 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/337" type="text/javascript"></script> |
|
|
ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง... คงจะต้องบังคับขับไส :
บรรยากาศของชาติไทย ในเหตุการณ์ร.ศ. ๑๑๒ และส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโดยพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ โดยบรรยากาศในพระนครเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ เต็มไปด้วยความตึงเครียดใกล้ถึงจุดระเบิด ในพระบรมมหาราชวัง เจ้านายและขุนนาง ต่างรอฟังข่าวด้วยใจระทึก...
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 42,262 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 15 December 2007, 8:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 15 December 2007, 8:43 pm
|
หน้าที่ 1 - หน้าที่ 1
ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๐๗ ปีก่อน
บรรยากาศในพระนคร เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ (รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ ) เต็มไปด้วยความตึงเครียดใกล้ถึงจุดระเบิด ในพระบรมมหาราชวัง เจ้านายและขุนนางผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง ต่างรอฟังข่าวด้วยใจระทึก เรือรบของไทยที่มีเพียง ๒-๓ ลำ จอดทอดเรียงกันเป็นระยะ ทำหน้าที่รักษาปากแม่น้ำมิให้เรือต่างชาติบุกรุกเข้ามา
ฝรั่งเศสนำเรือรบ ๒ ลำ ชื่อ Comet กับ Constance และเรือสินค้าอีก ๑ ลำ แล่นล่วงล้ำเข้ามาอย่างดื้อๆ ไม่แยแสคำห้ามของไทยก่อนหน้านี้ว่ายังไม่เหมาะที่จะเข้ามา เพราะฝรั่งเศสกับไทย มีปัญหาขัดแย้งกันมาก่อนเพิ่งจะสงบ เมื่อมาเจอเหตุการณ์ขนาดนำเรือรบมาถึงเมืองหลวง ย่อมไม่น่าไว้วางใจ
ไม่ว่าฝรั่งเศสอ้างอะไรในการเข้ามาก็ตามที แต่เหตุผลแท้ๆ ก็คือต้องการยึดดินแดน ระหว่างอินเดียกับจีน ไว้เป็นอาณานิคมของตน เพื่อเพิ่มพูนอำนาจและความมั่งคั่ง แข่งกับอังกฤษที่ได้จีนและอินเดียไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงกับตั้งชื่อรวมของพม่า มอญ มลายู ไทย เขมร ญวน และลาว ไว้เป็นภาษาฝรั่งเศสว่า
"อินโดจีน " (Indo-Chine) คือถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็จะรวบไว้ให้หมด แต่ก็ไม่ทันอังกฤษซึ่งได้พม่า(รวมมอญ)และมลายูไปก่อน ฝรั่งเศสจึงได้แค่ญวน ต่อมาก็เขมรและลาว เหลือไทยประเทศสุดท้ายที่ยังรอดเป็นเอกราชอยู่
เมื่อบอกดีๆแล้วไม่ฟัง ยังขืนล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชอาณาจักร ไทยก็ยิงถูกท้ายเรือสินค้าเสียหาย ลูกเรือตายไป ๒-๓ คน ส่วนเรือรบเข้ามาได้จนถึงหน้าสถานทูต เสียงปืนทำให้โกลาหลไปทั่วพระนคร ต่อจากนั้น ราชทูตฝรั่งเศสชื่อเมอสิเออร์ปาวี ก็มายื่นคำขาดกับไทย ให้ชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องต่างๆอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐ ข้อ
คิดดูนะคะ ว่าใครเป็นฝ่ายเสียหายกันแน่
ฝ่ายอังกฤษดูออกว่าฝรั่งเศสจะฮุบไทยทั้งหมดแน่ ก็เลยยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้ เจรจากับฝรั่งเศส จนกระทั่งฝรั่งเศสยอมให้แลกเอกราชของไทยด้วยการเฉือนเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไปครอบครอง คือทางเมืองหลวงพระบางและจำปาศักดิ์ ซึ่งอยู่ในการครอบครองของไทย
เท่านั้นยังไม่หนำใจ ฝรั่งเศสให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายอีก ๓ ล้านบาท ถอนทหารให้พ้นเขต ยอมเรื่องเก็บภาษี ปลดอาวุธ ปล่อยเชลย โดยยึดจันทบุรี ตราดและเกาะเล็กเกาะน้อยตามชายแดนไว้เป็นการค้ำประกัน เพื่อจะดึงเรื่องยืดเยื้อไม่ให้จบง่ายๆ ถ้าหากว่าไทยไม่ยอมก็จะถือข้อนี้เป็นข้ออ้างในการยึดเอาเสียทั้งประเทศ
ไทยจำต้องยอมด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจเหลือพรรณนา เงินทอง ๓ ล้านเป็นจำนวนมหาศาล ฝรั่งเศสเรียกขนาดนี้เพราะเชื่อว่าไทยไม่มีเงินมากพอจะให้ และก็จริง ขนาดขนเงินออกมาหมดท้องพระคลังแล้วยังมีไม่ถึง ๓ ล้านจริงๆ
บุญเก่าของไทยยังมีอยู่ จึงได้อาศัย
