<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/339" type="text/javascript"></script> |
|
2006 F1 Season : Go Go Go !!!
การแข่งรถสูตรหนึ่ง (F1) ฤดูกาล 2006 ได้เริ่มขึ้นแล้ว ติดตามข้อมูลการแข่งขันพร้อมสิ่งน่ารู้เกี่ยวกับรถ F1 และนำท่านเที่ยวชมการแข่งที่สนาม Sepang ประเทศมาเลเซีย
post ครั้งแรก: Fri 17 March 2006, 7:13 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 17 March 2006, 7:13 pm
|
และแล้วการแข่งรถ Formula One Grand Prix (หรือรถสูตรหนึ่ง) ก็เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งสำหรับปี ค.ศ. 2006 หลังจากที่ต้องรอคอยมานานถึง 4 เดือนกว่า ฤดูกาลปี 2005 จบไปเมื่อเดือนตุลาคม 2005 เมื่อการแข่งขันสนามที่ 19 ของปีเสร็จสิ้นลง โดยคะแนนสะสมประเภททีมนั้นทีม Renault มีคะแนนนำคู่ต่อสู้ทีมอื่นๆอย่างขาดลอย นอกจากนี้ฤดูกาลปี 2005 เรายังได้แชมป์โลกคนใหม่คือ Fernando Alonso ชาวสเปน หลายปีก่อนหน้านั้นความตื่นเต้นของ F1 อาจจะเริ่มลดลงในสายตาของหลายๆคน เพราะตำแหน่งแชมป์ถูกยึดโดยแชมป์ 7 สมัย Michael Schumacher จากทีม Ferrari (ปี 1994,1995, 2000,2001, 2002, 2003, 2004) ปี 2005 นอกจากเราจะได้แชมป์โลกคนใหม่แล้ว เรายังได้แชมป์ที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย ด้วยอายุเพียง 24 ปี Alonso ก็ได้แชมป์ครั้งแรกซึ่งเร็วกว่าตอนที่ Schumacher ได้แชมป์ครั้งแรกตอนอายุ 25 ปี แม้ว่าในปี 2005 ทีม Renault จะแซงขึ้นมานำ Ferrari และทีมอื่นๆ แต่จากการแข่งขันรอบแรกของปีนี้ที่ Bahrain เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2006 ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างสูสีกันหลายทีม โดยเฉพาะ Renault, Ferrari , Maclaren และทีม Honda ดังนั้นฤดูกาลปี 2006 จึงน่าจะเป็นฤดูกาลหนึ่งที่จะสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างดี 'จนต้องจับตามอง' และหากดูอีกด้านหนึ่ง Schumacher กำลังแก่ตัวลงทุกวัน ในขณะที่ Alonso, Raikkonen กำลังเป็นหนุ่มไฟแรงและเร็ว ปีนี้อาจจะเป็นปีของการต่อสู้ระหว่าง Old King กับ New King การแข่งรถ F1 เป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจทั่วโลก งบประมาณที่แต่ละทีมต้องจ่ายคิดเป็นจำนวนหลายพันล้านบาทต่อทีม มีผู้ชมจำนวนมากมายหลายแสนคนที่หลั่งไหลเข้าชมการแข่งแต่ละสนามและผู้ชมทางบ้านอีกประมาณ 300 ล้านคนที่ติดตามชมทั่วโลก ด้วยสีสันของเสื้อผ้า ป้ายและธงที่ปลิวสะบัดที่ต่างขนกันมาเชียร์ทีมของตัวเองแล้วทำให้บรรยากาศโดยรอบสนามเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน แฟนกีฬาต่างมุ่งหวังว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะขอไปสัมผัสบรรยากาศในสนามด้วยตัวเองสักครั้ง ระหว่างที่รอสนามถัดไปบางท่านก็นับถอยหลังกันทีเดียว ในวันเสาร์ก่อนหน้าวันแข่งจริงจะมีการแข่งรอบคัดเลือก (Qualify) เพื่อหาตำแหน่งออกสตาร์ท (Grid Position) ของรถแต่ละคัน คันที่ Qualify ได้เร็วที่สุดเรียกว่าได้ตำแหน่ง Pole Position ถือเป็นเกียรติ์ประวัติอันหนึ่งสำหรับนักแข่ง ตามสถิติที่ได้มีการบันทึกไว้ สถิติที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือจำนวนครั้งที่เข้าเป็นอันดับหนึ่งทั้งหมดจากการแข่งขันทุกสนาม จำนวนคะแนนที่เคยได้ทั้งหมด เวลาที่เร็วที่สุดในการขับ 1 รอบสนาม สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ หลายท่านอาจจะไม่แปลกที่ถ้าผมจะบอกว่า Schumacher คือเจ้าของสถิติเหล่านี้เกือบทั้งหมด ยกเว้น .... จำนวน Pole Position ผู้ที่เคยได้ Pole มากครั้งที่สุดคือ Ayrton Senna (ที่เสียชีวิตไปแล้ว http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=5802&page=1) ทั้งหมด 65 ครั้ง ตามด้วย Schumacher (64 ครั้ง, 17 มีนาคม 2006) ซึ่ง Schumacher ทำไว้ที่ 84 ครั้งจากการลงแข่งทั้งหมด 231 ครั้งตั้งแต่ปี 1992 แน่นอนว่า Aryton Senna เสียชีวิตไปแล้วไม่สามารถทำ Pole เพิ่มได้อีก ดังนั้นอีกไม่กี่สนามข้างหน้านี้ จำนวน Pole มากสุดจะตกเป็นของ Schumacher อย่างแน่นอน ในปัจจุบัน Schumacher คือนักแข่งที่มีอายุมากที่สุด แต่ยังมากด้วยความสามารถและยังมีไฟที่ร้อนแรง เรียกว่าได้เราอยู่ในช่วงที่โลกกำลังบันทึกประวัติของนักแข่งผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง เมื่อถึงวันแข่งจริงวันอาทิตย์ในช่วงสายๆจะมีการแข่งรถประเภทมอเตอร์ไซต์, Carcerra Cup และ Cup อื่นๆ อีกพอหอมปากหอมคอ หลังจากนั้นหาอะไรรองท้อง ชมขบวนรถต่างๆที่เจ้าภาพจัดมาจนอารมณ์เริ่มได้ที่ ช่วงบ่าย 2 ก็ได้เวลาของจริง ขณะที่อุณหภูมิกำลังอบอ้าว รถถูกนำมาจอดตามตำแหน่งที่ Qualify ได้ แต่ละทีมทำการปรับแต่งรถรอบสุดท้ายที่ Grid Position เมื่อไฟเขียวสว่างขึ้น รถจะออกตัวทำ Formation Lab เพื่อทดสอบระบบต่างๆ ในรอบนี้จะขับกันช้าๆ บ้างก็ส่ายไปส่ายมาเพื่อให้อุณหภูมิของยางสูงขึ้น ยางจะได้ทำงานดีขึ้น ก่อนจะกลับมาตำแหน่ง Grid Position ของตนเองเพื่ออกสตาร์ทจริงๆ |
![]() การสตาร์ทจะใช้ไฟแดง 5 คู่ (ที่เห็นห้อยมาจากป้ายกลางถนนในรูป) เมื่อไฟคู่ที่ 1 สว่างขึ้น แต่ละคนเริ่มตั้งสมาธิ ไฟแดงคู่ที่ 2 สว่างขึ้น ทุกคนเงียบกริบ ไฟแดงคู่ที่ 3 สว่างขึ้น เสียงเครื่องยนต์เริ่มดังกระหึ่ม ไฟแดงคู่ที่ 4 สว่างขึ้น หัวใจคุณเต้นตูมๆ ไฟแดงคู่ที่ 5 สว่างขึ้น กลั้นหายใจ ไฟแดงทั้ง 5 คู่ดับลง GO GO GO เครื่องยนต์แผดเสียงดังสนั่นพร้อมเสียงยางที่ครูดกับถนน ควันขาวจากยางไหม้ฟุ้งกระจาย รถออกตัวด้วยความเร่งมหาศาล เป็นช่วงเวลาเสี้ยววินาทีทองของนักขับมือหนึ่งที่จะแซงรถคันข้างหน้า
|
ความมันของการแข่งอยู่ที่การแซงเพื่อเลื่อนลำดับขึ้น ลองนึกดูว่าคุณขับรถด้วยความเร็ว 300 กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง จี้ก้นคันข้างหน้า ห่างกัน 10 เมตร ใกล้เข้าไป ใกล้เข้าไป ที่ระยะ 2 เมตร คุณเบี่ยงออกขวานิดนึง แรงลมจากคันข้างหน้าส่งให้รถคุณเร็วขึ้นอีก (Towing) พุ่งแซงไป ปาดหน้า แตะเบรก เข้าโค้ง ตามด้วยเสียงเฮลั่นรอบสนาม .... แต่ละสนามจะมีจุดที่แซงได้ไม่กี่จุด ก่อนซื้อตั๋วควรหาข้อมูลนี้ก่อนเพื่อจะได้เลือกตำแหน่งที่นั่งดีๆ ใกล้จุดที่แซงกัน เห็นได้ไกลหรืออยู่ใกล้จอทีวีใหญ่ แต่ละรอบใช้เวลานาทีกว่าๆ รถคันที่เร็วที่สุดจะเร็วจะเร็วกว่ารถคันที่ช้าที่สุดประมาณ 4-5 วินาทีต่อรอบ หลังจากแข่งได้ 10 กว่ารอบ คันที่นำเป็นที่ 1 ก็จะเริ่มไล่ทันคันสุดท้าย (Back marker) คันสุดท้ายจะต้องไม่ขวางและหลบให้คันที่นำแซงไป (lapping) ช่วงจังหวะนี้ก็จะเป็นเสี้ยววินาทีทองอีกเสี้ยวหนึ่งของคนที่ขับตามมาเป็นที่สอง เพราะคันที่นำจะเสียจังหวะกับการแซง Back marker ทำให้คันที่สองสามารถจี้ติดเข้าไปได้
|
จำนวนรอบของการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับความยาวของสนาม ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 40-70 รอบแต่จะใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังจากแข่งไปได้ 20-30 รอบ รถก็จะเริ่มเข้า Pit เพื่อเติมน้ำมันและเปลี่ยนยาง ซึ่งการเข้า Pit แต่ละครั้งจะทำให้เสียเวลาประมาณ 20-25 วินาทีแล้วแต่ความยาวของ Pit Lane และความเร็วของทีมงานที่จะเติมน้ำมันและเปลี่ยนยาง เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะรถถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเติมน้ำมันไม่เยอะและใช้ยางชนิดอ่อนเพื่อให้เข้าโค้งได้เร็วที่สุด ยางของรถ F1 มีชนิดอ่อนและชนิดแข็ง ยางชนิดอ่อนจะสึกหรอเร็วมากกว่ายางชนิดแข็ง แต่ให้ความเร็วในการเข้าโค้งมากกว่า (ยางชนิดแข็งของ F1 ยังถือว่าอ่อนมากเทียบกับยางรถทั่วไป)หากเราสามารถออกแบบรถและยางให้วิ่งทั้ง 70 รอบโดยไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่มและเปลี่ยนยาง เราจะพบว่ามันช้ากว่ารถแบบที่ต้องเข้า Pit อยู่หลายวินาทีต่อรอบ เพราะรถของเรามีน้ำหนักเยอะ เร่งยาก เสียเวลาไปกับโค้งต่างๆเยอะเกินไป หักลบกันแล้วการออกแบบรถแบบเข้า Pit จะดีกว่ามาก
|
สิ่งที่นักแข่งทุกคนอยากเห็นเป็นคนแรกก็คือ chequered flag ที่เส้นชัย ในรอบสุดท้ายของการแข่ง คนที่ตามอยู่จะพยายามทุกวิธีทางเพื่อที่จะแซงให้ได้ หลังจากที่เข้าเส้นชัยแล้ว ก็จะเป็นพิธีมอมรางวัลบน Podium สำหรับผู้เข้าเส้นชัย 3 คนแรกในภาพด้านซ้ายมือนี้นักจากซ้ายก็คือ Schumacher (ที่ 2, Ferrari), Alonso (ที่ 1, Renault) และ Raikkonen (ที่ 3, McLaren) ที่สนาม Bahrain ปีนี้ แต่ละคนก็จะได้โล่ตามลำดับพร้อมกับแชมเปญสำหรับดื่มฉลอง (แต่ส่วนใหญ่เขย่าฉีดหน้าเพื่อนข้างๆซะมากกว่า เสียของจริงๆคุณผู้อ่านว่าไม๊) สำหรับผมคิดว่าภาพนี้บอกถึงฤดูแข่งขันปีนี้ที่น่าจะดุเดือดเลือดพล่านอย่างยิ่ง ทั้ง 3 คนอยู่ต่างทีมกัน ทั้ง 3 คนเป็นนักขับที่ดีที่สุดในยุคสมัยนี้ คนหนึ่งคือ Old King อีกสองคนที่เหลือมีโอกาสเป็น New King ความเร็วรถของทั้ง 3 ทีมก็ใกล้เคียงกัน รับประกันมันหยดติ๋งแน่นอน นอกจากกนี้ยังมีโล่พิเศษประเภททีมที่ได้คะแนนรวมจากนักแข่งทั้ง 2 คนมากสุด (แต่โล่นี้คนไม่ค่อยสนใจ ส่วนใหญ่สนใจเฉพาะนักแข่ง 3 คนแรก) ..... หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มคิดถึงสนามถัดไปในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า .....
|


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |