เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits) facebooktwitter
2006 F1 Season : Go Go Go !!!
เปี้ยว (25,450 views) first post: Fri 17 March 2006 last update: Fri 17 March 2006
การแข่งรถสูตรหนึ่ง (F1) ฤดูกาล 2006 ได้เริ่มขึ้นแล้ว ติดตามข้อมูลการแข่งขันพร้อมสิ่งน่ารู้เกี่ยวกับรถ F1 และนำท่านเที่ยวชมการแข่งที่สนาม Sepang ประเทศมาเลเซีย

หน้าที่ 1 - เปิดฤดูกาล
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

The waiting is at an end. The Grand Prix season is finally upon us.

 



และแล้วการแข่งรถ Formula One Grand Prix (หรือรถสูตรหนึ่ง) ก็เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งสำหรับปี ค.ศ. 2006 หลังจากที่ต้องรอคอยมานานถึง 4 เดือนกว่า ฤดูกาลปี 2005 จบไปเมื่อเดือนตุลาคม 2005 เมื่อการแข่งขันสนามที่ 19 ของปีเสร็จสิ้นลง โดยคะแนนสะสมประเภททีมนั้นทีม Renault มีคะแนนนำคู่ต่อสู้ทีมอื่นๆอย่างขาดลอย นอกจากนี้ฤดูกาลปี 2005 เรายังได้แชมป์โลกคนใหม่คือ Fernando Alonso ชาวสเปน หลายปีก่อนหน้านั้นความตื่นเต้นของ F1 อาจจะเริ่มลดลงในสายตาของหลายๆคน เพราะตำแหน่งแชมป์ถูกยึดโดยแชมป์ 7 สมัย Michael Schumacher จากทีม Ferrari (ปี 1994,1995, 2000,2001, 2002, 2003, 2004) ปี 2005 นอกจากเราจะได้แชมป์โลกคนใหม่แล้ว เรายังได้แชมป์ที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย ด้วยอายุเพียง 24 ปี Alonso ก็ได้แชมป์ครั้งแรกซึ่งเร็วกว่าตอนที่ Schumacher ได้แชมป์ครั้งแรกตอนอายุ 25 ปี
แม้ว่าในปี 2005 ทีม Renault จะแซงขึ้นมานำ Ferrari และทีมอื่นๆ แต่จากการแข่งขันรอบแรกของปีนี้ที่ Bahrain เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2006 ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างสูสีกันหลายทีม โดยเฉพาะ Renault, Ferrari , Maclaren และทีม Honda ดังนั้นฤดูกาลปี 2006 จึงน่าจะเป็นฤดูกาลหนึ่งที่จะสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นอย่างดี 'จนต้องจับตามอง' และหากดูอีกด้านหนึ่ง Schumacher กำลังแก่ตัวลงทุกวัน ในขณะที่ Alonso, Raikkonen กำลังเป็นหนุ่มไฟแรงและเร็ว ปีนี้อาจจะเป็นปีของการต่อสู้ระหว่าง Old King กับ New King




การแข่งรถ F1 เป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจทั่วโลก งบประมาณที่แต่ละทีมต้องจ่ายคิดเป็นจำนวนหลายพันล้านบาทต่อทีม มีผู้ชมจำนวนมากมายหลายแสนคนที่หลั่งไหลเข้าชมการแข่งแต่ละสนามและผู้ชมทางบ้านอีกประมาณ 300 ล้านคนที่ติดตามชมทั่วโลก ด้วยสีสันของเสื้อผ้า ป้ายและธงที่ปลิวสะบัดที่ต่างขนกันมาเชียร์ทีมของตัวเองแล้วทำให้บรรยากาศโดยรอบสนามเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน แฟนกีฬาต่างมุ่งหวังว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะขอไปสัมผัสบรรยากาศในสนามด้วยตัวเองสักครั้ง ระหว่างที่รอสนามถัดไปบางท่านก็นับถอยหลังกันทีเดียว





