อยากทราบคุณสมบัติของ turpentine ที่เป็น by product จากการกลั่นเมธานอลค่ะ
Lab 2
เมื่อของเหลว 2 ชนิด ซึ่งไม่ละลายซึ่งกันและ อยู่ในสภาวะสมดุล โมเลกุลของตัวถูกละลายจะกระจายอยู่ในตัวทำละลายทั้ง 2 ถ้ากำหนดตัวทำละลายทั้ง 2 เป็น a และ b เฟสของตัวถูกละลายที่อยู่ในแต่ละชั้นเป็น c เมื่อถึงสภาวะสมดุล ค่าศักย์เคมีของตัวทำละลายในตัวถูกละลายทั้ง 2 จะเท่ากัน นั่นคือ
µia=µib
เมื่อ µia คือ chemical potential of solute in a phase
µib คือ chemical potential of solute in b phase
และแสดงความสัมพันธ์ในรูปทั่วไปของความเข้มข้น (c) ได้
(µia)0 + RTlngiacia = (µib)0 + RTlngibcib
1
เมื่อ cia คือ concentration of solute in a phase
cib คือ concentration of solute in b phase
gI คือ achvity coefficient of solute
จากสมการ 1 จะได้ว่า ln (gibcib/giacia) = ()/RT = ค่าคงที่ เมื่อ T,P คงที่
นิยามค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (Distribution coefficient , m)
m = cib / cia
..2
ความสัมพันธ์นี้ขึ้นกับความเข้มข้นของตัวทำละลายทั้ง2 และค่า achvity coefficient ก็ขึ้นกับความเข้มข้นด้วย
ในการนำค่า m มาหาค่า distribution coefficient ของ I2 ในน้ำ (aqoues phase) และ CCl4(organic phase) ซึ่งทั้ง H2O และ CCl4 ไม่ละลายซึ่งกันและกัน ดังนี้
m = ([I2]l , CCl4)/([I2]l,H2O)
เมื่อ [I2]l , CCl4 คือ ความเข้มข้นของ I2 ณ สภาวะสมดุลใน CCl4 phase
[I2]l,H2O คือ ความเข้มข้นของ I2 ณ สภาวะสมดุลใน H2O phase
m คือ distribution coefficient of I2 (solute)
การทดลองนี้เกี่ยวกับการกระจาย สามารถทำนายธรรมชาติ ion เชิงซ้อน และประมาณค่าคงที่การแยก กรณีไอโอไดด์ไอออน (I3-) เมื่อ H2O และ CCl4 เป็นตัวทำละลายซึ่งไม่ละลายซึ่งกันและกัน ซึ่งใช้ KI แทน H2O ซึ่งเป็น phase หนึ่งซึ่งจะเกิดการละลาย I2 (ไอโอดีน) ที่เพิ่มขึ้น ไอโอดีนอยู่ในรูปโมเลกุลคือ I2 และอยู่ในรูป ion คือ I- (iodide ion) และ I3- (tri iodide) ซึ่ง I3- เป็น complex ระหว่าง I2 กับ I- ดังสมการต่อไปนี้
I2 + I- = I3-
Iodide ทั้ง 3 รูปนี้ จะอยู่ใน aqueous phase เมื่อ I2 (iodide) รวมตัวกับ I- ในชั้น H2O ได้แก่ I3-จนถึงภาวะสมดุล จะหาค่า K ได้ดังนี้
K = [I3-]l/([ I2]l[I-]l)
เมื่อ K คือ ค่าคงที่สมดุล
[I3-]l , [I2]l , [I-]l คือ ความเข้มข้นของ I3-, I2 , I- ในสภาวะสมดุลตามลำดับ
ปริมาณ I2 ใน aqueous iodine solution ไม่สามารถหาได้จากการไตเตรตโดยตรงกับสารละลายมาตรฐาน Na2S2O3 เพราะเมื่อเราใส่ Na2S2O3 จะไปทำปฏิกิริยากับ I2 ทำให้ I3-แตกตัวให้ I2 กลับมา อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของ iodine ที่ไม่ได้รวมตัวใน aqueous phase (อยู่ใน organic phase) นี้ สามารถหาได้จากการทดลองโดยการไตเตรต ชั้นของและทำได้โดยรู้ค่า m ของ I2และ I3-ทราบได้โดย thisufate titration ดังนั้นจะหา [I3-]l จากผลต่างของไอโอดันทั้งหมด (I2+ I3-) ในชั้นน้ำกับไอโอดีน (I2) ในชั้นน้ำกับไอโอดีน (I2) ในชั้นน้ำ ที่หามาจากค่า m ส่วน [I]l หาได้จากการทดลองโดยดูว่า I3-เกิดขึ้นมากเท่าไร ก็นำไปหักจาก [I]l เมื่อเริ่มทำการทดลอง
Lab 4
ความร้อนของการละลาย (Heat of Solution Determination)
