 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/334" type="text/javascript"></script> |
|
|
ชานพระศรี
เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเล่าพระราชทาน เจ้าพระยามหินทรฯ จดจำไว้นำมาแต่งเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ "ชานพระศรี
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 11,823 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 18 August 2006, 9:01 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 18 August 2006, 9:01 pm
|
หน้าที่ 1 - หน้าที่ 1
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่องคาวี มักประทับอยู่ที่ช่องตรงระเบียงอัฒจันทร์พระมหามนเทียร โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎเข้าเฝ้าเป็นประจำ ทรงอ่านพระราชนิพนธ์ให้ฟังพร้อมทรงถามความคิดเห็น
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสวยพระศรี(หมาก) ก็มักจะหยิบพิมเสนในเครื่องพระศรีมาเติมให้ แล้วพระราชทานชานพระศรีนั้นให้พระเจ้าลูกยาเธอ เป็นเคล็ดว่าจะได้ถ่ายทอด พระปรีชาชาญให้ติดไปด้วย
ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ เจ้าฟ้ามงกุฎผนวชตลอดรัชกาล ก็ได้พระราชทานชานพระศรี ให้นายเพ็ง ข้าหลวงเดิมที่ทรงพระเมตตาดุจบุตรบุญธรรม ทรงเล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นความรู้แก่ข้าหลวงเดิมผู้นี้ ทั้งประวัติศาสตร์และคติสอนใจหลายต่อหลายเรื่อง
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นายเพ็งก็ได้เลื่อนยศตำแหน่งในราชการเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนในที่สุด บั้นปลายชีวิตได้เป็นเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล)
เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเล่าพระราชทาน เจ้าพระยามหินทรฯ จดจำไว้นำมาแต่งเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ "ชานพระศรี" มีทั้งคติสอนใจเรื่อง "ความสามัคคี" ลิลิตคำโคลงเรื่องพงศาวดารฝรั่งเศส บทความเรื่อง "ติณชาติและรุกขชาติ" และนิทานเรื่อง "ขรัวเต๊ะ" ซึ่งสนุกมากค่ะ จึงขอเก็บความมาเล่าให้ฟัง สลับบทกลอนที่เป็นฝีปาก เจ้าพระยามหินทรฯ ท่านเอง
จะกล่าวถึงขรัวเต๊ะคนเกะกะ สาธุสะแสนอุบาทว์ใจอาจหาญ
อยู่วัดสองพี่น้องบ้านคลองตาล เป็นสมภารนอกบรรทัดอาลัชชี
ต่อหน้าคนทนทำสมถะ วางจังหวะว่าเป็นกูไม่สูสี
เรียนโกหกยกตนเป็นคนดี ไม่รู้ทีก็นับถือว่าซื่อตรง
อลัชชีขรัวเต๊ะพระมีลูกวัดอยู่อีก ๑๗คน เสเพลกินเหล้าเมายาพอกัน รวมหัวกันหลอกลวง ชาวบ้านมานาน ๑๕-๑๖ ปี ไม่มีใครจับได้ จนมาวันหนึ่งลูกน้องอยากตั้งวงโจ้เหล้าเต็มแก่ แต่ขาดของแกล้ม ก็มากราบกรานขอสมภารให้ช่วยไปหามาให้ สมภารก็บอกว่าได้ ว่าแล้วก็ออกจากวัดตรงไปหาชาวบ้าน ออกอุบายปั้นเรื่องขึ้นมาว่า เมื่อคืนเทวดามาเตือนว่า จะเกิดฟ้าผ่าเกิดไฟไหม้ชาวบ้านตายกันเรียบ แต่ตัวแกมีวิชาจะช่วยให้รอด ต้องล้มหมูหาไก่เป็ดพร้อมเหล้ามาเป็นเครื่องบัตรพลี ชาวบ้านฟังก็ขวัญบิน เชื่อถือสมภารรีบจัดหามาให้ ขรัวเต๊ะก็หลอกอีกว่า คืนนี้จะวงสายสิญจน์รอบวัด ๓ ชั้น เพื่อทำพิธี แต่สายสิญจน์นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าใครเผลอล้ำเส้นเข้ามาจะกลายเป็นคนบ้าคลั่ง คุ้มดีคุ้มร้าย จึงขอให้ชาวบ้านทุกคนระวังตัวเก็บตัวอยู่ในบ้านอย่าเฉียดเข้ามาใกล้วัด เป็นอันขาด
มีชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายสอน มัวแต่ไปนอนเฝ้าห้างในไร่มาหลายวันไม่รู้เรื่องนี้ คืนนั้นกลับบ้านผ่านมาทางวัดได้ยินเสียงขี้เมาเอะอะเฮฮากันก็สงสัยว่าใครมาทำอะไรในวัด จึงย่องเข้าประตูวัดไปแอบดู ก็เห็นสมภารและลูกวัดทั้งหลายกินเหล้าเมาหยำเปกันครึกครื้น
หยิบกับแกล้มแถมเหล้าเมาออกเซอะ พูดเลอะเทอะทั้งประทัดตุหรัดตุเหร่
บ้างรำฟ้อนอ่อนคอเสียงอ้อเอ หัวเราะเฮฮาลั่นสนั่นไป
นายสอนตาลีตาเหลือกกลับบ้านไปบอกเมียพ่อตาแม่ยาย พวกนั้นฟังแล้วก็นึกถึงคำสั่ง ของขรัวเต๊ะได้ ก็แน่ใจว่าลูกเขยล้ำเส้นสายสิญจน์เข้าไป ถึงเสียสติมองเห็นภาพหลอน จึงห้ามปรามไม่ให้คิดมาก เกิดทะเลาะกันใหญ่จนนายสอนเบรกแตก อาละวาดว่าไม่มีใครเชื่อ ชาวบ้านอื่นๆก็ยิ่งเห็นจริงว่าบ้าแน่ ก็เลยช่วยกันจับนายสอนมัดไว้ พาไปหาสมภาร ขอให้ช่วยรดน้ำมนตร์รักษาอาการ สมภารได้ท่าบอกชาวบ้านว่าให้ทิ้งคนไข้ไว้ที่วัดจะรักษาให้ พอชาวบ้านกลับไปหมดแล้วทั้งสมภารทั้งลูกน้องก็จับนายสอนเฆี่ยนตีจนสาแก่ใจ
นายสอนตัวคนเดียวสู้ไม่ไหว ทั้งที่แค้นแสนแค้นก็จำต้องปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล ลงกราบสมภารบอกว่าหายบ้าแล้ว รู้แล้วว่าพระทั้งหลายไม่ได้เมา ขอให้ปล่อยตัวกลับบ้าน ไปตามเดิม แต่ใจก็ไม่วายสวดพระเรื่อยไปถึงชาวบ้านรอบตัวที่ไม่รู้เท่าทัน
เป็นเหตุเพราะสัปปุรุษนี้สุดเซอะ อ้ายพระเคอะทำแค้นแสนสาหัส
ชั่งอัปรีย์ขี้ถังทั้งประทัด จับเรามัดไปให้พระนอกประเด็น
ไฉนหนอพ่อแม่แกชั่วโฉด มาส่งโจทก์ให้จำเลยไม่เคยเห็น
ต้องบิดสรรพกลับร้อนผ่อนให้เย็น การที่เห็นจะต้องหายคลายเป็นดี
สัจจังจริงกิงฤาอย่าถือเลย ด้วยของเคยถือกันต้องหันหนี
เห็นสิ่งไรไปเมื่อหน้าอย่าพาที เราทนดีเขาไม่ได้ไม่ชนะ
บูราณว่าฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรร้อยบ้านมาพาลปะ
พระตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วไปตามพระ ต้องจำจำทำแพ้แน่แล้วเรา
ฝีปากของเจ้าพระยามหินทรฯนับว่าคมคายไม่น้อย เพราะทิ้งท้ายเรื่องนี้ไว้เป็นแบบ ประชดประชันตั้งชื่อว่า "สุภาษิตบิดบดคดในข้อ" แทนที่จะสอนอย่างตรงไปตรงมา อย่างสุภาษิตเรื่องอื่นๆทั่วไป
แม้นผู้ใดใจตรงประสงค์ซื่อ จนกลับถือสุภาษิตที่บิดสรรพ
ผู้ใดถือซื่อใส่เสียให้ยับ เอาแบบฉบับนี้แลแลดีนัก
คดีธรรม์นั้นไปขว้างเสียกลางน้ำ ช่วยกันทำแต่ที่จะอัปลักษณ์
อย่าเป็นผู้รู้คุณการุญรัก เป็นคนอกตัญญูจะดูดี
ใครโอนอ่อนผ่อนผันอย่าหันหา ช่วยอิจฉาฉ้อฉลให้ป่นปี้
เขาเกลียดฤาถือว่ากลัวแลตัวดี ความอัปรีย์เมื่อไรเอาไหนมา
แอบทำชั่วเล่นลับๆจับใครได้ ลูกเมียใครเร่งรักให้หนักหนา
น้ำท่วมเกลือเหลือล้ำอย่านำพา ใครนินทาวุ่นวายอายไปเอง
.....................................................
อย่าหลงถือซื่อสัตย์มักขัดสน จงคิดกลให้ได้ดังหนึ่งกังหัน
ลมพัดกล้ามาทางไหนไปทางนั้น หมุนให้มันรอบตัวกลัวทำไม
แม้นมีมิตรแล้วจงคิดทำลายล้าง ตัดหนทางโกงเจ้าเอาแต่ได้
สละซื่อถือดังนี้ดีสุดใจ อย่าเลือกหน้าว่าผู้ใดใส่ให้พอ
.....................................................
คนโน้นจิตคิดเห็นเป็นเช่นนั้น คนนี้ผันผิดอย่างต่างกระแส
ร้อยคนร้อยอย่างล้วนคิดปรวนแปร ไม่เที่ยงแท้หูมนุษย์สุดแต่ใจ
ที่คนดีก็ไม่มีระวังหวาด มีแผลบาดบ้างก็แคลงระแวงไหว
เหมือนไก่ปล่อยร้อยพันสนั่นไป ตัวไหนไข่ก็กระต๊ากหากจะเป็น
ซึ่งวิสัยธรรมดาสุภาษิต ก็ต้องคิดแคะไค้ออกให้เห็น
สิ่งดีชั่วกลั้วกันไปมิได้เว้น ต้องชี้เช่นสาธกยกออกมา
************************************
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 ส.ค. 2549 (14:38) ขอบคุณครับ ได้ความรู้เพิ่ม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 มี.ค. 2550 (14:40) อยากรู้อ่ะค่ะว่า "พลูรอยกัด" ที่อิเหนาใช้ซัดใส่คนโน้นคนนี้
ทั้งนางจินตหรา นางสการะหนึ่งหรัด
หรือกระทั่งซัดใส่สังคามาระตา กับประสันตา
มันคืออะไรเหรอคะ
ใช่หมากรึเปล่าคะ
และทำไมเรียนพลูรอยกัดคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 6 ก.ย. 2550 (21:57) เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงนี้ คือคนที่แต่ง "นิราศหนองคาย" นิราศต้องห้ามในสมัยรัชกาลที่ 5
ใช่ไหมคะ