ในวันเสาร์ก่อนหน้าวันแข่งจริงจะมีการแข่งรอบคัดเลือก (Qualify) เพื่อหาตำแหน่งออกสตาร์ท (Grid Position) ของรถแต่ละคัน คันที่ Qualify ได้เร็วที่สุดเรียกว่าได้ตำแหน่ง Pole Position ถือเป็นเกียรติ์ประวัติอันหนึ่งสำหรับนักแข่ง ตามสถิติที่ได้มีการบันทึกไว้ สถิติที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือจำนวนครั้งที่เข้าเป็นอันดับหนึ่งทั้งหมดจากการแข่งขันทุกสนาม จำนวนคะแนนที่เคยได้ทั้งหมด เวลาที่เร็วที่สุดในการขับ 1 รอบสนาม สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ หลายท่านอาจจะไม่แปลกที่ถ้าผมจะบอกว่า Schumacher คือเจ้าของสถิติเหล่านี้เกือบทั้งหมด ยกเว้น .... จำนวน Pole Position ผู้ที่เคยได้ Pole มากครั้งที่สุดคือ Ayrton Senna (ที่เสียชีวิตไปแล้ว http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=5802&page=1) ทั้งหมด 65 ครั้ง ตามด้วย Schumacher (64 ครั้ง, 17 มีนาคม 2006) ซึ่ง Schumacher ทำไว้ที่ 84 ครั้งจากการลงแข่งทั้งหมด 231 ครั้งตั้งแต่ปี 1992 แน่นอนว่า Aryton Senna เสียชีวิตไปแล้วไม่สามารถทำ Pole เพิ่มได้อีก ดังนั้นอีกไม่กี่สนามข้างหน้านี้ จำนวน Pole มากสุดจะตกเป็นของ Schumacher อย่างแน่นอน ในปัจจุบัน Schumacher คือนักแข่งที่มีอายุมากที่สุด แต่ยังมากด้วยความสามารถและยังมีไฟที่ร้อนแรง เรียกว่าได้เราอยู่ในช่วงที่โลกกำลังบันทึกประวัติของนักแข่งผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง





เมื่อถึงวันแข่งจริงวันอาทิตย์ในช่วงสายๆจะมีการแข่งรถประเภทมอเตอร์ไซต์, Carcerra Cup และ Cup อื่นๆ อีกพอหอมปากหอมคอ หลังจากนั้นหาอะไรรองท้อง ชมขบวนรถต่างๆที่เจ้าภาพจัดมาจนอารมณ์เริ่มได้ที่ ช่วงบ่าย 2 ก็ได้เวลาของจริง ขณะที่อุณหภูมิกำลังอบอ้าว รถถูกนำมาจอดตามตำแหน่งที่ Qualify ได้ แต่ละทีมทำการปรับแต่งรถรอบสุดท้ายที่ Grid Position เมื่อไฟเขียวสว่างขึ้น รถจะออกตัวทำ Formation Lab เพื่อทดสอบระบบต่างๆ ในรอบนี้จะขับกันช้าๆ บ้างก็ส่ายไปส่ายมาเพื่อให้อุณหภูมิของยางสูงขึ้น ยางจะได้ทำงานดีขึ้น ก่อนจะกลับมาตำแหน่ง Grid Position ของตนเองเพื่ออกสตาร์ทจริงๆ




การสตาร์ทจะใช้ไฟแดง 5 คู่ (ที่เห็นห้อยมาจากป้ายกลางถนนในรูป)

เมื่อไฟคู่ที่ 1 สว่างขึ้น แต่ละคนเริ่มตั้งสมาธิ

ไฟแดงคู่ที่ 2 สว่างขึ้น ทุกคนเงียบกริบ

ไฟแดงคู่ที่ 3 สว่างขึ้น เสียงเครื่องยนต์เริ่มดังกระหึ่ม

ไฟแดงคู่ที่ 4 สว่างขึ้น หัวใจคุณเต้นตูมๆ

ไฟแดงคู่ที่ 5 สว่างขึ้น กลั้นหายใจ

ไฟแดงทั้ง 5 คู่ดับลง GO GO GO เครื่องยนต์แผดเสียงดังสนั่นพร้อมเสียงยางที่ครูดกับถนน ควันขาวจากยางไหม้ฟุ้งกระจาย รถออกตัวด้วยความเร่งมหาศาล เป็นช่วงเวลาเสี้ยววินาทีทองของนักขับมือหนึ่งที่จะแซงรถคันข้างหน้า



ความมันของการแข่งอยู่ที่การแซงเพื่อเลื่อนลำดับขึ้น ลองนึกดูว่าคุณขับรถด้วยความเร็ว 300 กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง จี้ก้นคันข้างหน้า ห่างกัน 10 เมตร ใกล้เข้าไป ใกล้เข้าไป ที่ระยะ 2 เมตร คุณเบี่ยงออกขวานิดนึง แรงลมจากคันข้างหน้าส่งให้รถคุณเร็วขึ้นอีก (Towing) พุ่งแซงไป ปาดหน้า แตะเบรก เข้าโค้ง ตามด้วยเสียงเฮลั่นรอบสนาม .... แต่ละสนามจะมีจุดที่แซงได้ไม่กี่จุด ก่อนซื้อตั๋วควรหาข้อมูลนี้ก่อนเพื่อจะได้เลือกตำแหน่งที่นั่งดีๆ ใกล้จุดที่แซงกัน เห็นได้ไกลหรืออยู่ใกล้จอทีวีใหญ่ แต่ละรอบใช้เวลานาทีกว่าๆ รถคันที่เร็วที่สุดจะเร็วจะเร็วกว่ารถคันที่ช้าที่สุดประมาณ 4-5 วินาทีต่อรอบ หลังจากแข่งได้ 10 กว่ารอบ คันที่นำเป็นที่ 1 ก็จะเริ่มไล่ทันคันสุดท้าย (Back marker) คันสุดท้ายจะต้องไม่ขวางและหลบให้คันที่นำแซงไป (lapping) ช่วงจังหวะนี้ก็จะเป็นเสี้ยววินาทีทองอีกเสี้ยวหนึ่งของคนที่ขับตามมาเป็นที่สอง เพราะคันที่นำจะเสียจังหวะกับการแซง Back marker ทำให้คันที่สองสามารถจี้ติดเข้าไปได้



จำนวนรอบของการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับความยาวของสนาม ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 40-70 รอบแต่จะใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังจากแข่งไปได้ 20-30 รอบ รถก็จะเริ่มเข้า Pit เพื่อเติมน้ำมันและเปลี่ยนยาง ซึ่งการเข้า Pit แต่ละครั้งจะทำให้เสียเวลาประมาณ 20-25 วินาทีแล้วแต่ความยาวของ Pit Lane และความเร็วของทีมงานที่จะเติมน้ำมันและเปลี่ยนยาง เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะรถถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเติมน้ำมันไม่เยอะและใช้ยางชนิดอ่อนเพื่อให้เข้าโค้งได้เร็วที่สุด ยางของรถ F1 มีชนิดอ่อนและชนิดแข็ง ยางชนิดอ่อนจะสึกหรอเร็วมากกว่ายางชนิดแข็ง แต่ให้ความเร็วในการเข้าโค้งมากกว่า (ยางชนิดแข็งของ F1 ยังถือว่าอ่อนมากเทียบกับยางรถทั่วไป)หากเราสามารถออกแบบรถและยางให้วิ่งทั้ง 70 รอบโดยไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่มและเปลี่ยนยาง เราจะพบว่ามันช้ากว่ารถแบบที่ต้องเข้า Pit อยู่หลายวินาทีต่อรอบ เพราะรถของเรามีน้ำหนักเยอะ เร่งยาก เสียเวลาไปกับโค้งต่างๆเยอะเกินไป หักลบกันแล้วการออกแบบรถแบบเข้า Pit จะดีกว่ามาก



สิ่งที่นักแข่งทุกคนอยากเห็นเป็นคนแรกก็คือ chequered flag ที่เส้นชัย ในรอบสุดท้ายของการแข่ง คนที่ตามอยู่จะพยายามทุกวิธีทางเพื่อที่จะแซงให้ได้ หลังจากที่เข้าเส้นชัยแล้ว ก็จะเป็นพิธีมอมรางวัลบน Podium สำหรับผู้เข้าเส้นชัย 3 คนแรกในภาพด้านซ้ายมือนี้นักจากซ้ายก็คือ Schumacher (ที่ 2, Ferrari), Alonso (ที่ 1, Renault) และ Raikkonen (ที่ 3, McLaren) ที่สนาม Bahrain ปีนี้ แต่ละคนก็จะได้โล่ตามลำดับพร้อมกับแชมเปญสำหรับดื่มฉลอง (แต่ส่วนใหญ่เขย่าฉีดหน้าเพื่อนข้างๆซะมากกว่า เสียของจริงๆคุณผู้อ่านว่าไม๊) สำหรับผมคิดว่าภาพนี้บอกถึงฤดูแข่งขันปีนี้ที่น่าจะดุเดือดเลือดพล่านอย่างยิ่ง ทั้ง 3 คนอยู่ต่างทีมกัน ทั้ง 3 คนเป็นนักขับที่ดีที่สุดในยุคสมัยนี้ คนหนึ่งคือ Old King อีกสองคนที่เหลือมีโอกาสเป็น New King ความเร็วรถของทั้ง 3 ทีมก็ใกล้เคียงกัน รับประกันมันหยดติ๋งแน่นอน นอกจากกนี้ยังมีโล่พิเศษประเภททีมที่ได้คะแนนรวมจากนักแข่งทั้ง 2 คนมากสุด (แต่โล่นี้คนไม่ค่อยสนใจ ส่วนใหญ่สนใจเฉพาะนักแข่ง 3 คนแรก) ..... หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มคิดถึงสนามถัดไปในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า .....


หน้าที่ 2 - Sepang, มาเลเซีย (2005)
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

สนาม F1 ที่ใกล้บ้านเรามากที่สุดก็คือสนาม Sepang ประเทศมาเลเซีย ผมมีโอกาสได้ไปชมเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ครั้งนั้นใส่สีแดงเชียร์ Ferrari สุดฤทธิ์ เสื้อก็แดงหมวกก็แดง (ของปลอม ไม่มีปัญญาซื้อของจริง $50) กะว่าจะได้ไชโยโห่ร้องกะทีม Ferrari ซะหน่อย แต่ที่ไหนได้ Shumy (ชื่อติดปากเวลาพูดถึง Schumacher แห่งทีม Ferrari) เข้าที่ 7 ได้แค่ 2 คะแนน (ที่ 1 ได้ 10 คะแนน, ที่ 2 ได้ 8 คะแนน, ที่ 3 ได้ 6 คะแนน,ที่ 4 ได้ 5 คะแนน,ที่ 5 ได้ 4 คะแนน,ที่ 6 ได้ 3 คะแนน,ที่ 7 ได้ 2 คะแนน, ที่ 8 ได้ 1 คะแนน,) ก็พอได้ยิ้มได้อยู่บ้าง แม้จะเริ่มปลงแล้วว่า Ferrari คงหมดโอกาสในปีนั้นเพราะรถช้ากว่า Renault อยู่มาก (ปี 2006 มีลุ้น) ว่ากันว่าสนาม Sepang เป็นสนามที่ดีมากสนามหนึ่งของโลก มีทางตรงทางโค้งและหลายจุดให้แซงกันได้ พื้นถนนก็ไม่ได้แคบอย่างบางสนาม สิ่งอำนวยความสะดวกก็ค่อนข้างครบครัน แต่คนมาเลเซีย ไทย สิงคโปร์อาจจะไม่ได้ติดตาม F1 มากเหมือนทางยุโรปทำให้จำนวนคนดูยังน้อยกว่าสนามทางยุโรปเกือบครึ่งต่อครึ่ง หรืออาจจะเพราะว่าตั๋วแพงก็เป็นได้




สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยการเดินทางในประเทศมาเลเซีย (เช่นผมในครั้งนั้น) ก็ใช้บริการของบริษัททัวร์และรถของโรงแรมที่รับส่งถึงสนาม เมื่อถึงสนามก็พบคนประเภทเดียวกับเราเยอะมาก บรรยากาศชวนให้ตื่นเต้น มีเต้นท์ของทีมต่างๆให้เลือกซื้อของที่ระลึก (ถ้าซื้อแล้วจะระลึกได้ตลอดชาติว่าโครตแพง) บางทีมก็นำรถออกมาโชว์ในเต้นท์ให้ได้สัมผัสกัน(ด้วยสายตาอย่างเดียว)อย่างใกล้ชิด ที่เด่นหน่อยก็มีของ McLaren Mercedes Benz ที่น้ำรถยนต์นั่งสปอร์ตรุ่นสวยหรูชวนน้ำหลายไหลมาโชว์ให้ถ่ายรูปกัน นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้และเป็นสิ่งคู่กับรถสวยเสมอมาก็คือบรรดาสาวสวย (Pretty) ที่ส่งสายตาหวานเยิ้มจนคนที่ผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะกดชัตเตอร์จนพวกเธอไม่รู้จะหันมองกล้องไหนก่อนดี แต่ละคนที่เดินเข้ามาในสนามส่วนใหญ่จะใส่เสื้อผ้าตามสีทีมของตัวเอง ในย่านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว F1 จะมีตลาดขายเสื้อผ้า F1 โดยเฉพาะ ก่อนวันแข่งจะต่อราคายากหน่อย แต่หลังวันแข่งจะมีทั้งลดแลกแจกแถม




ระยะทางของสนาม Sepang ทั้งรอบเท่ากับ 5.5 กิโลเมตร แข่งกันทั้งหมด 56 รอบ ผมนั่งทางด้านใต้ บริเวณที่เรียกว่า Citrine ถ้ามองจากรูปข้างบนจะเห็นว่ามีทางตรงอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ด้านใต้คือ Citrine เป็นที่นั่งสองชั้น ชั้นละประมาณเกือบ 10 แถว ไม่อึดอัดมาก มีรั้วเหล็กกั้นระหว่างที่นั่งและถนน รั้วเหล็กนี้แข็งแรงทีเดียว นอกจากจะกันไม่ให้คนลงไปเดินให้รถที่กำลังแข่งอยู่ชนแล้วยังทำหน้าที่คอยกันเศษชิ้นส่วนหรือยางในกรณีที่เกินอุบัติเหตุอีกด้วย ในอดีตเคยมีรถเกิดอุบัติเหตุทำให้ยางรถหลุดและถูกเหวี่ยงออกมาด้วยความเร็วสูงมาก ผ่านช่องรั้วเหล็กพอดีก่อนจะไปกระแทกผู้ชมข้างสนาม แต่เดี่ยวนี้เรื่องความปลอดภัยของสนามสูงมาก และความปลอดภัยของตัวรถเองก็สูง หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงแต่คนขับเดินออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรงที่ผมนั่งจะมองเห็นทั้งหมด 6 โค้งของสนาม เห็นเกือบจะทั้งหมดของสนามด้านใต้ ตรงส่วนทางตรงที่อยู่ด้านหน้าพอดีรถจะมีความเร็วขนาด 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะแตะเบรคเพื่อเข้าโค้งที่ตรงยอดแหลม





หากนับเฉพาะส่วนทางตรงที่อยู่ตรงหน้าผมแล้วละก็ ในช่วงที่เห็นถนัดๆ Schumy ของผมใช้เวลาประมาณ 2 วินาทีผ่านหน้าผมในแต่ละรอบ ลองมาคำนวณกับค่าตั๋ว 6000 บาท เฉลี่ยแล้วได้วินาทีละประมาณ 50 บาท! ลองดูภาพแล้วนึกตามนะครับ หากเราลองหันหน้าไปทางขวามือสมมุติว่ามีรถที่ระยะ 100 เมตรกำลังวิ่งมาหาคุณแล้วผ่านหน้าคุณไปทางซ้ายมือที่ระยะ 100 เมตร ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2 วินาทีกว่าๆ !! ใช่ครับ มันเร็วมาก