การเปลี่ยนแปลงเอนทัลปีเนื่องจากการละลายของสารเกิดเป็นสารละลาย เรียกว่า ความร้อนของการละลาย (heat of solution) ซึ่งรวมทั้งความร้อนที่เกิดขึ้นในขณะเกิดการละลาย เนื่องจากการสร้างสารประกอบ เช่น สารประกอบไฮเดรต ระหว่างสารนั้นกับตัวทำละลายเนื่องจากการแตกตัวเป็นไอออน หรือเนื่องจากการละลายโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีด้วย ความร้อนของการละลายมักมีค่าสูง และมีค่าเป็นลบ เมื่อมีการสร้างสารประกอบขณะละลาย แต่ถ้าเป็นการละลายในลักษณะที่โมเลกุลกระจายออกห่างจากกันโดยไม่มีปฏิกิริยาแล้ว ความร้อนของการละลายมักมีค่าต่ำและเป็นบวก เนื่องจากการละลายเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกับการระเหย จึงต้องการพลังงานเพื่อเอาชนะแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลที่อยู่ในสภาวะก่อนการละลาย
การเปลี่ยนแปลงเอนทัลปี เมื่อสารประกอบหนึ่งๆ ละลายขึ้นอยู่กับปริมารและชนิดของสารนั้น และตัวทำละลาย อุณหภูมิ และความเข้มข้นของสารตั้งต้น และความเข้มข้นสุดท้ายของสารละลาย ดังนั้นจึงต้องระบุสภาวะอ้างอิงที่ละเอียด และแน่นอนทุกครั้ง
ความร้อนอินทิกรัลของการละลายมาตรฐาน ( standard integral heat of solution)
ความร้อนของการละลายของสารละลายหนึ่ง เป็นค่าสะสมจากการเติมตัวทำละลายลงไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเรียกว่าความร้อนอินทิกรัลของสารละลาย และความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากการละลายจะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อสารละลายนั้นเจือจางหรือเมื่อมีตัวทำละลายอยู่มากขึ้น เป็นความร้อนอินทิกรัลของการละลายมาตรฐาน ของกรด HCl ซึ่งจะเห็นได้ว่า ค่าความร้อนของสารละลายจะเข้าสู่ค่าอะซิมโทดค่าหนึ่ง เมื่อสารละลายเจือจางอนันต์ และมีค่าเท่ากัน -17960 cal/gmole HCl จากกราฟของการละลายนี้สามารถหาค่าความร้อนของการละลายที่ความเข้มข้นใดๆ ได้โดยอ่านค่าที่ความเข้มข้นนั้นๆ แล้วนำมาหักลบกัน
ความร้อนของปฏิกิริยาสะเทิน (Heat of Neutralization)
ในการทดลองทาง Physical Chemistry ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อ 1 mol ของเบสแก่ ทำปฏิกิริยากับ 1 mole ของกรดแก่ที่เจือจางเพียงพอที่อุณหภูมิ 25
ถ้าสารละลายมีความเข้มข้นปานกลาง ค่า Heat of Neutralization ซึ่งเป็นผลเนื่องจาก interionic force และ effects อื่นๆ ที่มีผลต่อปฏิกิริยาสะเทิน ถ้ากรดที่ใช่เป็นกรดที่แตกตัวได้น้อย ค่าพลังงานความร้อนจะมีค่าน้อยกว่า 13700 calories ดังนั้นในการที่เราจะตีความหมายที่เกี่ยวกับค่าความร้อนในการเกิดปฏิกิริยาสะเทิน เราจึงควรพิจารณาถึงความเข้มข้นของสารละลายกรดและสารละลายเบส ธรรมชาติของกรดและเบส และอุณหภูมิ
ในการทดลองนี้เราควรจะทราบค่า Heat capacity ของ Calorimeter system (เพื่อใช้หาค่า Heat of Neutralization ) โดยการหาค่าความร้ อนที่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนไป 1
ในการคำนวณค่า Heat capacity ของ calorimeter system ใช้หลักความจริงที่ว่าความร้อนที่น้ำเย็ฯได้รับ มีค่าเท่ากับความร้อนที่สูญเสียไปของ Calorimeter กับน้ำที่อุณหภูมิห้องและสามารถแสดงในรูปสมการดังนี้
Qเพิ่ม = Qลด
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับฟิล์มที่ใช้ในอุสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ค่ะ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างคะ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |