สารบัญ
หน้าที่ 24 - ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์
"The most beautiful thing we can experience is the mysterious. It is the source of all true art and science.--Albert Einstein
สิ่งที่สวยงามที่สุดที่เราสัมผัสได้คือ ความลึกลับ มันคือต้นกำเนิดของศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่แท้ทุกแขนงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
สมัยหนึ่งที่มนุษย์ยังไม่มีความรู้มากนัก นักวิทยาศาสตร์แบ่งชนิดของสรรพสิ่งเป็นสามจำพวกคือ พืช สัตว์ และแร่ธาตุ ต่อมาความรู้ก็เปลี่ยนแปลงไป ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ปัจจุบันความรู้ที่เรามียังนับว่าน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความลึกลับของธรรมชาติ แต่มันน่าแปลกไหมครับที่มนุษย์สามารถเข้าใจธรรมชาติด้วยการเรียนรู้ คนเราเป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตบนผิวของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในจักรวาล แต่เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการทางความคิดมากจนสามารถเข้าใจสรรพสิ่งรอบตัว
คนทั่วไปอาจมัวแต่ดำรงชีวิตเพื่อเอาตัวรอดไปวันหนึ่ง แต่คนบางคนไม่พอใจในความรู้ที่มนุษย์มีอยู่เพียงน้อยนิด ดิ้นรนครุ่นคิดเพื่อแสวงหาทฤษฎีที่จะอธิบายสิ่งที่พวกเขาข้องใจ แรงบันดาลใจของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมาจากคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ พวกเขาตั้งใจค้นหาความรู้และความจริงเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ โดยนำความรู้เหล่านั้นมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตมนุษย์
พระธรรมปิฎกกล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการสืบสาวหาความรู้ในความจริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นจะต้องตอบทันที และเป็นเรื่องของบุคคลที่มีความสนใจ ไม่เป็นเรื่องของสังคมหรือหมู่ชนทั้งหมด ดังนั้นอาจจะมีปัจเจกชนหรือผู้สนใจเฉพาะกลุ่มน้อยๆ พยายามศึกษาเรื่องนี้ต่อกันมา โดยใช้วิธีหาความรู้ที่จะพิสูจน์ความจริงได้ ที่เรียกว่าวิธีวิทยาศาสตร์
ถ้าไม่มีความสงสัย ไม่มีข้อข้องใจ ไม่ต้องการที่จะมองในมุมใหม่ ก็จะไม่เกิดความคิดใหม่
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์บางคนรู้ว่า วิธีทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบคำถามที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น ผลงานศิลปะชิ้นนี้สวยหรือไม่ แต่ผมคิดว่า ถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่อาจตอบคำถามเกี่ยวกับความงามของศิลปะได้ แต่ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์อาจจะสร้างทฤษฎีที่อธิบายเหตุของความงามของผลงานศิลปะได้ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ชอบค้นหาคำตอบอยู่เสมอ ผมใฝ่ฝันว่าจะมีทฤษฎีที่ชื่อ ทฤษฎีแห่งความงาม
ลองอ่านคำกล่าวของริชาร์ด ไฟน์แมนต่อไปนี้สิครับ Some people say, How can you live without knowing? I do not know what they mean. I always live without knowing ผมฟังดูเหมือนไฟน์แมนพูดประชดความจริงที่ว่า คนเรามีความรู้เพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของจักรวาล
แมกซ์ พลังค์กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ไม่สามารถไขความลี้ลับขั้นสุดท้ายของธรรมชาติได้ เพราะเมื่อวิเคราะห์ลงไปจนถึงที่สุด ตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งแห่งความลี้ลับที่เราพยายามจะไข
อาร์เทอร์ เอ็ดดิงตันกล่าวว่า วิทยาศาสตร์ไม่สามารถนำมนุษย์เข้าถึงตัวความจริงหรือสัจภาวะได้โดยตรง จะเข้าถึงได้ก็เพียง โลกแห่งสัญลักษณ์ที่เป็นเพียงเงา (a shadow world of symbols) เหล่านี้คือข้อจำกัดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ต้องการวิจัยเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะต้องเจอกับความลึกลับอีกหลายเรื่อง และเจอกับคำถามอีกหลายคำถามที่ยังตอบไม่ได้ วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้เจริญมากในด้านวัตถุ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่อาจไม่มีโอกาสยุ่งเกี่ยวกับการค้นคว้าเรื่องจิตใจ