รถ F1 นอกจากเร็วแล้วยังดังอีกด้วย ดังแบบไม่รู้จะตะโกนบรรยายให้ฟังยังไงดี ตอนซื้อตั๋ว เขาจะมีที่อุดหูแจก (Ear Plugs) ตอนแรกผมก็นึกในใจว่าจะอุดทำไมให้เสียบรรยากาศ นั่งดูรถเร็วๆเสียงดังๆได้อารมณ์กว่า แต่คุณเอ๊ย ผ่านไป 2 รอบแก้วหูแทบแตก เหมือนมันเจาะจงพ่นเสียงจากท่อไอเสียมาใส่รูหูโดยเฉพาะ ลองดูที่โครงสร้างของที่นั่ง เสียงที่มาจากรถจะกระแทกใส่ที่นั่งใต้หลังคาพอดิบพอดี สรุปต้องอุดหูให้พอมีเสียงรถเล็ดลอดเข้ามาเล็กน้อย การออกแบบที่อุดหูก็ค่อนข้างดี เสียงรถลดลงไปมากแต่เสียงคนข้างๆยังพอได้ยิน


หน้าที่ 3 - คุณรู้หรือยัง
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่



  1. สนามแข่งรถ F1 ทั่วไปจะเป็นทางโค้งไปมา ไม่ใช่วงรีอย่างสนามแข่งรถดังๆของอเมริกา ดังนั้นนอกจากรถ F1 จะต้องมีอัตราเร็วที่สูงแล้วยังต้องมีอัตราเร่งที่สูงด้วยเนื่องจากต้องเบรกและเร่งออกจากโค้งบ่อย รถ F1 ทุกคันสามารถออกตัวจากหยุดนิ่งจนมีความเร็ว 160 km/h แล้วเบรกให้หยุดอีกครั้งได้ภายใน 4 วินาทีกว่าๆ




  2. เราวัดความแรงของการเบรกและความแรงของการเข้าโค้งเป็นค่า g-Force โดยที่ค่า 1g มีความหมายว่ามีแรงกระทำกับคนขับเท่ากับน้ำหนักของคนขับเอง แรง g-Force ของรถในขณะเบรกเพื่อเข้าโค้งหลังจากวิ่งด้วยอัตราเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงมีค่าประมาณ 5g ส่วนในขณะที่เลี้ยวโค้งด้วยความเร็วสูงมี g-Force (เนื่องจากแรงหนีศูนย์กลาง) ประมาณ 4g นั่นคือมีแรงขนาด 4 เท่าของน้ำหนักตัวคุณเองผลักคุณไปติดด้านข้างรถขณะเลี้ยวโค้ง การขับ F1 จะทรมานร่างกายคุณอย่างมาก




  3. ก่อนปี ค.ศ. 2005 เครื่องยนต์รถ F1 มีอายุการใช้งานเพียงแค่สนามเดียว ในสนามถัดไปก็ต้องประกอบเครื่องยนต์ใหม่

    การทำเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูงทำให้ทีมเล็กเสียเปรียบ ในปี 2005 เป็นต้นมาจึงมีกฎว่าเครื่องยนต์หนึ่งจะต้องใช้ 2 สนาม (หรือประมาณ 4 ชม.) ห้ามเปลี่ยน  หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแล้วอันดับการออกสตาร์ทจะต้องหล่นไป 10 อันดับ เครื่องยนต์ของรถธรรมดาทั่วไปมีอายุการใช้งาน 20 ปี




  4. หลังจากขับ 1 สนาม นักแข่ง F1 จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ 2 กิโลกรัม




  5. ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ F1 สูงสุดประมาณ 20,000 รอบ/นาที (ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลง 330 รอบ/วินาที)




  6. ในการเบรกเพื่อเข้าโค้ง อุณหภูมิของเบรกอยู่ที่ประมาณ 1000 องศาเซลเซียส ทำให้ใช้เหล็กกล้าทำเบรกไม่ได้เพราะมันจะสึกหรอเร็วมาก ต้องใช้ Carbon fiber ที่มีความทนทานกว่าแทน




  7. ที่นั่งของคนขับมีขนาดเล็กมากและถูกหล่อให้เข้ากับรูปร่างของคนขับ เมื่อจะเข้าไปนั่งต้องถอดพวงมาลัยออกก่อน หลังจากนั่งแล้วจึงใส่พวงมาลัยกลับไป นักแข่งทุกคนจะต้องได้รับการทดสอบในการถอดพวงมาลัยและกระโดดออกจากรถได้อย่างรวดเร็วเผื่อในกรณีที่รถเกิดไฟไหม้




