คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/33813" type="text/javascript"></script>
บ้านนา
เป็นนิยายพื้นบ้านบอกถึงความเป็นอยู่ของชาวไร่ชาวนา
ผู้เขียน: ลูกรัตนโกสินทร์ ชมแล้ว: 12,295 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 21 November 2007, 3:57 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 21 November 2007, 4:01 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - เรื่องแรกของผม
"เอ้ก อี๊ เอ้ก เอ้ก" เสียงเจ้าโต้ง ไก่ที่ฉันเลี้ยงไว้ที่ใต้ถุนเรือนโก่งคอขันตอนหัวรุ่ง แหมไอ้เจ้าโต้งเนี่ยมันเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกเลย ตรงเวลาทุกวัน ฉันยังไม่ค่อยอยากจะลุกจากที่นอนเลย รู้สึกว่าเพิ่งจะนอนเมื่อกี๊นี้เองทั้งที่จริงๆ แล้วฉันนอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ฉันเลยบิดขี้เกียจไป 3 รอบ ก่อนที่จะลุกขึ้นมาเก็บที่นอนหมอนมุ้งให้เรียบร้อย แล้วจึงลงไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำข้างล่าง ขณะนั้นฉันก็ได้ยินเสียงขลุกขลักจากในครัว ก็แม่นั่นแหละคงกำลังจะหุงอาหารเพื่อไปใส่บาตรตอนเช้า และให้พวกเราได้กินกันด้วย แม่ของฉันนะ ตื่นเช้ากว่าเจ้าโต้งซะอีก แต่ก่อนที่พวกเราพ่อแม่ลูก จะได้นั่งล้อมวงกินข้าวเช้าอันแสนอร่อยจากฝีมือแม่ ฉันก็มีหน้าที่ต้องทำคือกวาดเก็บใบไม้ที่อยู่รอบๆ บ้าน เสร็จแล้วพานังเผือกและเจ้าทุย ควายที่พ่อเลี้ยงไว้ไถนา ไปกินหญ้าที่กลางนาก่อน ซึ่งนาก็อยู่หลังบ้านฉันนี่เอง ที่กลางนาก็จะมีต้นหูกวางต้นใหญ่ ต้นมันแผ่กิ่งก้านและมีใบที่ใหญ่และดก เอาไว้ให้พ่อหลบแดดเวลานั่งพักกินข้าวกลางวัน หลังจากที่ฉันนำควายทั้งสองไปผูกไว้ใต้ต้นหูกวางโดยปล่อยเชือกให้ยาวๆ เพื่อให้มันหากินหญ้าอยู่แถวนั้น แล้วฉันก็กลับมาปล่อยไก่ออกจากเล้า ซึ่งรวมถึงเจ้าโต้งด้วยให้มันออกเดินหากินอยู่ใต้ถุนเรือน บางทีฉันก็เอาข้าวเปลือกไปโรยให้พวกมันกินบ้าง แต่ส่วนใหญ่พวกมันก็จะหากินมด ปลวกอยู่แถวโคนต้นทองหลางที่ข้างบ้าน
"อ๊อด พระจวนมาแล้วลูก" เสียงแม่เรียกมาจากหน้าบ้าน ฉันก็เลยรีบไปล้างมือล้างไม้ให้สะอาดแล้วรีบวิ่งตามแม่ไปที่หน้าบ้าน พอถึงหน้าบ้านก็เห็นพ่อกับแม่ยืนรออยู่แล้วด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "มาเร็วๆ ลูก หลวงตาท่านกำลังเดินมาแล้ว" พ่อร้องบอก พ่อนี่ไวกว่าฉันซะอีก ตอนที่ฉันจูงควายไปนายังเห็นพ่อกำลังชักน้ำขึ้นจากบ่อบาดาลที่ข้างๆ กอไผ่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของบ้านเพื่อเอาไว้ซักล้าง ส่วนน้ำดื่มกินนะพวกเราก็รองน้ำฝนเก็บเอาไว้ในโอ่งตอนหน้าฝน บ้านฉันมีโอ่งหลายสิบใบเพื่อเก็บน้ำไว้กินได้ทั้งปี
ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมฉันจึงไม่ต้องรีบร้อนมากนักไม่เหมือนตอนเปิดเทอม ซึ่งฉันต้องรีบทำงานให้เสร็จแล้วก็รีบแต่งตัวไปโรงเรียน หลังจากตักบาตรพระเรียบร้อยแล้วพวกเราสามพ่อแม่ลูกก็นั่งล้อมวงกินข้าวกัน เช้านี้แม่ทำไข่เจียว น้ำพริกแล้วก็ผักต้มเอาไว้จิ้มกับน้ำพริก และต้มข่าไก่ที่เหลือจากใส่บาตรแล้ว
หลังจากฉันช่วยแม่เก็บถ้วยชามล้างเรียบร้อยแล้ว ฉันก็รีบตามพ่อไปที่ริมหนองน้ำหรือลำคลองเล็กๆ ซึ่งอยู่ด้านข้างๆ นา ซึ่งริมหนองน้ำนั้นซึ่งพ่อจะถางหญ้าไว้ซะเตียนเลย ก็จะมีกอกล้วยน้ำว้า ต้นแค ต้นดอกโสนปลูกเรียงกันอยู่เป็นแถว บางช่วงก็มีต้นมะขามแซมอยู่บ้าง และก็ต้นไทรย้อยซึ่งให้ร่มเงาและเย็นสบายเวลาอยู่ใต้ต้นนั้น ต้นแคนั้นเวลามันออกดอกเต็มต้นก็จะดูขาวไปหมด แม่ก็ชอบเก็บไปแกงส้มกับปลาช่อน หรือบางทีก็ต้มจิ้มกับน้ำพริกกะปิก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว ส่วนดอกโสนนั้นมันก็มีลักษณะคล้ายกับดอกแคแต่ดอกเล็กกว่ามากมีสีเหลืองสดแม่ก็ชอบเก็บเอาไปจิ้มกับน้ำพริกเหมือนกันซึ่งใช้ได้ทั้งสดและเอาไปรวกน้ำร้อนก็ได้หรือบางทีแม่ก็เอาดอกไปคลุกกับข้าวเม่าใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนคลุกน้ำตาลทรายและโรยเกลือลงไปหน่อยคลุกให้เข้ากันแล้วก็เอาไปนึ่งจนสุกก็จะเป็นขนมดอกโสนก็อร่อยไปอีกแบบนึง อ้อ!เหตุที่ฉันตามพ่อมาที่ริมหนองก็เพราะว่าพ่อบอกว่าวันนี้จะไปวิดน้ำจับปลา ที่หนองน้ำนั้น เมื่อฉันมาถึงก็เห็นพ่อกำลังปักกิ่งไม้ไผ่ซึ่งยาวประมาณอกของพ่อ พอกดมันลงไปในน้ำเป็นแถวขวางไปในลำน้ำนั้นเพื่อเป็นกำแพงกั้นน้ำพ่อบอกว่าปักไม้เสร็จแล้วก็จะตักขี้เลนมาพอกลงไปอีกทีเพื่อกันน้ำไม่ให้ไหล แล้วก็จะทำแบบเดียวกันนี้อีกด้านนึงของหนองน้ำทำเหมือนเขื่อนย่อมๆ แล้วก็ช่วยกันวิดน้ำให้งวดเหลือแต่ขี้เลนโคลน แล้วช่วยกันจับปลาแล้วแต่ใครจะถนัดจะใช้มือเปล่าหรืออาจจะใช้สุ่มไม้ไผ่สานก็ได้ จับได้แล้วก็ใส่ตะข้องหรือกระชังขังเอาไว้ แต่ว่าฉันถนัดใช้มือเปล่ามากกว่าเพราะมันสนุกมากเวลาไล่จับซึ่งตัวฉันก็จะเต็มไปด้วยขี้โคลน ขณะที่ฉันกำลังถอดเสื้อเพื่อจะลงไปช่วยพ่อทำเขื่อนกั้นน้ำก็เห็นเจ้าแดงกับเจ้าเขียดเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับฉันที่อยู่นาใกล้ๆกันกำลงเดินผ่านมาพอดี ในมือของเจ้าสองคนก็มีง่ามหนังสติ๊กที่ทำจากไม้มะขามคนละอันท่าทางมันกำลังจะเดินหายิงนกกันอยู่โดยมีลูกกระสุนที่ใช้ดินเหนียวมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ขนาดลูกหินอยู่ในถุงซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวกันคนละถุง
"อ๊อดมาทำอะไรน่ะ?" เสียงเจ้าแดงร้องทักมาก่อน
"กำลังจะเดินไปหาอยู่พอดี" เขียดบอก
"จะมาช่วยพ่อวิดปลาน่ะ" ฉันร้องตอบพร้อมกับชี้มือไปที่พ่อกำลังปักไม้อยู่ในน้ำ
"อ๋อ"เสียงเจ้าแดงกับเจ้าเขียดร้องเกือบพร้อมกันพร้อมกับหันไปดูตามที่ฉันชี้มือไป
"แดงกับเขียดจะมาช่วยลุงกับอ๊อดจับปลากันไหมล่ะ จะได้แบ่งปลาไปกินกันบ้าง" พอดีพ่อฉันหันมาพอดีเลยร้องถามเจ้าสองคน
"อืม ก็ดีเหมือนกันนะ"เขียดบอก จากนั้นเราสามคนก็ลงไปช่วยพ่อทำกำแพงกั้นน้ำกันจนเสร็จทั้งสองด้าน ดูเหมือนเขื่อนขนาดย่อมๆ แล้วก็ช่วยกันวิดน้ำเป็นการใหญ่จนน้ำงวดลงไป ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าแล้งน้ำจึงไม่มากนักพวกเราจึงพอวิดกันไหว ชาวนาเวลาหน้าแล้ง ส่วนใหญ่ก็ทำเหมือนกับพ่อกับฉันนี่แหละเพราะไม่มีน้ำพอที่จะทำนา พวกเราก็ไม่ตีกบ หาปลา ก็อาจจะสานตะกร้าเพื่อไว้ใช้หรือขายบ้าง หรือบางพวกที่รักสนุกก็อาจจะไปเข้าวงพนันหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าบ่อนเช่นเล่นพวกถั่วโป กัดปลา ตีไก่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้พ่อเคยสอนไว้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ซึ่งฉันก็เชื่อฟังพ่อเสมอมา แดงกับเขียดนั้นนอกจากจะเป็นเพื่อนบ้านกันแล้วสองคนยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับฉันด้วย เราจึงสนิทกันมาก เวลาเปิดเทอมพวกเราก็จะขี่จักรยานไปโรงเรียนด้วยกัน เวลาว่างจากเรียนหรือการงานพวกเราก็จะไปยิงนก หรือตกปลาด้วยกันเป็นประจำหรือไม่ก็จะไปกระโดดน้ำเล่นกันที่ใต้ต้นไทรที่อยู่ริมคลอง ก็สนุกสนานไปตามประสาเด็กท้องนาอย่างพวกเรา
กว่าเราจะวิดน้ำแห้งจนได้ที่ก็กินเวลาไปจนใกล้เที่ยง แม่ก็หิ้วสำหรับกับข้าวมาส่งให้ที่ริมตลิ่งพอดี
"เอ้า ล้างเนื้อล้างตัวมากินข้าวกันก่อนเร็ว" แม่ร้องบอกอยู่บนตลิ่ง
"เขียดกับแดงก็มากินด้วยกันนะลูกเพราะป้าเอาข้าวเอากับมาเผื่อด้วยรู้ว่าต้องมาแน่ๆ ฮ่า ๆๆ "แม่พูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"เอ้า งั้นพวกเราไปกินข้าวกัน" พ่อบอกสำทับ พวกเราก็ค่อยๆ ปีนขึ้นบนตลิ่งแล้วก็อ้อมกำแพงดินเพื่อไปลงน้ำอีกด้านของกำแพงกั้นน้ำเพื่อล้างโคลนออกเสียก่อนเพื่อจะได้กินข้าวอย่างมีอนามัย นอกจากนี้แม่ยังเตรียมผ้าขาวม้ามาพอดีสี่ผืนเพื่อให้พวกเราผลัดเวลากินข้าวจะได้ไม่ต้องนั่งกินทั้งเปียกๆ แหมแม่ฉันเนี่ยรอบคอบจริงๆ เลย
"ขอบคุณจ้ะแม่จ๋า" ฉันพูดพร้อมกับเดินเข้าไปกอดแม่ แม่ก็กอดฉันแน่นๆ แล้วเหวี่ยงตัวฉันไปมาเบาๆ
"ช่างอ้อนนักลูกคนนี้ ไปกินข้าวไปลูก"แล้วแม่ก็ปูเสื่อผืนใหญ่ลงกับพื้นใต้ต้นไทรแล้วทยอยยกข้าวและกับรวมทั้งจานและช้อนออกจากตะกร้าใบใหญ่ที่หิ้วมา
หลังจากนั่งพักให้อาหารมื้อเที่ยงย่อยสักพักแล้วพวกเราก็กระโดดลงไปในหนองน้ำอีกครั้งคราวนี้สนุกกันใหญ่ พวกเราเริ่มไล่จับปลากันด้วยมือเปล่า ส่วนพ่อนั้นก็ใช่สุ่มพอเห็นปลาตรงไหนพ่อก็จะเอาสุ่มครอบลงไปแล้วก็เอามือล้วงลงไปจับตัวปลามาใส่ตะข้องที่พ่อผู้ติดไว้อยู่ข้างเอว แต่ถ้าได้ปลาตัวใหญ่มากๆ พ่อก็จะเอาไปขังไว้ในกระชังใบใหญ่ที่พ่อเตรียมมาแต่เช้าแล้วผูกแช่น้ำไว้นอกเขื่อนแล้วก็เอาปลาที่จับได้ไปใส่ไว้ในนั้น แต่ถ้าได้ปลาที่ยังตัวเล็กๆ พ่อก็จะโยนข้ามกำแพงเขื่อนเพื่อปล่อยมันออกไป พ่อบอกว่ามันจะได้โตกว่านี้และแพร่พันธุ์ให้เราต่อไป เพราะไม่อย่างนั้น อีกหน่อยเราก็จะไม่มีปลาให้จับกินกันอีก ส่วนพวกเราเด็กๆ สามคนก็ไล่ตะครุบปลากันด้วยมือเปล่าเป็นที่สนุกสนาน การจับปลาแบบนี้เราก็ต้องสังเกตุให้ดีเราจึงจะเห็นตัวปลาเพราะสีของมันนั้นกลืนกับสีของโคลนก้นหนองนั้น พวกเราก็ไล่จับปลาพร้อมกับคลุกขี้โคลนกันอย่างสนุก มีครั้งหนึ่งเจ้าแดงกระโดดพุ่งมาตะครุบเอาหน้าแข้งฉันแล้วตะโกนบอกว่าได้แล้ว ๆ สงสัยจะเป็นปลาช่อน ฉันก็เลยแกล้งสะบัดขาไปมาเจ้าแดงยังตะโกนบอกอีกว่า "โอ้โหปลามันดิ้นใหญ่เลย ไอ้อ๊อดเอ็งยืนดูอยู่ได้ไม่ช่วยข้าจับ" ฉันก็เลยชักขาให้พ้นโคลนขึ้นมาโดยมีมือของเจ้าแดงติดมาด้วยเท่านั้น ทั้งพ่อและเจ้าเขียดที่หันมองมาตามเสียงโวยวายของเจ้าแดง รวมถึงแม่ที่นั้งมองอยู่บนตลิ่ง ก็หัวร่อก้ากออกมาพร้อมๆ กัน เจ้าเขียดเลยตะโกนออกมาว่า "สงสัยปลานี้ชื่อว่าปลาหน้าแข้งไอ้อ๊อด ฮ่าๆๆ" เจ้าแดงรีบปล่อยมือจากขาฉันแล้วบ่นอุบอิบ "โธ่! ขาเอ็งก็ไม่บอก"ถ้าตอนนั้นถ้าหน้ามันไม่เลอะขี้โคลนละก็ คงเห็นหน้ามันแดงสมชื่อเป็นแน่
หลังจากที่เราช่วยกันจับปลาจนได้เป็นที่พอใจแล้วซึ่งก็มีทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ และก็ปลากระดี่แล้ว พวกเราก็ช่วยกันรื้อกำแพงหรือเขื่อนออกเพื่อปล่อยให้เป็นทางน้ำปกติต่อไป แล้วพ่อก็เดินไปที่ต้นกล้วยต้นหนึ่งซึ่งขึ้นเป็นกออยู่แถวๆ นั้นแล้วก็จัดแจงดึงกาบหรือเปลือกของต้นที่มันแห้งแล้วออกมาฉีกเป็นเส้นๆ แล้วก็เอาเส้นกาบกล้วยเหล่านั้นสาม-สี่เส้นมาขวั้นรวมกันเป็นเชือกได้สองเส้น ก็เอาปลาที่จับได้มาร้อยรวมกันเป็นพวงโดยสอดเชือกเข้าทางเหงือกปลาแล้วให้ปลายเชือกมาโผล่ออกทางปากปลาได้สองพวงโตเพื่อแบ่งให้กับเจ้าแดงและเจ้าเขียดนำกลับไปกินที่บ้าน ส่วนปลาที่เหลือในกระชังพ่อก็จะเอาไปขังไว้ในโอ่งดินที่บ้านเพื่อเอาไว้ประกอบอาหารบ้างแบ่งเพื่อนบ้านบ้าง แม่บอกว่าจะนำปลาช่อนตัวโตๆ ไปทำต้มยำเพื่อใส่บาตรในวันพรุ่งนี้เช้าและก็เป็นมื้อเย็นของวันนี้ด้วย ดีใจจริงๆ เพราะแม่ทำต้มยำปลาช่อนอร่อยที่สุดในโลกเลย
ตกเย็นหลังจากที่ฉันได้จูงนางเผือกกับเจ้าทุยเข้าคอกและก็ต้อนไก่กลับเข้าเล้าแล้วฉันก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อย ฉันก็ได้กินต้มยำปลาช่อนสมใจ แม่ทำต้มยำปลาช่อน น้ำพริกแล้วก็ผักต้มเอาไว้จิ้มกับน้ำพริกซึ่งเป็นของชอบของพ่อที่ขาดไม่ได้ ขณะเรานั่งกินอาหารกันที่ชานเรือน พ่อตักพุงปลาช่อนมาใส่ในจานข้าวฉัน ฉันเงยหน้ามองพ่อแล้วยิ้ม พ่อยิ้มตอบฉันแล้วบอกว่า "พ่อรู้ว่าลูกชอบ"
"แหมเอาใจกันจังนะพ่อลูกคู่นี้" แม่พูดยิ้มๆ
ตกค่ำบ้านเราต้องอาศัยแสงสว่างจากการจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดเพราะไฟฟ้ายังมาไม่ถึง อากาศกำลังสบายมีสายลมพัดอ่อนๆ ฉันนอนหนุนตักแม่อยู่ตรงชานหน้าบ้านนอนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวเป็นล้านๆ ดวงเต็มท้องฟ้าไปหมดมันช่างเป็นคืนที่ท้องฟ้าสวยงามที่สุดคืนหนึ่งทีเดียว ส่วนพ่อกำลังมวนยาเส้นด้วยใบจากแล้วนั่งสูบอยู่ไม่ห่างนัก ปากก็ท่องสักวาที่เป็นบทเดียวกับที่อยู่ในหนังสือเรียนให้ฉันฟัง
"สักวา ดาวจรเข้ก็เหหก ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหา
เป็นวันแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง..."
"อ๊อดดูนั่นซิลูก" ฉันละสายตาจากท้องฟ้ามองตามที่แม่ชี้ไปที่ลานหน้าบ้าน ตรงหัวมุมสุดของลานนั้นด้านที่ติดถนนทางเดินที่พระท่านเดินมาบิณฑบาตรตอนเช้า ตรงซ้ายมือของลานนั้นมีต้นลำภูขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่งมีใบร่มครึ้มไปหมด ต้นลำภูต้นนี้พ่อบอกว่าปู่ของพ่อเป็นคนปลูกเอาไว้ มันจึงเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่และมีอายุมายาวนานพอสมควร และสิ่งที่แม่ชี้ให้ฉันดูก็คือแสงระยิบระยับที่ลอยอยู่วนเวียนอยู่รอบๆ ต้นลำภูกระจายอยู่ทั่วไปหมดนับร้อยนับพันดวง ซึ่งเจ้าแสงระยิบระยับเหล่านั้นก็คือ "หิ่งห้อย" แมลงเล็กๆ ที่ส่งแสงในตัวเองได้นั่นเอง โดยมันจะส่งแสงออกมาทางก้นของมัน แสงของมันแต่ละดวงนั้นดูโดดเด่นเห็นกระจ่างสวยงามนักในคืนเดือนมืดเช่นนี้ มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจฉันเหลือเกิน เจ้าดวงไฟเล็กๆ นับร้อยนับพันดวง เห็นครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนเคยบอกว่า ที่มันส่องแสงได้เช่นนี้เป็นเพราะมันกินพืชบางชนิดเข้าไปแล้วไปทำปฏิกริยากับร่างกายของมัน มันก็เลยส่องแสงได้ และจุดประสงค์ของมันที่ส่องแสงออกมาก็คือการหาคู่ของมันนั่นเอง
"ง่วงแล้วหรือลูก" แม่ถามเมื่อเห็นฉันเอามือปิดปากหาว
"สามทุ่มแล้วสิ" พ่อหยิบนาฬิกาพกที่พ่อใส่รวมเอาไว้ในกระป๋องยาเส้นออกมาดู "ไอ้ลูกคนนี้มันง่วงตรงเวลาจริงๆ หึหึ"พ่อพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจในลำคอ
"ง่วงแล้วก็ไปนอนเถิดลูก ปูที่หลับที่นอนเตรียมไว้แล้วไม่ใช่เหรอ" แม่บอก "เดี๋ยวแม่กับพ่อก็จะเข้านอนเหมือนกัน"
"จ้ะแม่" ฉันตอบแม่
"อย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนนะลูก พระท่านจะได้คุ้มครองให้เราเป็นเด็กดี" พ่อสำทับ
เฮ้อ!ได้นอนซักที พรุ่งนี้เช้าจะได้ตื่นแต่เช้าเพื่อจะได้ประกอบภารกิจของวันใหม่ต่อไป


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


ลูกรัตนโกสินทร์
(จอมพงศ์ อาชวเมธาวี)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 851 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 16 ครั้ง
ได้รับดาว 150 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

บ้านนา [12,296]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [533,914]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [391,996]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [377,214]
Global Warming { English } [142,126]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.