พูดถึงเรื่องจิตใจแล้ว ผมว่าประเทศไทยของเรามีแหล่งความรู้ที่ยิ่งใหญ่และมีประโยชน์มากแหล่งหนึ่ง เป็นความรู้ที่มาจากผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์คือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือสมณะโคดม ผู้มีพระนามเดิมว่า สิทธัตถะ โคตมะ ผลงานของพระองค์เป็นที่รู้จักในชื่อ ศาสนาพุทธ มีคำสอนพื้นฐานที่ว่า ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ พระธรรมปิฎกได้สรุปคำอธิบายเรื่องชีวิตมนุษย์ในศาสนาพุทธไว้ว่า
ชีวิตคืออะไร...ขันธ์ ๕, อายตนะ ๖
ชีวิตเป็นอย่างไร...ไตรลักษณ์
ชีวิตเป็นไปอย่างไร...ปฏิจสมุปบาท, กรรม
ชีวิตควรให้เป็นไปอย่างไร...นิพพาน
ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไร...มัชฌิมาปฏิปทา, กัลยาณมิตร, โยนิโสมนสิการ
พระพุทธเจ้าเคยกล่าวว่า เรื่องที่ว่าจักรวาลมีรูปร่างอย่างไร เป็นเรื่องที่มนุษย์เราไม่ควรสนใจ เพราะไม่ใช่หนทางที่ทำให้เราพ้นทุกข์ ความรู้มีอยู่มากมายในจักรวาล แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนเฉพาะเรื่องที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถสนใจศึกษาวิจัยสิ่งต่างๆ มากมาย พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะว่า เราควรศึกษาเฉพาะเรื่องที่จำเป็นก่อน และคำถามทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาลบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ตอบได้ยาก เกินความสามารถของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่จะเข้าใจได้
พอล ดิแรก กล่าวว่า พระเจ้าคือนักคณิตศาสตร์ที่เก่งมาก เขาใช้คณิตศาสตร์ระดับสูงในการสร้างจักรวาล (God is a mathematician of a very high order, and He used very advanced mathematics in constructing the universe.--Paul Dirac) จักรวาลคือทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องจักรวาลเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมากครับ และการมีอยู่ของชีวิตมนุษย์ก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมากเช่นเดียวกัน
ผมตั้งสมมุติฐานไว้ว่า วิทยาศาสตร์จะถึง จุดจบ เมื่อมนุษยชาติค้นพบทฤษฎีของทุกสิ่ง (คำว่าถึงจุดจบในที่นี้ หมายความว่ามนุษย์รู้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์) ถ้าเวลานั้นมาถึง งานของนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ทุกคนอาจจะสิ้นสุดลง เพราะไม่มีความลึกลับของธรรมชาติให้ค้นหาคำตอบอีกแล้ว ซึ่งเวลานั้นหรือการค้นพบทฤษฎีของทุกสิ่งยังห่างไกลจากเวลาปัจจุบันนี้มาก เพราะวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ ยังมีความลึกลับที่รอคอยการค้นหาของนักวิทยาศาสตร์มากมาย
และผมเชื่อว่า ถ้าสักวันหนึ่ง มนุษยชาติมีทฤษฎีของทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่เข้าใจในทฤษฎีนี้จะเข้าใจความหมายของทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งความหมายของชีวิตและความทุกข์ทั้งปวง คนที่บรรลุความเข้าใจในทุกสิ่งจิตของเขาจะเป็นอิสระและแผ่กว้างทั่วจักรวาล ไม่มีความสงสัยหรือความข้องใจเหลืออยู่อีก จักรวาลทั้งหมดจะมีแต่ความสุขและความสมบูรณ์ในจิตของเขา เกิดความรู้แจ้งทางปัญญาสูงสุดที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า Spiritual Enlightenment และบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ความรู้ในการค้นคว้าเรื่องนี้มักมีอยู่ในวงการศาสนามากกว่าวิทยาศาสตร์
มีนักคิดกล่าวว่า การรู้ว่าอะตอมเป็นอย่างไร หรือรู้ว่าสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการได้อย่างไร ไม่ทำให้เราบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตที่เรียกว่า นิพพาน แต่มันเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เรื่องของการพ้นทุกข์นั้นต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับจิตใจ ที่การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะทำให้มนุษย์บรรลุนิพพานได้อย่างง่าย อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ทุกคนควรภูมิใจที่ได้มีส่วนในงานที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ และภูมิใจที่มีส่วนในการค้นหาความหมายของการเกิดเป็นมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์วัยเด็กหรือวัยรุ่นอาจจะชอบสังเกต ทดลอง และค้นคว้าเพื่อการศึกษาและเพื่อความเพลิดเพลินที่ได้สนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง (เป็นนักอยากวิจัย) แต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยทุกคนจะช่วยกันค้นหาคำตอบของธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้
ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือ เพราะมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้ มีคำถามอีกหลายคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากต่อการที่มนุษย์แสวงหาความจริง และการค้นหาสภาวะที่เป็นที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์ วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจชีวิต และเข้าใจสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ เรามีวิชาชีววิทยาเพื่อให้เราเข้าใจว่าชีวิตเกิดขึ้นจากสสารได้อย่างไร (ผมกล่าวเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าชีวิตประกอบด้วยสสารเท่านั้นนะครับ)
มหาตมะ คานทีกล่าวว่า จงใช้ชีวิตเสมือนว่าคุณจะตายในวันพรุ่งนี้ จงเรียนรู้เสมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ แทนที่พวกเราจะดำรงชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมให้ผ่านไปวันๆ ผมว่าเรามาสนใจการตอบคำถามที่สำคัญของชีวิตและจักรวาลดีกว่าครับ
ผมคิดว่านักวิทยาศาสตร์คือผู้มีส่วนในการทำงานที่สำคัญของมนุษยชาติ โดยเฉพาะการตอบคำถามที่ว่า ความหมายของความมีอยู่ของสรรพสิ่งคืออะไร ซึ่งมันจะโยงไปถึงเรื่องที่หาคำตอบได้ยากมากเรื่องหนึ่งคือ ความมีอยู่ของจิต ขอให้เราภูมิใจในความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์ทุกคนเป็นผู้มีส่วนในการสร้างความรู้ให้แก่มนุษย์โลก ทำให้พวกเราอยู่รอดได้อย่างมีความสุข
-----------------------
ประวัติผู้เขียน
พีรกิตติ์ คมสัน เกิดวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๐ ที่จังหวัดกรุงเทพฯ เขียนหนังสือเล่มนี้เมื่ออายุ ๑๖ ปี คุณแม่เล่าว่า ในวัยเด็กเป็นคนชอบซักถามเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวและอวกาศ เมื่อโตขึ้นก็อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์สาขาเคมีอนินทรีย์
-----------------------
"โลกธรรมชาติมีเรื่องราวและสรรพสิ่งที่น่าค้นหา รอคอยการค้นพบของมนุษย์อีกมากมาย
เด็กบางคนชอบตั้งคำถามกับบางสิ่งในธรรมชาติ เด็กบางคนรู้สึกประหลาดใจในความหลากหลายและความซับซ้อนของบางสิ่งในโลกธรรมชาติมากกว่าเด็กทั่วไป
ถ้าเด็กคนนั้นมีโอกาสมีอาชีพนักวิทยาศาสตร์ เขาคงได้ลงมือ (ทำงานวิจัย) ค้นหาความจริงในโลกธรรมชาติ มนุษย์โลกจะได้มีความรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆ มากขึ้น"
"นักวิทยาศาสตร์วัยเด็กหรือวัยรุ่นอาจจะชอบสังเกต ทดลอง และค้นคว้าเพื่อการศึกษาและเพื่อความเพลิดเพลินที่ได้สนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง (เป็นนักอยากวิจัย) แต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยทุกคนจะช่วยกันค้นหาคำตอบของธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้"
พีรกิตติ์ คมสัน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 3 ธ.ค. 2550 (03:33) น้องเขียนได้ดีมากๆค่ะ พี่เองก็มีความฝันเหมือนกันที่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถึงจะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามันจะไม่ได้ราบเรียบแต่ก็จะทำเพื่อความฝันให้ดีที่สุด ผลจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไรถือว่าได้ทำเพื่อฝันอย่างดีที่สุดแล้ว ตอนนี้น้องคงได้เข้าเรียนเคมีอย่างที่ตั้งใจแล้วสินะ ความมุ่งมั่นที่น้องมีอยู่มากมายคงส่งให้น้องได้เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างที่ตั้งใจไว้ ขอเป็นกำลังใจให้น้องอีกคนค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 1 มิ.ย. 2551 (11:51) มันคือความฝัน สักวันจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ใน สวทช.