  8. รถ F1 ไม่มีกระปุกเกียร์ การเปลี่ยนเกียร์ทำได้โดยการกดปุ่มต่างๆที่อยู่บนพวงมาลัย นอกจากนี้ยังมีปุ่มต่างๆเพื่อกำหนดการทำงานของเครื่องยนต์ พวงมาลัยแต่ละอันมีราคาประมาณ 1-4 หมื่นเหรียญ




  9. แรงที่กดรถให้ยึดเกาะกับถนนมาจากแรง 2 แรงคือน้ำหนักของตัวมันเองและ Downforce จากอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ที่คล้ายๆกับเครื่องบินหงายตัว (Upside down) คือแทนที่จะเกิดแรงยกเหมือนเครื่องบินกลับออกแบบปีกเล็กที่ติดกับหน้ารถและหลังรถให้เกิดแรงกดพื้นติดกับถนนแทน ทำให้รถเลี้ยวโค้งได้เร็วขึ้น แรง Downforce จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามอัตราเร็ว (ตามกฎของ Bernoulli นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ชาวเนเธอแลนด์)

    (เพิ่มเติมที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=5802&page=1)

    ที่ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถ F1 สามารถวิ่งหงายท้องเกาะติดกับเพดานอุโมงค์ได้สบายๆ




  10. สนาม Monaco เป็นสนามในเมืองที่รถปกติขับกันค่อนข้างช้า  แต่F1 จะแข่งกันที่ความเร็วเฉลี่ย 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ระหว่างที่รถวิ่งผ่านฝาท่อระบายน้ำจะมีแรงดูดให้ฝาท่อระบายน้ำ (ที่เป็นเหล็กหนาๆ) ลอยขึ้นมาติดรถได้ ดังนั้นก่อนแข่งทุกครั้งจะมีการเชื่อม (Welded) เหล็กฝาท่อให้ติดกับถนน




  11. ทีมงานรถ F1 สามารถเติมน้ำมัน 50 ลิตรพร้อมกับเปลี่ยนยางได้ภายใน 4 วินาที




  12. ยางของรถ F1 ไม่บรรจุอากาศธรรมดาแต่จะบรรจุกาซไนโตรเจนแทน เพราะสามารถทำนายการเปลี่ยนความดันเนื่องจากอุณภูมิที่เปลี่ยนได้ค่อนข้างแน่นอน อากาศโดยทั่วไปมีไอน้ำอยู่ทำให้ควบคุมได้ลำบากกว่า




  13. อุณภูมิของยางรถขณะแข่งประมาณ 1000 องศาเซลเซียส และหมุนประมาณ 50 รอบต่อวินาทีที่ความเร็วสูงสุด ยางมีอายุการใช้งานประมาณ 90 - 120 กิโลเมตร (ยางรถธรรมดาใช้งานได้ 80,000 กิโลเมตร) ที่มีอายุการใช้งานสั้นเนื่องจากเป็นสูตรยางที่อ่อนเพื่อให้มีจุดสัมผัสกับถนนได้มากที่สุด (สำหรับวัสดุนิ่มเช่นยาง สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานขึ้นกับปริมาณพื้นที่ผิวสัมผัสด้วย ต่างกับวัตถุแข็งเช่นเหล็ก)




หน้าที่ 4 - สนาม ทีม และนักแข่ง 2006
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
ปี 2006 มีทีมเข้าแข่งขันทั้งหมด 11 ทีม แต่ละทีมมีนักแข่ง 2 คนสำหรับรถ 2 คัน รวมรถที่แข่งทั้งหมด 22 คันในแต่ละสนาม