' เงินถุงแดง ' ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้ารัชกาลที่ ๓ ทรงมอบเป็นมรดกไว้ให้บ้านเมืองมาผสมเข้าไป บวกกับเงินสมทบมากบ้างน้อยบ้างจากขุนนางประชาชน ร่วมแรงร่วมใจกันถวายพระเจ้าอยู่หัว เพื่อรักษาแผ่นดินไว้ รวบรวมส่งให้จนครบจำนวน ทำให้ฝรั่งเศสไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป ผลจากความเสียพระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงกับทรงพระประชวรหนัก ถึงกับมีพระราชปรารภว่าจะสวรรคตเสียดีกว่าจะอยู่ดูบ้านเมืองตกเป็นของต่างชาติ อานิสงส์จากบรรพบุรุษและน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย วิกฤติการณ์ครั้งนั้นจึงผ่านพ้นไปได้ในสภาพบอบช้ำแบบ
'ยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต'
ความเข็ดขยาด ที่จะต้องตกในอำนาจของต่างชาติ ยังเป็นความรู้สึกต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่มีใครลืมได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชนิพนธ์เตือนใจไว้ว่า
ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส
เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย
เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 29 ส.ค. 2549 (12:24) มันน่าแค้นใจจริงๆนะครับ คุณเทาชมพู
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 ส.ค. 2549 (13:55) จำไว้สิ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ก.ย. 2549 (10:42) ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส
เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย
เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา
คงจะต้องใช้กลอนบทนี้จริงๆคะ เพราะบรรพบุรุษของเราได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดแล้วเพื่อรักษาบ้านเมืองนี้ไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้อยู่อาศัยกัน...
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 ก.ย. 2549 (12:30) ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าค่ะที่ทำให้ ร.5ต้องทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาในต่างประเทศ เป็นการเตรียมบุคคลากรรุ่นใหม่ที่รู้ทัน ตะวันตกในทุกด้านไว้รับมือ
โดยเฉพาะการทหาร.......ทั้งรัสเซีย และอังกฤษ นอกเหนือจากนโยบายทางการทูต
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 8 ก.ย. 2549 (16:51) ความจริงประเทศไทยเรา ก็ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมาหลายครั้งบรรพบุรุษของเรานับแต่พระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์เรื่อยลงมาจนถึงสามัญชนคนธรรมดาต่างก็ร่วมกันรักษาบ้านเมืองไว้ อยากให้คนไทยที่เกิดที่อาศัยแผ่นดินไทยรู้รักชาติ และสามัคคีกันมากกว่านี้ อย่าให้ "ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 10 ก.ย. 2549 (21:04) ไทย เราผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง หลายคราแล้วด้วยพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ รวมทั้งความรัก ความสามัคคีของคนไทยทุกคน เป็นหน้าที่ของพวกเราคนไทยทุกคนที่จะปกป้องประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อลูก หลานของเราต่อไปนิ
เราเองก็เฉือนดินแดนของประเทศไทยแทบจะทุกด้านเพื่อป้องกันดินแดนส่วนใหญ่ไปมากแล้ว อย่าต้องเฉือนด้ามขวานอีกเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 11 ก.ย. 2549 (15:01) ความเจ็บปวดเป็นบทเรียนยากจักลืม มีบางกลุ่มคนไทยสมัยนั้นได้ทำการสักบริเวณหน้าอกเป็นคำว่า รศ.๑๑๒ เพื่อเป็นการย้ำเตือนเหตุการณ์นั้น ในทุกลมหายใจ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 ก.ย. 2549 (15:55) เมื่อเดือนที่แล้วผมได้ไปที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ มีพี่ทหารคอยให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ ร.ศ.112 ฟังแล้ว..เลือดขึ้นหน้า..มีอารมณ์ร่วมเหมือนกันครับ..เขาทำเป็นวิดีทัศน์บรรยายเหตุการณ์ไว้ด้วย..ผมขอถ่ายทอดจากความทรงจำด้วยคนนะครับ ผิดถูกอย่างไร..คงต้องขออภัยท่านผู้รู้ไว้ด้วย..
...ป้อมพระจุลฯ เป็นป้อมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงคาดการณ์ไว้ว่า..วันหนึ่งไม่อังกฤษก็ฝรั่งเศสจะต้องลุกล้ำอธิปไตยของไทยเป็นแน่ จึงทรงสร้างป้อมด้วยพระราชทรัพย์ที่มากโข เพื่อปกปักปากแม่น้ำ..อันเป็นยุทธศาสตร์อันสำคัญไว้..เพราะหากหลุดปากแม่น้ำเข้าไปได้..ก็แทบไม่เหลือปราการใดอีกแล้ว..ซึ่งเมื่อสร้างป้อมเสร็จไม่นาน..ปืนใหญ่ก็เพิ่งหล่อเสร็จชื่อว่า ปืนเสือหมอบ (ใหญ่มากครับ ใช้ระบบหมุนแล้วยกตัวปืนขึ้นไป ลุกกระสุนก็ใหญ่และหนักมากครับ นึกถึงความโกลาหลในวันเกิดเหตุแล้ว เหนื่อยครับ) เรือรบฝรั่งเศส ใช้เรือสินค้านำหน้าเข้ามา เนื่องจากเรือสินค้าฝรั่งเศสได้เข้ามาค้าขายและดูลาดเลาอยู่นานแล้ว จนรู้ดีถึงร่องน้ำบริเวณปากแม่น้ำและร่องน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อเรือรบมาถึงปากแม่น้ำ ทางป้อมพระจุลฯ ได้ยิงเตือนไม่ให้เข้ามาในเขตน่านน้ำไทย แต่เรือรบฝรั่งเศสก็ยังแล่นต่อไปเรื่อยๆ และมีการยิงตอบโต้กลับเข้ามา ไทยส่งเรือรบออกไปต้าน แต่ขนาดของเรือผิดกัน เราจึงสูญเสียกำลังพลไป ทางป้อมฯ ยิงปืนเสือหมอบเข้าใส่เรือฝรั่งเศสจนเสียหาย แต่ก็ทำได้เท่านั้น เพราะปืนเสือหมอบมีระยะหมุนเพียง 45 องศา ไกล 2000 เมตร และที่สำคัญทีสุด..ด้วยความที่ปืนเพิ่งได้ใช้ ยังไม่สามารถหาพิสัยที่แม่นยำของปืนได้ เพราะยังไม่มีระบบวิถีนำร่องทันสมัยเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งทางท่านผู้บรรยายกล่าวว่า..หากมีเวลาสักครึ่งปี ทางเราคงสามารถยิงได้อย่างแม่นยำ.. ดังนั้น..เมื่อเรือรบฝรั่งเศสแล่นพ้นปากแม่น้ำเข้าไป ก็เหลือวิสัยที่ปืนจากป้อมพระจุลฯ จะทำอะไรได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเรือสินค้าผู้ชำนาญนำทาง เรือรบฝรั่งเศสก็ไปจอดเทียบท่าแทบหน้าวังแล้วยิงปืนขู่ให้ไทยยอมชดใช้ค่าชีวิตของลูกเรือที่เสียไปของเขา กดขี่ยิงปืนขู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนไม่เป็นอันทำอะไร จนไทย..ต้องยอมเสียสละดังอาจารย์เทาชมพูได้เล่ามา..
วันนั้น..ผมถามท่านทหารไปว่า.."ผู้บังคับการป้อมพระจุลฯ ตอนนั้นเป็นใคร"
ท่านก็ตอบยิ้มๆ ว่า "เป็นคนเดนมาร์ก" (น่าจะใช่นะครับ) แต่ผมจำชื่อไม่ได้แล้วครับ ขอโทษจริงๆ
เรือสินค้า..แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม..แลกเปลี่ยนสินค้า..แต่สุดท้าย..อีกหนึ่งเหตุผลของเรือสินค้า..คือ..สอดแนม..
ไม่ต่างกับสมัยนี้เลยมังครับ
NUT99
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 12 ก.ย. 2549 (12:39) หวังว่าคนรุ่นใหม่จะอ่านเรื่องนี้แล้วนำไปเตือนใจไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 17 ก.ย. 2549 (16:18) ตอบคุณ ค.ห. ที่ 5
ถูกแล้วครับ
จำกลอนนี้ได้ไหม
พ่อไม่มีเงินทองจะกองให้
จงตั้งใจพากเพียรเรียนหนังสือ
หาวิชาความรู้เป็นคู่มือ
เพื่อยึดถือเอาไว้ใช้เลี้ยงกาย
พ่อกับแม่มีแต่จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้าเรื่อยไปนั้นอย่าหมาย
ใช้วิชาช่วยตนไปจนตาย
เจ้าสบายแม่กับพ่อก็ชื่นใจ
ถึงพ่อจนทนได้ไม่ทุกข์หนัก
เท่าลูกรักประพฤติตนเป็นคนชั่ว
ลูกกี่คนทนเลี้ยงได้ไม่หมองมัว
ไม่โศกเศร้าเท่าลูกตัวชั่วระยำ
พ่อส่งให้ลูกเรียนเพียรอุตส่าห์
พ่อฟันฝ่าอุปสรรคแสนหนักเหลือ
พ่อตั้งหน้าหาทุนมาจุนเจือ
พ่อทำเพื่อลูกเจริญเดินก้าวไกล
เจ้าไม่เรียนเมื่อไหร่เจ้าจะรู้
เจ้าไม่ดูเมื่อไหร่เจ้าจะเห็น
เจ้าไม่ทำเมื่อไหร่เจ้าจะเป็น
ยามลำเค็ญใคร่เล่าช่วยเจ้าเอย
.........น้ำตาไหลครับ......
OBORO
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 271 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 29 ก.ย. 2549 (18:37) สุดยอด กษัตริย์สำคัญจิงๆ