีอริยเมตตรัยหรือไม่ผมไม่แน่ใจครับ เคยอ่านว่าเป็นองค์เดยวกัน พอผมพิจารณาแล้วพระศรีอาริยเมตตรัย จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ตอนนี้กำลังโปรดสัตว์โลกในนรกอยู่ ส่วนพระมาลัยก็โปรดสัตว์อยู่ในนรกเช่นกันขออภัยครับ ผมจำข้อมูลนี้ไม่ได้ แต่ท่านได้มีการตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่สำเร็จโพธิญาณจนกว่าสัตว์โลกตัวสุดท้ายจะพ้นทุกข์ครับ ผมจึงรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นองค์เดียวกันครับเพราะถ้าเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ก็จะสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจึงสั่งสอนคนในอนาคต ซึ่งถือเป็นยุคที่สุขสงบที่สุด ผู้คนที่เกิดในยุคนี้จะสำเร็จอรหันต์ทุกคน (แต่ก็จะมีสัตว์อื่นๆอีกในภพภูมิอื่น) ทุกคนจะหน้าตาเหมือนกัน จึงไม่เกิดการแก่งแย่งกัน อยากได้อะไรก็ไปสอยที่ต้นกัลปพฤกษ์ ดังนั้น บทบาทจึงไม่น่าจะเหมือนกับพระมาลัย ที่มีความตั้งใจจะส่งสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ให้หมด ตนเองถึงจะเข้าสุ่วิถีหลุดพ้นครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 22 ส.ค. 2549 (17:28) พญามารในความเห็นของคุณหมีใหญ่ เป็นองค์เดียวกันกับพญามารที่ไปผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้รึเปล่าคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 ก.ย. 2549 (17:43) น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่งคะ แต่ก็พอจะรู้จักพญามารปรนิมมิตตวสวัตดีบ้างเหมือนกัน คติธรรมในแต่ละศาสนาก็คล้ายๆกันนะคะคือให้ทำความดีละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์คะแล้วทุกอย่างจะดีเองคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 เม.ย. 2550 (14:17) ปรนิมมิตวสวัตดี ไม่ใช่ชื่อพญามารที่มาพจญพระพุทธเจ้า แต่เป็นชื่อสวรรค์ชั้นที่หก
ปรนิมมิตวสวัตดี ภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๖ ที่มีความสุขความสำราญ มีความเพลิดเพลินในกามคุณทั้ง ๖ เป็นอย่างยิ่ง เมื่อปรารถนาเสวยกามคุณเมื่อใด เทวดาองค์อื่นรู้ใจคอยปรนนิบัติ โดยเนรมิตให้ตามความต้องการ
เทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมินี้ ทั้งเทวดาที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดา เวลาใดที่ปรารถนาจะเสวยในกามคุณ ก็มีเทวดาที่รู้ใจเนรมิตให้ เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้ว สิ่งที่เนรมิตมาก็จะสิ้นไป เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี จึงไม่มีคู่ครองประจำเหมือนกับเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ ดาวดึงส์ ยามา และ ดุสิตา
ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ ตั้งอยู่ในอากาศ ห่างจากนิมมานรดีภูมิ ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ปรนิมมิตวสวัตดี ภูมินี้มีแต่อากาสัฏฐเทวดาอย่างเดียว มีท้าวปรนิมมิตตเทวราช หรือ ท้าววสวัตดีเทวราช เป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง อากาสัฏฐเทวดาทั้งหลายในภูมินี้
วิมาน ทิพยสมบัติและร่างกาย มีความสวยงามประณีต มากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรดี มีอายุ ยาวกว่าประมาณ ๔ เท่า ถือว่าเป็นยอดภูมิ คือ ภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิ ๖ ท้าววสวัตดีเทวราช ซึ่งปกครองในสวรรค์ชั้นนี้นั้น มิใช่มีอำนาจปกครอง แต่เฉพาะเทวดา ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไป ถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงอีก ๕ ชั้นด้วย คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ด้วย
เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ แล้ว ๑,๖๐๐ ปี ในมนุษย์ เท่ากับ ๑ วัน ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ส่วนพญามารที่มาพจญพระพุทธองค์นั้นชื่อ พญาวัสวดีมาราธิราช เนื้อความในตอนนั้นมีว่า
ขณะนั้น พญาวัสวดีมาราธิราช ได้สดับเสียงเทพเจ้าบันลือเสียงสาธุการ ก็ทรงทราบชัดในพระทัยว่า พระมหาบุรุษจะทรงตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ทำลายบ่วงมารที่เราวางขึงรึงรัดไว้แล้วหลุดพ้นไปได้ก็น้อยใจ คิดริษยา เคียดแค้น ป่าวประกาศเรียกพลเสนามารมากกว่ามาก พร้อมด้วยสรรพาวุธที่ร้ายแรงเหลือที่จะประมาณ ประชุมกันเต็มทั่วท้องฟ้า พญาวัสวดีเสด็จขึ้นทรงช้างพระที่นั่งคีรีเมขล์ นิรมิตรมือพันมือถืออาวุธพร้อมสรรพ กรีฑาทัพอันแสนร้ายเหาะมาทางนภาลัยประเทศ เข้าล้อมเขตบัลลังก์ของพระมหาบุรุษเจ้าไว้อย่างแน่นหนา
ทันใดนั้นเอง บรรดาเทพเจ้าที่พากันมาห้อมล้อมถวายสักการบูชาสาธุการพระมหาบุรุษอยู่ เมื่อได้เห็นพญามารยกพหลพลขันธ์มาเป็นอันมาก ต่างมีความตระหนกตกใจกลัวอกสั่นขวัญหาย พากันหนีไปยังขอบจักรวาล ทิ้งพระมหาบุรุษเจ้าให้ต่อสู้หมู่พญามารแต่ลำพังพระองค์เดียว
เมื่อพระมหาบุรุษไม่ทรงแลเห็นใดใครที่ไหนจะช่วยได้ ก็ทรงระลึกถึงบารมีธรรมทั้ง ๓๐ ประการ ซึ่งเป็นดุจทหารที่แกร่งกล้า มีศาตราวุธครบครัน ที่จะสามารถผจญกับหมู่มารขับไล่ให้ปราชัยหนีไปโดยสิ้นเชิงได้ ก็ทรงโสมนัส ประทับนิ่งอยู่โดยมิได้สะทกสะท้านแต่ประการใด
ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นพระมหาบุรุษประทับนิ่ง มิได้หวั่นไหวแต่ประการใด ก็พิโรธ ร้องประกาศกึกก้องให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดฤทธิ์ บรรดาสรรพาวุธศาสตรายาพิษที่พุ่งซัดไป ก็กลับกลายเป็นบุปผามาลัยบูชาพระมหาบุรุษจนสิ้น ครั้งนั้นพญามารตรัสแก่พระมหาบุรุษด้วยสันดานหยาบว่า ดูกร สิทธัตถะ บัลลังก์แก้วนี้เกิดด้วยบุญเรา เพื่อเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่สมควรจะนั่งบนบัลลังก์แก้วนี้ จงลุกไปเสียโดยเร็ว
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าตรัสตอบว่า ดูกรพญามาร บัลลังก์แก้วนี้เกิดขึ้นด้วยบุญญาธิการของเราที่ได้บำเพ็ญมานับสี่อสังไขยแสนกัปป์ จะนับจะประมาณมิได้ เราผู้เดียวเท่านั้นสมควรจะนั่งบนบัลลังก์แก้ว ผู้อื่นไม่สมควรเลย พญามารกราบทูลคัดค้านว่า ที่พระมหาบุรุษรับสั่งมานั้นไม่เป็นความจริง จงหาพยานมารับรองว่าพระองค์ทรงได้บำเพ็ญบารมีมาจริง ให้ประจักษ์เป็นสักขีพยานในที่นี้
เมื่อมหาบุรุษไม่ทรงเล็งเห็นผู้อื่นใด ใครจะกล้ามาเป็นพยานยืนยันได้ จึงรับสั่งหานางวสุนธราเจ้าแม่แห่งธรณีว่า ดูกร วสุนธรา นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญบารมีของเรา ในกาลบัดนี้ด้วยเถิด
ลำดับนั้น นางวสุนธราเจ้าแม่ธรณี ก็ชำแรกแทรกพื้นปฐพีขึ้นมาปรากฏกายประคองอัญชลีถวายอภิวาทพระมหาบุรุษโพธิสัตว์เจ้า แล้วประกาศให้พญามารทราบว่า พระมหาบุรุษเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้บำเพ็ญบารมีมามากมายตลอดกาล เหลือที่จะประมาณนับได้ แต่น้ำกรวดที่ข้าพเจ้าเอามวยมารองรับไว้เหนือเศียรเกล้า ก็มีมากพอจะถือเป็นหลักฐานวินิจฉัยได้ นางวสุนธรากล่าวแล้วก็ประจงหัตถ์อันงามปล่อยมวยผม บีบน้ำกรวดที่สะสมไว้ในอเนกชาติให้ไหลหลั่งออกมาดุจทะเลหลวง กระแสน้ำบ่าท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ทุ่มซัดช้างคีรีเมขล์ให้ถอยร่นลงไปติดขอบจักรวาล
ครั้งนั้น พญามารตกตะลึงเห็นเป็นอัศจรรย์ ด้วยมิได้เคยเห็นมาแต่กาลก่อนก็ประนมหัตถ์ถวายนมัสการ ยอมปราชัยพ่ายแพ้บุญบารมีของพระมหาบุรุษ แล้วก็อันตรธานหนีไปจากที่นั้น
เมื่อพระมหาบุรุษทรงกำจัดพญามารและเหล่าเสนาให้ปราชัยด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันที่พระอาทิตย์จะอัสดง ก็ทรงเบิกบานพระทัย ได้ปีติเป็นพลังภายในสนับสนุน เพิ่มพูนแรงปฏิบัติจิตภาวนาให้ยิ่งขึ้น จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลา ทรงเจริญสมถภาวนา กระทำจิตให้แน่วแน่ ปราศจากอุปกิเลส จนจิต สุขุมเข้าโดยลำดับไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ซึ่งเป็นส่วนรูปสมาบัติเป็นลำดับ จนถึงอรูปสมบัติ ๔ บริบูรณ์
จากนั้นมหาบุรุษก็สำเร็จโพธิญาณ
ข้อมูลทั้งหมดจาก
http://www.buddhism-online.org/Section06B_09.htm และ
http://www.wanramtang.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=443385&Ntype=2