vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
10 เหตุผลที่ควรรู้ ในการเลือกใช้สเต็มเซลล์ (10 Reasons to choose Stem cells)
ไข่ต้มร้อนๆ (ศุภเสกข์ ศรจิตติ) (65,837 views) first post: Tue 4 December 2007 last update: Tue 20 May 2008
เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด และยังมีการทดลองนำไปใช้รักษาโรคมากมายที่การแพทย์ปัจจุบันยังรักษาได้ไม่ดีพอ แต่การจะนำไปใช้นั้น จำเป็นที่จะต้องรู้คุณสมบัติพื้นฐานของเซลล์ต้นกำเนิด และข้อที่ต้องคำนึงต่างๆเพื่อความปลอดภัย และ

หน้าที่ 1 - คุณสมบัติพื้นฐานของเซลล์ต้นกำเนิด
ปัจจุบัน สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด อาทิเช่น โรคเลือดต่างๆ โรคทางพันธุกรรมบางชนิด และยังมีการทดลองนำไปใช้รักษาโรคมากมายที่การแพทย์ปัจจุบันยังรักษาได้ไม่ดีพอ เช่น โรคทางระบบประสาท โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคตับ และอื่นๆอีกมากมาย แต่การจะนำเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้นั้น นักวิจัยและแพทย์จำเป็นที่จะต้องรู้คุณสมบัติพื้นฐานของเซลล์ต้นกำเนิด และข้อที่ต้องคำนึงต่างๆเพื่อความปลอดภัย และถูกต้องในการนำไปใช้

การเลือกใช้เซลล์ต้นกำเนิด และสิ่งที่ควรคำนึง

1. ชนิดของเซลล์ต้นกำเนิด นักวิจัยหรือแพทย์จะต้องคำนึงถึงข้อดี ข้อเสีย ของการเลือกใช้ระหว่าง เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน (Embryonic Stem Cell, ES) กับเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell, AS) ซึ่งการนำไปใช้นั้นเราอาจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มจำนวน รวมถึงการที่มันจะกลายเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆที่เราไม่ต้องการ และอาจเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งตามมาในอนาคตหลังจากการปลูกถ่ายได้
หากเราเลือกใช้ เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัยแล้ว ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเซลล์ชนิดต่างๆก็จะน้อยกว่าการใช้ ES แต่โอกาสในการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งก็จะน้อยกว่าตามไปด้วย นอกจากนี้การเลือกใช้ AS จะต้องคำนึงถึงชั้นที่เป็นต้นกำเนิด (Germ layer) ของ AS เพื่อประสิทธิผลในการนำไปใช้
65645


65646



2. ชั้น Germ layer เป็นที่รู้กันดีว่า germ layer ประกอบด้วย 3 ชั้น คือ Ectoderm , Mesoderm และ Endoderm ดังนั้นเซลล์ที่มาจากชั้นเดียวกันย่อมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ในชั้นนั้นๆได้ง่ายกว่า เช่น เรารู้ว่า ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่มาจากชั้น Ectoderm ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากผิวหนังก็ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเซลล์อื่นๆที่อยู่ในชั้น Ectoderm ได้ เมื่อถูกเหนี่ยวนำและให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับเซลล์ที่เราต้องการให้มันเป็น เช่นเซลล์ต้นกำเนิดจากผิวหนังเปลี่ยนให้เป็นเซลล์ประสาท เซลล์ต้นกำเนิดจากตับอ่อนเปลี่ยนให้เป็นเซลล์ตับ เป็นต้น
กรณีนี้จะยกเว้นการใช้ Mesenchymal stem cell (MSC) เนื่องจาก MSC นั้นจะมีคุณสมบัติที่อยู่เหนือ Germ layer ทั้ง 3 ชั้นจึงมีโอกาสพัฒนากลายเซลล์ต่างๆได้ง่ายกว่าเซล์ต้นกำเนิดอื่นๆ
65266



3. การเลือกบริเวณที่จะเก็บเซลล์ต้นกำเนิด Adult Stem Cell สามารถเก็บได้จากหลายที่ เช่น เลือด (Peripheral blood),ไขกระดูก (Bone Marrow) , ไขมัน (Fat tissue) , เลือกจากสายสะดือ (Cord blood) , ฟันน้ำนม (Baby teeth) เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิดเดียวกันก็จริง แต่อาจให้ผลในการปลูกถ่ายที่แตกต่างกัน เช่น เซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันบริเวณสะโพกจะพัฒนาไปเป็นเซลล์กระดูกได้ดีกว่าเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันที่ได้จากหน้าท้องเป็นต้น
65267



รูปแสดงการทดลองเพาะเซลล์กระดูกเป็นเวลา 3 สัปดาห์จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน โดยเปรียบเทียบระหว่างไขมันจากหน้าท้อง และไขมันจากสะโพก โดยการดูจาก Alkaline phosphatase-positive colony-forming unit (CFU-AP) , (Cytotherapy (2007) Vol. 9, No. 5, 459_ 467)


4. การเลือกวิธีการเก็บเซลล์ต้นกำเนิด (Procedure) หากเซลล์ต้นกำเนิดที่เราต้องการเก็บอยู่ในเนื้อเยื่อที่ยังต้องมีการแยกอีกทีหนึ่ง เช่น ไขมัน การเลือกวิธีการเก็บ เช่น การใช้เข็มเจาะดูดไขมัน การใช้เครื่องอัลตราโซนิกดูดไขมัน การผ่าตัดเอาชิ้นไขมัน วิธีเหล่านี้จะมีผลต่อเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในไขมันทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าตัวเซลล์ไขมันจะไม่แตกก็ตาม
65268


5. ความจำเป็นในการใช้ยากระตุ้นการหลั่งของเซลล์ต้นกำเนิด (Mobilization) เซลล์ต้นกำเนิดนั้นจะพบมากในเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีนิวเคลียสเดียว หรือที่เรียกว่า Mononuclear cell (MNC) แต่ใน MNC นี้ก็จะประกอบไปด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ 7 ชนิด คือ T cell , B cell , Macrophage, Dendritic cell, NK cell, Monocyte และ Stem cell และเซลล์ต้นกำเนิดจะอยู่ในรูปของตัวอ่อนของ MNC ดังนั้นการกระตุ้นการหลั่งของเซลล์ต้นกำเนิดจึงสำคัญมาก ปัจจุบันการเลือกใช้ยากระตุ้นการหลั่งของสเต็มเซลล์จากไขกระดูกไปสู่กระแสเลือด เรานิยมใช้ยากระตุ้นการหลั่งของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Granulocyte Colony Stimulating Factor (G-CSF) และ Granulocyte Macrophage Colony Stimulating Factor (GM-CSF) ซึ่งผลของ G-CSF ดีกว่า GM-CSF และการแบ่งยาฉีดออกเป็น
2 ครั้งต่อวัน จะได้ผลที่ดีกว่าฉีดวันละครั้งในขนาดยาที่เท่ากัน นอกจากนี้แพทย์ควรศึกษาผลข้างเคียงของการใช้ยานี้ รวมถึงประเมินสภาพผู้ป่วย โดยเฉพาะอวัยวะที่ผลิตเลือด เช่น ม้าม และไขกระดูก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากยา รวมทั้งจำเป็นที่จะคอยตรวจระดับเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อปรับโดสยา และไม่ให้สูงจนเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อตัวผู้ป่วย

หน้าที่ 2 - ข้อที่ต้องคำนึงต่างๆเพื่อความปลอดภัย และถูกต้องในการนำไปใช้
6. การทำให้เซลล์ต้นกำเนิดมีความบริสุทธิ์ (Purification) นักวิจัยและแพทย์ควรให้ความสำคัญกับการแยกเซลล์ต้นกำเนิดให้บริสุทธิ์ และไม่ควรมองข้ามความปลอดภัยในการนำไปใช้หากไม่ได้ทำให้เซลล์ที่จะนำไปใช้บริสุทธิ์เสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น การนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขกระดูกไปรักษาโรคหัวใจ เราอาจพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเกิดมีแคลเซียม หรือที่เรียกว่า calcification ได้ ซึ่งส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผลและอาจเกิดผลเสียตามมา การทำให้บริสุทธิ์ทำให้เราสามารถเลือกเซลล์จำเพาะ (selected) ได้ตรงต่ออวัยวะเป้าหมายที่เราต้องการได้มากยิ่งขึ้น การทำให้บริสุทธิ์นั้นปัจจุบันเราใช้ marker เป็นตัวจับกับเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อทำการแยกชนิด เช่น เราใช้ CD 133 ในการรักษาโรคหัวใจ โรคตับ โรคทางประสาท, CD 34 ในการรักษาโรคเลือด เป็นต้น
การทำให้เซลล์ต้นกำเนิดบริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้จะส่งผลให้เซลล์นั้นมีศักยภาพที่สูงกว่า มีความปลอดภัยในการใช้มากกว่า ปริมาณเซลล์ที่นำไปปลูกถ่ายมีปริมาณที่น้อยกว่ามาก แต่มีความเข้มข้นเซลล์จำเพาะที่ต้องการมากกว่าถึง 1200 เท่า และที่สำคัญจะพบเซลล์ในอวัยวะเป้าหมายหรือที่เรียกว่าการ Homing สูงกว่าถึง 10 - 15 เท่า เมื่อเทียบกับการไม่แยกให้บริสุทธิ์
65271

65272


7. ระยะเวลาและอุณหภูมิ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิด และขั้นตอนการขนส่ง เวลา และอุณหภูมิจะมีผลโดยตรงต่อปริมาณเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ (Cell viability) อุณหภูมิที่สูง ระยะเวลาที่นานก่อนการแช่แข็งจะส่งผลให้เซลล์ตาย อุณหภูมิที่แนะนำในการขนส่งและเก็บเบื้องต้นก่อนควรอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส และควรส่งถึงห้องปฏิบัติการใน 24 ชั่วโมงหรือให้เร็วที่สุด การทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เซลล์ที่มีชีวิตจะลดลงประมาณ 50 % ในระยะเวลา 72 ชั่วโมง แต่หากเราทิ้งเซลล์ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ปริมาณเซลล์ที่มีชีวิตจะตายหมดภายใน 30 ชั่วโมง นอกจากนี้เซลล์ที่เก็บไม่ควรผ่านรังสีเอกซเรย์ ในห้องปฏิบัติการควรมีอุณหภูมิห้องระหว่างกระบวนการปฏิบัติการอยู่ที่ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส มิฉะนั้นปริมาณเซลล์ที่มีชีวิตที่ได้หลังจากการแยกให้บริสุทธิ์ก็จะมีปริมาณที่ลดลงด้วยเช่นกัน
65273

8. การเลือกตำแหน่งที่จะฉีดเซลล์ต้นกำเนิด (Administration) การเลือกตำแหน่งที่ฉีดนั้นสำคัญต่อเปอร์เซ็นต์การ Homing ที่อวัยวะเป้าหมายเป็นอย่างมาก การเลือกตำแหน่งที่ฉีดที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เซลล์ไม่สามารถไปรักษา หรือลดประสิทธิภาพของการรักษาลงไป เมื่อจะทำการฉีดเซลล์แพทย์จะต้องคำนึงถึงหลักกายวิภาค เส้นเลือดใดที่จะไปเลี้ยงอวัยวะเป้าหมายนั้นๆ ปัจจุบันหลายโรคที่ยังเป็นข้อถกเถียงถึงตำแหน่งที่ฉีด ยกตัวอย่างเช่น การฉีดรักษาโรคหัวใจแพทย์อาจเลือกฉีดได้ตั้งแต่ หลอดเลือดดำที่เข้าหัวใจ (Intra coronary) ฉีดเข้าโดยตรงที่ตำแหน่งหัวใจขาดเลือด (Local area) กรณีการรักษาตับแพทย์อาจเลือกฉีดเข้าหลอดเลือดดำทั่วไป (Intravenous) หรือเข้าที่ Hepatic portal vein ก็ได้ กรณีไขสันหลังแพทย์อาจเลือกฉีดบริเวณตำแหน่งที่เป็นรอยโรค หรืออาจฉีดเข้าหลอดเลือดแดง (Intra artery) ที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณนั้นๆ หรืออาจฉีดเข้าบริเวณ Epidural space ก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการฉีดในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ผลที่ได้ก็อาจไม่เท่ากันเนื่องจากปัจจัยอื่นๆประกอบ เช่น ตัวผู้ป่วยอาจมีบาดแผลบริเวณอื่นๆทำให้เซลล์ต้นกำเนิดต้องแบ่งไปรักษา ปริมาณเซลล์ต้นกำเนิดที่ฉีดอาจไม่เพียงพอ เป็นต้น ทั้งนี้จึงควรมีการศึกษาวิจัยถึงตำแหน่งที่ใช้ฉีดเซลล์ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อไป

9. การเพิ่มจำนวนของเซลล์ต้นกำเนิด (Expansion) การเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนมีความสำคัญมากในกรณีที่เราเก็บเซลล์ต้นกำเนิดมาได้น้อย การเพิ่มจำนวนจำเป็นต้องอาศัยน้ำยาเลี้ยงเชื้อซึ่งมีส่วนประกอบทั้งสารเคมีและโปรตีนที่ได้จากสัตว์ จึงควรที่ระวังการปนเปื้อน แลการติดเชื้อในจุดนี้ด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีคำถามที่ต้องตอบก็คือ จำเป็นแค่ไหนที่ต้องเพิ่มจำนวน เซลล์ที่ถูกเลี้ยงใน In vitro เราจะพบว่าเซลล์จะพักอยู่ในระยะ G0 น้อยมากเมื่อเทียบกับใน In vivo ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ศักยภาพของเซลล์ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนจะด้อยกว่าเซลล์ที่มีอยู่จริงในร่างกาย การนำไปใช้จริงจึงอาจต้องใช้โดสในการปลูกถ่ายที่สูงขึ้น และสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเซลล์ที่เราเลี้ยงจะไม่เพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดมะเร็งตามมา โดยปกติในร่างกายจะมีจุด Check point 2 จุด ในกระบวนการ Cell Cycle นั่นก็คือ G1/S และ G2/M Checkpoint ก็ตามแต่ก็อาจมีเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติและหลุดรอดจากจุด Check point ทั้ง 2 จุดได้เช่นกัน ดังนั้นการเพิ่มจำนวนจึงควรมีการศึกษาวิจัยที่มากกว่านี้

10. มาตรฐานห้องปฏิบัติการ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสิ่งนี้หมายถึงความปลอดภัยตลอดขั้นตอนการทำงานทุกขั้นตอน ดังนั้นควรอยู่ภายใต้มาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) หรือ Good Laboratory Practice (GLP) หรือเทียบเท่า รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือ น้ำยา ชุด kits ที่ได้รับรองมาตรฐาน และผ่านการรับรองให้ใช้ในการทดลอง (Research grade) หรือใช้ในผู้ป่วยจริง (Clinical grade)


ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยและแพทย์ควรตระหนักก็คือ “ความปลอดภัย” เมื่อต้องนำไปใช้ในการรักษาจริง เทคโนโลยีด้านสเต็มเซลล์ถึงแม้จะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะนำมาใช้ในการรักษาโรค แต่ก็ควรจะได้รับการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป

*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 8 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 4 ธ.ค. 2550 (11:30)
เดี๋ยวนี้มีการโฆษณาเรื่องการใช้ สเต็มเซลล์ รักษาโรคเยอะมาก เหมือนช่วงหนึ่งที่อะไรๆก็เอาคำว่านาโนๆ ๆ ๆ ๆ มาใส่เพิ่มความขลัง



รออ่านบทความคุณไข่ต้มร้อนๆนะคะ ยิ่งมีอะไรที่ช่วยให้รู้ทันโฆษณาหลอกลวงด้วยได้ยิ่งชอบใจใหญ่ เดี่ยวนี้โฆษณาเชื่อใจยากกว่าผู้ชายอีกนะเออ ฮุฮุ
บัวอื่น เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน953 ครั้ง - ดาว 394 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 3 4 ธ.ค. 2550 (17:34)
ข้อความใต้รูปที่ 1-2 รบกวนทีมงานแก้จาก เซลล์ต้นกำเหนิด เป็น เซลล์ต้นกำเนิด ครับ
ไข่ต้มร้อนๆ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน42 ครั้ง - ดาว 163 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 4 6 ธ.ค. 2550 (13:38)
อยากเอาหัวโขกพจนานุกรมมาก ต้นฉบับก็มาไม่ผิด เผลอเขียนไปเองค่ะ



แก้ให้เเล้วนะคะคุณไข่ต้มร้อนๆ
บัวอื่น เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน953 ครั้ง - ดาว 394 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 5 16 มี.ค. 2551 (13:37)
ขอบคุณมากๆครับที่ให้ความรู้
RaMZa เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 8 24 พ.ค. 2551 (17:25)
ขอบคุณครับสำหรับความรู้ ดี ๆ
may001pen เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 10 1 มิ.ย. 2551 (10:19)

จำเป็นไหมคับที่ต้องมาจาก เม็ดเลือดขาวชนิดที่มีนิวเคลียสเดียว หรือที่ Mononuclear cell (MNC)  



ถ้ามี...เราสามารถนำส่วนไหนมารักษาได้


morkheng เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน21 ครั้ง - ดาว 71 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 11 2 มิ.ย. 2551 (13:00)

หากนำมาจากเลือด ไม่ว่าจะเป็น ไขกระดูก หรือ เลือดทั่วไป ตัวที่จะเป็นสเต็มเซลล์ จะเป็นตัวอ่อนของ MNCs ครับ แต่มันยังไม่ได้กลายร่างชัดเจน เพราะอย่างเช่น Mesenchymal stem cell หากนำไปเลี้ยงจริงๆจะได้น่าตาทรง Spindle shape ในขณะที่ Hematopoietic มีรูปร่างกลม



 



อย่างไขมันทำไปทำมาก็นับจำนวน MNCs ในตอนท้ายอยู่ดีครับ แต่มันจะให้เป็น MSC มากกว่า HSC ดังนั้น MNCs จึงเปรียบเสมือน Coctail SC นั่นเอง ครับ


ไข่ต้มร้อนๆ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน42 ครั้ง - ดาว 163 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 12 2 มิ.ย. 2551 (13:01)
ส่วนที่ถาม่านำส่วนไหนมารักษาได้ อันนี้ผมยัง งง ในคำถามครับ
ไข่ต้มร้อนๆ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน42 ครั้ง - ดาว 163 ดวง - โหวตเพิ่มดาว




ไข่ต้มร้อนๆ
(ศุภเสกข์ ศรจิตติ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 7,193 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 42 ครั้ง
ได้รับดาว 163 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in0.9017 seconds !