ทีม

ตัวรถ

เครื่องยนต์

ยาง

นักแข่ง

Renault

R26

Renault V8

Michelin

Fernando Alonso

Giancarlo Fisichella

McLaren

MP4-21

MP4-21

Michelin

Juan Pablo Montoya

Kimi Raikkonen

Ferrari

248 F1

Ferrari V8

Bridgestone

Michael Schumacher
Felipe Massa

Toyota

TF106

Toyota V8

Bridgestone

Ralf Schumacher

Jarno Trulli

Williams

FW28

Cosworth V8

Bridgestone

Mark Webber

Nico Rosberg

Honda Racing

RA106

Honda V8

Michelin

Rubens Barrichello

Jenson Button

Red Bull Racing

RB2

Ferrari V8

Michelin

David Coulthard

Christian Klien

BMWSauber

F1.06

BMW V8

Michelin

Jacques Villeneuve

Nick Heidfeld

Midland F1 Racing

-

-

-

Christijan Albers

Tiago Monteiro

Scuderia Toro Rosso

STR-1

Cosworth V10

Michelin

Scott Speed

Vitantonio Liuzzi

Super Aguri F1

SA05

Honda V8

Bridgestone

Takuma Sato

Yuji Ide









2006 Carlendar

Round 1: Bahrain International Circuit, Bahrain 12 มีนาคม 2006
1

Fernando Alonso

Renault

2

Michael Schumacher

Ferrari

3

Kimi Raikkonen

McLaren-Mercedes





Round 2: Sepang, Malaysia 19 มีนาคม 2006
1

Giancarlo Fisichella

Renault

2

Fernando Alonso

Renault

3

Jenson Button

Honda





Round 3: Melbourne, Australia 2 เมษายน 2006

1

Fernando Alonso

Renault

2

Kimi Raikkonen

McLaren

3

Ralf Schumacher

Toyota






Round 4: Imola, San Marino, 23 เมษายน 2006

Round 5: Nurburgring, Germany 7 พฤษภาคม 2006

Round 6: Barcelona, Spain 14 พฤษภาคม 2006

Round 7: Monte Carlo, Monaco 28 พฤษภาคม 2006

Round 8: Silverstone, Britain, 11 มิถุนายน 2006

Round 9: Montreal, Canada, 25 มิถุนายน 2006

Round 10: Indianapolis, USA, 2 กรกฎาคม 2006

Round 11: Magny Cours, France, 16 กรกฎาคม 2006

Round 12: Hockenheimring, Germany, 30 กรกฎาคม 2006

Round 13: Hungaroring, (Budapest) Hungary, 6 สิงหาคม 2006

Round 14: Istanbul Park, (Istanbul) Turkey, 27 สิงหาคม 2006


Round 15: Monza, Itary, 10 กันยายน 2006

Round 16: Shanghai International Circuit, (Shanghai) China, 1 ตุลาคม 2006

Round 17: Suzuka, Japan, 8 ตุลาคม 2006

Round 18: Carlos, Brazil, 22 ตุลามคม 2006




ผมทำตัวเข้มและขีดเส้นใต้สนามที่หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะต้องไปให้ได้สักสนามในปีนี้ ดูรถแข่งและถือโอกาสพักผ่อนท่องเที่ยวไปในตัว ชมความงามของ Istanbul หรือไม่ก็ Budapest ส่วน Shanghai นั้นก็ใกล้ดี



หน้าที่ 5 - ส่งท้าย
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


นอกจากได้ชมการแข่งรถ F1 แล้วผมยังได้มีโอกาสท่องเที่ยวในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ 1 วัน ก็มีอะไรสวยๆงามๆให้ดูกันมากมาย อาจจะไม่ต่างกับเมืองไทยมากนัก อากาศก็ร้อนเป็นปกติ ว่ากันว่า Sepang เป็นสนามที่ร้อนที่สุดในบรรดาสนามทั้งหมด ผู้อ่านคงสามารถหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวได้จากสื่อทั่วๆไป ผมคงไม่ต้องบรรยายเพิ่มเติม



สำหรับท่านที่ต้องการเดินทางไปชม F1 สักครั้งในชีวิต แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ลองติดต่อทัวร์คุณ สาธิต 02 6915813 (The exclusive travel, www.theexclusive.com) ที่จัดบริการทัวร์ F1 โดยเฉพาะครับ




สุดท้ายหวังว่าอาจจะได้เจอผู้อ่านบางท่านที่ Istanbul หรือ Budapest นะครับ “มันเยี่ยมจริงๆจอร์จ ขอบอก”



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




เปี้ยว
(พิเชษฐ กิจธารา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,915 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 9 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,205 ครั้ง
ได้รับดาว 318 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน


Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • thaigoodview
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : smile@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-5820595
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in53.1798 seconds !